ถ้วยชาถูกวางลง
มู่อวี่เยียนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ในใจตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
"ท่านพี่ ข้ารู้สึกเพลียเล็กน้อย ขอตัวไปรอท่านที่ห้องนอนก่อนจะได้หรือไม่เ้าคะ?"
"ย่อมได้อยู่แล้ว"
กู้หลานเพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลานี้ดึกมากแล้ว เขาจึงรีบยิ้มและกล่าวว่า "น้องหญิงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยิ่ง่นี้เ้ายิ่งควรพักผ่อนให้มาก ๆ นะ"
มู่อวี่เยียนได้ยินเช่นนั้น ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ จู่ ๆ ใบหน้าลามไปจนถึงติ่งหูก็เปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อทันที
ส่วนหลิ่วเย่ซีที่ไม่เข้าใจความหมายแฝงอะไรเลย ก็ถูกมู่อวี่เยียนลากตัวออกจากโถงกลางไป
ในจังหวะนั้นเอง
เสียงจากระบบที่ฟังดูเหมือนเครื่องจักรก็ดังขึ้นในหัวของกู้หลาน
[คุณเล่านิทานเกี่ยวกับโลกใบนี้หนึ่งเื่ ตบะ +1,000 ปี]
[ได้รับวิชาลับวิถีปราชญ์ วาจาสิทธิ์]
[ได้รับสุดยอดศาสตราเทพ กระบี่หงเิ]
[ได้รับยาทิพย์คืนิญญา 10 เม็ด]
[...]
เมื่อเห็นรางวัลเหล่านี้ กู้หลานก็ถึงกับอึ้งไป!
'โห!! รางวัลรอบนี้มันจะดีเกินไปแล้ว!'
‘วิชาวาจาสิทธิ์ไม่ต้องพูดถึง แต่ยาทิพย์คืนิญญากับกระบี่หงเินี่มันของที่มีอยู่แค่ในตำนานชัด ๆ !’
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะชอบเล่านิทานให้ภรรยากับเสี่ยวซีฟังบ่อย ๆ อย่างเื่ไซอิ๋วหรือความฝันในหอแดง แต่รางวัลที่ระบบนักปราชญ์ให้มาส่วนใหญ่จะเป็ตบะแค่สิบปี หรือสมุนไพริญญาต้นสองต้นเท่านั้น
ซึ่งของพวกนั้นในสายตาของนักล่าสมบัติทั่วไปอาจจะมีค่ามหาศาล แต่สำหรับกู้หลานที่ได้มาจนนับไม่ถ้วนตลอดสามปีที่ผ่านมา ของพวกนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาแล้ว
'ดูเหมือนจะค้นพบทางลัดใหม่เข้าแล้ว... ที่แท้การสปอยล์เนื้อเื่ในนิยายต้นฉบับของโลกใบนี้ จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่ามาก... เยี่ยมจริง ๆ !'
ดวงตาของกู้หลานเป็ประกาย จากนั้นเขาก็ััได้ถึงตบะในร่างที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!
[ตบะปัจจุบัน 21,000 ปี ขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์]
'ระดับศักดิ์สิทธิ์เหรอ ก็พอใช้ได้ล่ะมั้ง...'
กู้หลานมองดูมือที่เรียวยาวและขาวนวลของตัวเองที่มีแสงสีใสหมุนวนอยู่รอบ ๆ ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจมหาศาลที่ไร้ขีดจำกัด
แต่ครู่เดียวเขาก็ส่ายหน้า
แม้ว่าในระดับขั้นการฝึกฝนของโลกนี้ ระดับศักดิ์สิทธิ์จะถือว่าสูงที่สุดแล้วก็ตาม แต่คนเขียนที่ทิ้งงานเล่มนั้น ดันไม่ได้บอกไว้ตอนจบว่า สุดท้ายแล้วพระเอกจะไปถึงระดับไหนกันแน่!
'อยู่อย่างเจียมตัวไว้หน่อยดีกว่า ไม่ไปตอแยพวกตัวเอกที่มีบัฟโกง และอยู่ครองคู่กับภรรยาไปตลอดชีวิตเท่านี้ก็มีความสุขแล้ว'
กู้หลานยังคงจดจำเป้าหมายในชีวิตของตัวเองได้แม่นยำ
ในห้องนอน
"ฝ่าา ร่างราชโองการเสร็จเรียบร้อยแล้วเพคะ"
หลิ่วเย่ซีกล่าวด้วยความนอบน้อม
ตรงหน้านางคือราชโองการลับของจักรพรรดินีที่เพิ่งร่างเสร็จ ซึ่งระบุถึงสิ่งที่สำนักเสวียนเทียนและเหล่าขุนนางต้องทำ 'เพิ่มเติม' ในภารกิจบรรเทาทุกข์ทางใต้ครั้งนี้
"ดี"
มู่อวี่เยียนกวาดสายตามองเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองหลิ่วเย่ซี
"ครั้งนี้เราต้องรบกวนเสี่ยวซีให้เดินทางไปทางใต้ด้วยตัวเองแล้ว ถ้าเป็คนอื่น... เราไม่วางใจ"
"เพคะ!"
