๖
สงบศึกชั่วคราว
“วันนี้เริ่มบทที่สองได้”
“เห็นไหมว่าผมฉลาด”
ผมมองหน้าเขาที่เอาแต่ก้มหน้าเตรียมเอกสารเตรียมหนังสือ ใบหน้ายังคงบึ้งตึงเหมือนเช่นทุกครั้ง ซึ่งความจริงแล้วเวลาที่เขายิ้มเขาจะเป็คนที่ดูดีมาก เพราะผมสังเกตได้จากตอนที่เขาสอนหนังสือแล้วเขาเผลอยิ้มออกมา
“คุณรักพอดีผมต้องกลับก่อน เพราะคุณท่านมีธระทำให้ผมทำด่วน”
นายหมาน้อยหันมาบอกผมหลังจากวางโทรศัพท์เสร็จ
“ธุระอะไรจะสำคัญกว่าลูกตัวเอง”
“งั้นคุณรักก็โทรฯบอกคุณท่านเองนะครับ วันนี้คุณท่านดูอารมณ์ไม่ค่อยดีด้วย”
“นายจะไปไหนก็ไป...รีบๆ ไปเลยนะนายหมาน้อย”
ถ้าคุณพ่ออารมณ์ไม่ดีแสดงว่าต้องมีปัญหาเื่งานแน่ๆ แต่ช่างเถอะไม่เกี่ยวกับคนเพอร์เฟ็ค เพราะคนเพอร์เฟ็คมีหน้าที่แค่ตั้งใจเรียน
“ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะครับสวัสดีครับคุณครู ไว้วันหลังผมจะไปกินผัดไทยที่บ้านคุณครูอีกนะครับ”
นายหมาน้อยพูดเสร็จก็รีบเดินออกไปทันทีไม่รู้ว่าจะรีบอะไรกันนักหนา และพักหลัง ๆ มานี้ก็ชอบทำตัวแปลก ๆ ทั้งพ่อ ทั้งแม่และนายหมาน้อย ดีนะที่พี่ชายผมยังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศไม่อย่างนั้นก็คงมีแต่เื่ให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
“บ้านเซนเซขายผัดไทยด้วยเหรอ...”ผมถามพร้อมกับมองหน้าเขาไปด้วย “แต่ผมไม่กินหรอกนะผมถามเฉย ๆ”
“ใช่...แต่ฉันก็ไม่ได้ขายให้นายกินเหมือนกัน”
“แต่ถ้าผมจะกินคุณก็ขัดผมไม่ได้หรอก”
ผมยักไหล่แล้วนั่งไขว่ห้ามเอามือกอดอกเอียงคอแล้วยักคิ้วให้เขา ดวงตากลมโตของผมมองไปที่เขา ซึ่งกำลังขีด ๆ เขียน ๆตัวหนังสือฮิรางานะลงในชีทที่จะเอาให้ผมอ่าน
“ไม่มีใครสั่งใครสอนหรือยังไงเวลานั่งกับผู้ใหญ่ไม่ควรนั่งแบบนี้มันเสียมารยาท”
“สอน...แต่ปกติผมก็ไม่ทำแบบนี้กับคนที่มีอายุมากกว่าอยู่แล้วแต่ยกเว้นเซนเซ เพราะเซนเซชอบเถียงผม เซนเซทำตัวไม่น่ารัก”
“ถ้าใครทำอะไรขัดใจนายหรือไม่ได้ดั่งใจนาย...นายก็จะทำนิสัยไม่ดีใส่เขาอย่างนั้นเหรอ”
“แน่นอน”
“อย่าทำแบบนี้ให้มันบ่อย...”เขามองหน้าผมด้วยสายตาจริงจัง จนบางครั้งผมต้องเป็ฝ่ายหลบสายตาที่เฉียบคมของเขา“เพราะจากนิสัยจะกลายเป็กมลสันดานรู้ไหม”
แค่ได้ยินคำว่าสันดานมันก็เจ็บลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีใครมาว่าแบบนี้ให้ผม เขา...เขาเป็คนแรกที่พูดแบบนี้กับผม
“เริ่มเรียน”
“ไม่เริ่ม...”ผมกระแทกเสียงใส่เขา “เมื่อกี้คุณด่าผม มันไม่แรงไปหน่อยเหรอ”
“สันดานนั่นน่ะเหรอฉันไม่เห็นว่ามันจะแรงตรงไหน ออกจะเหมาะกับคนอย่างเลยด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงเรียบใบหน้านิ่ง
“มันเหมาะกับผมตรงไหน”
เขาไม่ตอบผมเขาวางเอกสารบทต่อไปไว้ที่หน้าผม
ั้แ่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครปากคอเราะร้ายเท่ากับเขามาก่อนคนอะไรเห็นหน้านิ่ง ๆ เฉยชา เ็า แต่พอพูดออกมาแต่ละคำนี่เ็ปมาก
