“ฐา... คุณมนูอยากจะคุยด้วยน่ะ”
วริษฐาที่ออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน เพื่อจะได้กลับบ้านสักที แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงล็อคเกอร์ เสียงของอนัทกรณ์ก็เรียกขึ้นมาซะก่อน ยิ่งได้ยินว่าลูกค้าคนไหนที่อยากจะคุยกับเธอ ก็ให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่มิใช่น้อย
เพราะลูกค้าที่ชื่อมนูคนนี้ เธอเคยเจอกันเมื่อตอนที่ไปกินข้าวกับปาสคาล วริษฐาจำได้ขึ้นใจเลยว่ามนูพูดทิ้งท้ายอะไรไว้ เมื่อครั้งที่เดินจากกัน และเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้สินะ ที่มนูอยากจะคุยกับเธอ แต่หากเป็นเหตุผลอื่น เธอก็มองไม่เห็นว่าพอจะเป็นเหตุผลไหน
“.........”
วริษฐาเม้มปากบางจิ้มลิ้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ภายในใจครุ่นคิดว่าควรจะทำยังไงดี จะบอกปฏิเสธไม่ไปพบดีไหม แต่หากไม่ไปพบมันจะดูน่าเกลียดเกินไปไหม แต่ถ้าเธอไปพบก็คงจะอึดอัดหน้าดู หากเขาเสนออะไรมาให้เธอ
“ไปพบเขาสักหน่อยเถอะนะ เขาอยากจะคุยกับฐามากเลย”
อนัทกรณ์เห็นวริษฐาดูอ้ำๆอึ้งๆสองจิตสองใจ อนัทกรณ์จึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเห็นว่าลูกค้าคนนี้อยากจะพบอยากจะคุยกับวริษฐามากจริงๆ หากวริษฐาไม่ชอบใจ อนัทกรณ์เชื่อว่าวริษฐารับมือได้ เหมือนที่เคยรับมือได้มาตลอดนั้นยังไงล่ะ
“เฮื่อออออ...... ได้ค่ะ ฐาจะไปพบเขา”
“เขาอยู่ที่โต๊ะเอหกนะ”
“โอเคค่ะ”
วริษฐาถอนหายใจออกมาแรงๆ แล้วตอบตกลงที่จะไปพบไปคุยกับมนู ตามที่อนัทกรณ์อยากจะให้ไป อนัทกรณ์จึงแจ้งหมายเลขโต๊ะที่มนูนั่งดื่มอยู่ในขณะนี้ ให้วริษฐารับทราบ เธอตอบรับอนัทกรณ์เพียงสั้นๆ แล้วก้าวเดินออกจากห้องแต่งตัว ตรงออกไปโซนบาร์ ที่ตอนนี้มีลูกค้าเริ่มหนาตาบ้างแล้ว
วริษฐาเห็นมนูอยู่ที่โต๊ะ A6 ตามที่อนัทกรณ์บอก เธอเดินตรงไปหามนู โดยที่ปั้นหน้ายิ้มอย่างยินดี แต่เอาเข้าจริงๆ ภายในใจของเธอไม่ได้ยินดีอย่างที่ทำเลย เธอไม่ได้อยากจะเจอมนูสักนิด แต่มาถึงขนาดนี้ก็จำเป็นจะต้องเจอแล้วล่ะ
“สวัสดีค่ะคุณมนู”
“สวัสดีครับฐา นั่งๆ”
มนูเห็นวริษฐาเดินยิ้มหวานเข้ามา ก็ยิ้มรับอย่างดีอกดีใจ และรีบกล่าวทักทายวริษฐา พร้อมกับเชิญชวนให้นั่งลงบนโซฟาด้วยกัน
ใจจริงวริษฐาไม่อยากจะนั่งสักเท่าไรหรอกนะ เพราะคิดว่าจะพูดคุยกับมนูเพียงแค่แป๊บเดียว แล้วก็จะขอตัว แต่ด้วยความที่มนูเป็นลูกค้า หากจะปฏิเสธก็กระไร จึงจำต้องนั่งลง แต่คงเว้นระยะห่างเอาไว้พอสมควร
“เราไม่ได้เจอกันอีกเลย ตั้งแต่ได้เจอกันตอนที่อยู่ร้านอาหารของโรงแรมโน้น สบายดีนะ?”
“สบายดีค่ะ คุณมนูก็คงเช่นกันนะคะ”
วริษฐาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ตอบคำถามที่มนูถามถึงสารทุกข์สุกดิบของเธอ แต่จะว่าไป เธอไม่ได้สบายอย่างที่พูดออกมานักหรอก กายนั้นไม่เท่าไร แต่ใจนี่สิมันช่างทุกข์ระทมกับความคิดถึง ห่วงหาอาวรณ์ใครบางคนเหลือเกิน
“สบายดี คือผมไม่อ้อมค้อมละนะ อย่างที่ผมเคยบอก ผมชอบคุณ เมื่อคุณหมดพันธะกับผู้ชายคนนั้นแล้ว สนใจมาเป็นผู้หญิงของผมไหม? ผมรับรองว่าให้ได้เยอะพอๆกับฝรั่งคนนั้นเลยนะ”
มนูเริ่มที่จะแสดงงูที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมา ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด สายตาที่มองดูวริษฐา ก็ยังแสดงความหื่นกระหายออกมาให้เห็นเด่นชัด ขนาดว่าไฟในบาร์สลัวๆ ก็เถอะ และยังไม่พอ ยังถือวิสาสะยื่นมือมาจับขาเรียวของวริษฐาด้วยอีกต่างหาก ดีแค่ไหนแล้วที่กระโปรงยาว แต่ถึงกระนั้นวริษฐาก็อยากจะปัดออก และลุกขึ้นต่อว่าต่อขานให้รู้แล้วรู้รอดไป
แต่ที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือยิ้มเข้าไว้ ขณะเดียวกันก็จับมือของมนูออกจากขาเรียวของตัวเอง ไปวางที่ขาของมนูแทน ในการจับมือของมนูไปวางที่ขาของมนู ก็ทำด้วยถ่วงท่าสุภาพ
“ฐาต้องขอปฏิเสธคุณมนูนะคะ ที่ฐากลับมาร้องเพลงที่นี่ ก็อยากจะทำเพียงแค่ร้องเพลงเท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษจริงๆนะคะ”
“เป็นแค่นักร้องจะได้เงินเยอะอะไร อย่ามาเล่นตัวหน่อยเลยน่า ทีกับไอ้ฝรั่งนั้นยังไปเป็นของมันได้เลย ก็รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ว่าเธอทำอะไรมากกว่าการเป็นนักร้อง”
วริษฐากล่าวปฏิเธอมนูไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ เช่นท่าทางที่กระทำมาตั้งแต่แรก แต่พอมาได้ยินคำพูดของมนู ที่ดูถูกดูแคลนเป็นอย่างมาก จากใบหน้ายิ้มอย่างสุภาพ ก็หุบลงเป็นขึ้งโกรธ แต่พยายามอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด ไม่ให้ไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกค้า และทางที่ดีที่สุด ก็คือการลุกออกไปจากตรงนั้น
“กล้าเดินหนีฉันอย่างงั้นเหรอ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร คอยดูจะทำให้ไม่ได้ร้องเพลงที่นี่อีกเลย”
เสียงมนูตะโกนตามหลังบอบบาง วริษฐาได้ยิน แต่ไม่ได้ยินทั้งหมด เพราะเสียงเพลงดังกลบในประโยคท้ายๆ แต่เธอไม่คิดจะหยุดสนใจและใส่ใจที่จะฟัง ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป
๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