“จะเรียนไหม”
น้ำเสียงเรียบแกมดุ
แล้วทำไมผมต้องยอมด้วยเพียงแต่เห็นสายตาอำมหิตของเขา ทั้ง ๆที่คนอย่างผมไม่เคยยอมใครมาก่อน...ไอ้เซนเซบ้าที่สุดแต่อย่าหวังว่าการที่ผมยอมแล้วเขาจะเอาชนะผมได้...ไม่มีทางเด็ดขาด
เขาเริ่มสอนบทต่อไปให้ผมวันนี้ผมตั้งใจฟังเขาเป็พิเศษเพราะอยากสอบให้มันผ่าน ๆ จะได้เรียนบทต่อไปเขาสอนและอธิบายเข้าใจ และละเอียดมาก เผลอ ๆ เขายังเก่งกว่าอาจารย์ที่สอนผมด้วยซ้ำไม่รู้ว่าเขาจำความรู้พวกนี้ลงไปในหัวสมองเขาได้ยังไง
ทุกๆ ครั้งเวลาที่เขาสอน ผมชอบแอบมองหน้าเขา ถึงแม้ว่าผมจะเกลียดเขาก็เถอะผมว่าในหน้านั้นมีเสน่ห์มาก ๆ ถ้าผู้หญิงได้เห็นร้อยคนผมว่าผู้หญิงร้อยคนก็ต้องแย่งกันมาขายขนมจีบให้เขาแน่ ๆแม้แต่ผมเป็ผู้ชายก็ยังแอบมองเขาเลย
“ไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง”
ผ่านส่ายหน้าไปมา
“พรุ่งนี้สอบเหมือนเดิม”
“สอบอีกแล้วเหรอ”
ผมพูดพร้อมกับบิดตัวไปมาเพื่อนแสดงถึงความี้เีที่มีอยู่ในตัว แต่เขามองผมด้วยสายตาดุ
“ผมก็ยังไม่ได้บอกว่าจะไม่สอบสักหน่อยทะทำไมต้องชอบทำหน้าดุด้วย”
เขาไม่ตอบผม
ระหว่างนั้นเสียงเรียกร้องโหยหาอาหารจากร่างกายผมก็ดังขึ้นเพราะั้แ่ตอนเช้าผมยังไม่ได้ทานอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
“เซนเซ...”ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ้อน เขาเงยหน้าขึ้นมองผม “ไปข้าวเป็เพื่อนผมหน่อย”
เพราะผมกินข้าวในร้ายอาหารคนเดียวไม่เป็ถ้าจะไปกินก็ต้องโทรฯ นัดให้นายหมาน้อยมากินเป็เพื่อน
“ไม่”
น้ำเสียงห้วนสั้นและลุกขึ้นจากโซฟา แล้วกำลังจะเดินออกไป
“ดะเดี๋ยวเดี๋ยวเซนเซ”
ผมวิ่งไปดักหน้าเขา
“ไปทานข้าวเป็เพื่อนผมหน่อยนะผมให้คุณเลือกร้านอาหารเลย แพงแค่ไหนไม่เกี่ยง มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง”
“แล้วทำไมนายไม่ไปกินเอง”
“ผมนั่งทานข้าวคนเดียวไม่ได้มันดูโดดเดี่ยวเกินไป”
เขาคิดอยู่สักพัก
“ร้านไหนก็ได้ใช่ไหม”
“ใช้ร้านไหนก็ได้แล้วแต่เซนเซเลย...สรุปว่าเซนเซไปใช่ไหม”
เขาพยักหน้าตอบผม
“งั้นเดี๋ยวเซนเซนั่งรอตรงนี้แป๊บนะผมเปลี่ยนเสื้อก่อน...” พูดเสร็จผมก็เดินออกไปแต่แล้วก็ต้องเดินถอยหลังกลับมาอีกครั้ง “อ้อ...ที่ผมชวนมาทานข้าวไม่ได้หมายความว่าผมจะญาติดีกับเซนเซนะแค่สงบศึกชั่วคราวก่อน”
พอพูดเสร็จผมก็เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
“กิน”
คนที่อยู่ตรงหน้ายังคับผมด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
“คะคือผมไม่เคยกิน”
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือจิ้มจุ่มที่ขายตามข้างทางทั่วไปแต่ดีหน่อยที่ร้านนี้ขายหน้าห้างชื่อดัง แต่มันก็เป็ของข้างทางอยู่ดีั้แ่เกิดมายังไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนและไม่เคยคิดว่าจะมานั่งทานอะไรแบบนี้ด้วย
“นายบอกว่านายหิว...นายก็กินสิ”
“แต่ว่าผม...”
“ไม่มีแต่”
“แล้วผมจะท้องเสียไหมของที่เอามาทำสะอาดรึเปล่าก็ไม่รู้ ได้รับการตรวจสอบความสะอาดรึเปล่าก็ไม่รู้ช้อนซ้อม จานชามต่าง ๆ ผ่านการฆ่าเชื้อโรคหรือเปล่าก็ไม่รู้...”ผมพูดพร้อมกับมองคนที่อยู่ตรงหน้า “ยังไงผมก็ไม่กิน”
“แต่ฉันบอกให้นายกิน”
สายตาเหยี่ยวคู่นั้นมองมาทางผมอย่างดุดันจนผมต้องรีบหลบสายตาคู่นั้น ทำไมผมต้องกลัวเขาด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแต่อย่างว่าสายตาเขาดูมีอำนาจมากจริง ๆ
“ไม่กินยังไงผมก็ไม่กิน”
“จะกินดีๆ หรือว่าจะให้ฉันตักใส่ปากให้ เอาแบบร้อน ๆนี่แหละนายจะได้ไม่กังวลเื่เชื้อโรคดี”
“ไอ้เซนเซใจร้ายทำได้แม้กระทั่งคนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้อย่างผม”
เวลาพูดก็พูดมากจนน่ารำคาญเวลาไม่พูดก็คือไม่พูดเลยจนน่ากลัวบางครั้งก็ดูเ็าจนเป็เหมือนที่ไม่รู้สึกอะไร
ผมเอาชิทชู่มาเช็ดช้อนกับตะเกียบแล้วค่อย ๆ ตักผักที่อยู่ในหม้อขึ้นมาใส่ในถ้วยของตัวเองผมพิจารณาอยู่สักพักก่อนที่จะตักเข้าปาก เป็รสชาติที่ผมไม่เคยกินมาก่อนจนผมต้องตักมากินเป็รอบที่สองถึงได้รู้ว่ามันอร่อยมาก
“อร่อยไหม”
“อร่อยมากเลยเซนเซอร่อยสุด ๆ...” ผมมองหน้าเขา “ผมไม่เคยทานอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต”
ผมพูดพร้อมกับตัดผักตักเนื้อที่อยู่ในหม้อมาใส่ชามตนเองแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อยเพราะมันอร่อยจริง ๆ อร่อยกว่าอาหารหรูในโรงเรียนจานละหลาย ๆ พันที่ผมชอบกินซะอีก
“เอาอีกไหม”
“เอาๆ เอามาเยอะ ๆ เลย”
อาจารย์หน้าบึ้งจัดการสั่งของเป็รอบที่สองและเพียงไม่นานของทุกอย่างก็วางเรียงรายเต็มโต๊ะผมคีบนู้นคีบนี่ลงไปในหม้ออย่างสนุกสนาน จนท้องเริ่มรับไม่ไหว ผมวางตะเกียบลงอาจารย์หน้าบึ้งเรียกให้พยักงานคิดเก็บเงิน
“อิ่มมากเลยเซนเซอร่อยด้วย”
“ทั้งหมดห้าร้อยสี่สิบบาทค่ะ”
คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วกำลังจะจ่าย
“ไม่ได้ๆ ผมเลี้ยงเซนเซ รับบัตรเครดิตไหมครับ”
ผมถามนักงาน
“ไม่รับค่ะ”
เธอตอบแบบยิ้มๆ ให้ผม ก่อนที่อาจารย์หน้าบึ้งจะจ่ายตังค์ให้กับพนักงานไป
“ผมไม่พกเงินสดไม่คิดว่าคุณจะพาผมมาทานร้านแบบนี้”
“คนจนๆ อย่างฉันเข้าร้านอาหารหรูไม่เป็หรอก นายจะรังเกียจก็ได้นะที่มีครูจน ๆอย่างฉันมาสอนหนังสือให้นาย”
“ปะเปล่าๆ ผมไม่ได้รังเกียจคุณสักหน่อยแต่ที่เราเปิดศึกกันก็เพราะว่าคุณชอบว่าชอบด่าผมต่างหาก คุณรู้ไหมว่าผมไม่เคยมาทานข้าวกับใครเลยนอกจากนายหมาน้อยและก็ครอบครัวของผมคุณคนแรกเลยนะที่ได้นั่งร่วมโต๊ะกับผม”
“ฉันไม่ได้อยากนั่งร่วมโต๊ะกับนาย”
“วันนี้ผมจะไม่เถียงเซนเซเพราะถือว่าเซนเซเลี้ยงมื้อนี้ผม”
“ณนต์”
ระหว่างนั้นเสียงใครบางคนก็ดังขึ้น
“อ้าวคุณอา...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“พ่อเราเป็ยังไงบ้างรัก่นี้อางานยุ่ง ๆ เหมือนกัน ไม่ได้แวะไปหาพ่อเราเลย”
เขาพูดกับผมเสร็จยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบเขาก็หันหน้าไปหาคนที่นั่งอยู่กับผม
“ไปกันเถอะ”
อาจารย์หน้าบึ้งลุกขึ้นทันที
“ณนต์”
“ปล่อยแล้วย่ามายุ่งกับผมอีก”
อาจารย์หน้าบึ้งพูดพร้อมกับมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยหลากหลายความรู้สึกในแววตานั้นมีความเ็ป ความโกรธ ความเกลียด และอีกหลาย ๆ อย่างปนกันอยู่
เขาสะบัดแขนอย่างแรงให้หลุดออกจากการจับกุมของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้นทันที
“เออ...ผะผมไปก่อนนะ”
ผมหันไปบอกคนที่อยู่ข้าง ๆที่ตอนนี้เขามองตามหลังอาจารย์หน้าบึ้ง
อย่างไม่ลดละสายตา
“เซนเซรอมผมด้วย...”ผมวิ่งตามอาจารย์หน้าบึ้ง “เซนเซหยุดก่อนผมเหนื่อย”
ผมก้มหน้าวิ่งตามเซนเซหน้าบึ้งแต่ทว่าเขาก็ไม่ยอมหยุดเดิน และเขาก็เป็คนแรกที่ผมต้องมาวิ่งตามเพราะปกติคนอย่างผมไม่เคยง้อใคร
ตึก!
ผมก้มหน้าวิ่งโดยที่ไม่มองด้านหน้าว่าซนเซหน้าบึ้งหยุดเดินจนผมชนกับเขาเข้าอย่างจัง ทำให้ผมล้นก้นกระแทกพื้นอย่างแรง
“นายเป็ไงบ้าง”
เขารีบเข้ามาพยุงตัวผม
“โอ้ย...ผมเจ็บ”
“เจ็บตรงไหน”
“ตรงก้น”
“งั้นไปหาหมอกันเอากุญแจรถมา”
ผมยื่นกุญแจรถให้เขา
“คุณรู้จักเ้าของบริษัทส่งออกนำเข้าแล้วก็ขายเพชรรายใหญ่ของประเทศด้วยเหรอ”
“ไม่รู้จักเขาคงจำคนผิด”
น้ำเสียงนิ่งเรียบพร้อมกับมองตรงไปข้างหน้า แล้วอยู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายเจ็บ”
“แน่นอน...เพราะคุณนั่นแหละที่ทำให้ผมเป็แบบนี้แต่ผมไม่ยกโทษให้คุณหลอกนะ เราแค่สงบศึกกันชั่วคราวก่อน”
เขาไม่พูดอะไรต่อ...เขารีบขับรถพาผมไปโรงพยาบาลทันที