เนื่องจากเติบโตมาเคียงข้างองค์จักรพรรดินีั้แ่เด็ก หลิ่วเย่ซีจึงรู้ซึ้งถึงนิสัยที่รอบคอบและระแวดระวังของพระนางเป็อย่างดี
อีกทั้งเื่นี้เป็เื่ใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของบ้านเมือง มู่อวี่เยียนย่อมต้องส่งคนที่ไว้ใจที่สุดไป เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
"แล้ว... หม่อมฉันขอทูลถาม พวกเชื้อพระวงศ์ หรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง ควรจะจัดการอย่างไรดีเพคะ?" หลิ่วเย่ซีถาม
แม้นางจะมีอำนาจตรวจสอบขุนนางทั้งหมด แต่ครั้งนี้อันกั๋วโหว ไช่อวี้ มีบรรดาศักดิ์ติดตัว นางจึงต้องขอคำยืนยันจากจักรพรรดินีเสียก่อน
"หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง ให้สังหาร... ณ ที่นั่นได้ทันที!"
ใบหน้าของมู่อวี่เยียนเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แฝงไปด้วยไอสังหารที่น่าเกรงขาม
การจะรักษาโรคที่เรื้อรังก็ต้องใช้ยาแรง คำพูดของกู้หลานยังคงก้องอยู่ในหู นางย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดี
"ผู้น้อยเข้าใจแล้วเพคะ!"
'นั่นปะไร ความอ่อนโยนของฝ่าาได้มอบให้คุณชายไปหมดแล้วจริง ๆ ไม่เหลือเผื่อแผ่ให้คนพวกนี้เลย พวกผู้มีอำนาจคราวนี้คงถึงคราวซวยแล้วล่ะ...'
หลิ่วเย่ซีลอบยิ้มในใจ ก่อนจะรับราชโองการแล้วหมุนตัวจากไป
ผ่านไปครู่ใหญ่
มู่อวี่เยียนดูเหมือนจะปลดเปลื้องภาระในใจไปได้เื่หนึ่ง ไอสังหารรอบกายจึงจางหายไป
นางเดินไปที่ริมหน้าต่าง สายตามองข้ามสวนขนาดกลางของจวนตระกูลกู้ไปยังแสงไฟตะเกียงที่สลัวอยู่ในห้องหนังสือ มุมปากของนางค่อย ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้ม
"เพื่อตั้งปณิธานให้ฟ้าดิน เพื่อมอบชีวิตให้มวลประชา เพื่อสืบทอดสรรพวิชาที่สาบสูญของเหล่าปราชญ์ และเพื่อสร้างสันติภาพชั่วนิรันดร์ให้โลกหล้า..."
'ท่านพี่กู้... หนทางแก้ไขที่ท่านเ้ากรมผู้เฒ่ามองเห็นจากความลับ์ จะใช่ท่านจริง ๆ หรือเปล่า?'
มู่อวี่เยียนพึมพำเบา ๆ พร้อมกับความหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนาง หากใครมาพบเข้าคงกล่าวได้ว่า ช่างเป็ภาพที่งดงามเหลือเกิน
…
วันต่อมา
หลิ่วเย่ซีอ้างว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้าน นางจูงม้าสีแดงเข้มตัวหนึ่งออกจากเมืองหลางโจวไป
ในคืนนั้นเอง ที่เมืองหลวง ทูตพิเศษของสำนักเสวียนเทียนในชุดคลุมปลาบินกลุ่มหนึ่งพากันควบม้าออกจากเมือง ภายใต้การนำของขุนนางหญิงชุดเขียว มุ่งหน้าตรงไปยังทิศใต้อย่างรวดเร็ว!
หลายวันต่อมา เมืองหลางโจวยังคงสงบเงียบ
ในทุก ๆ วัน กู้หลานยังคงตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนตบะ โดยมีมู่อวี่เยียนคอยฝนหมึกอยู่เคียงข้างและดูแลงานบ้านงานเรือนอย่างเรียบร้อย บางคราวนางจะแวะไปตรวจบัญชีที่โรงน้ำชาตระกูลกู้บ้าง ชีวิตของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างสงบสุขและเรียบง่าย
จนกระทั่งถึงวันที่ห้า
ภาคใต้
กลุ่มทูตพิเศษแห่งสำนักเสวียนเทียนเดินทางมาถึงสถานีพักม้า โดยปฏิบัติตามพระราชโองการของจักรพรรดินีอย่างเคร่งครัดในการเข้าถึงพื้นที่อย่างเงียบเชียบ เพื่อมิให้ผู้ใดไหวตัวทัน
ภายในห้องหนึ่ง กลุ่มคนในชุดคลุมปลาบินยืนเรียงราย โดยมีเด็กสาวชุดเขียวนั่งอยู่ตรงกลาง
"พรุ่งนี้จะเป็วันที่ทางการแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ จากการตรวจสอบของข้า พบว่าคืนนี้อันกั๋วโหวได้เชิญเ้าเมืองและนายอำเภอท้องถิ่นมาดื่มสุรา คาดว่าคงกำลังวางแผนบางอย่างอยู่..."
"คืนนี้เราจะลอบเข้าไปในจวนอันกั๋วโหว ให้พวกเ้าทุกคนทำตามแผนที่วางไว้"
เสียงใส ๆ ของหลิ่วเย่ซีสั่งการอย่างเรียบง่าย ก่อนจะเลียริมฝีปากเบา ๆ
ในฐานะที่มีสัญชาตญาณของหน่วยสืบราชการลับ ยิ่งใกล้ถึงเวลาลงมือ นางก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก!
"น้อมรับคำสั่งท่านหลิ่ว!"
เหล่าทูตพิเศษต่างพากันนบนอบต่อคนสนิทอันดับหนึ่งของจักรพรรดินีผู้นี้
ไม่จำเป็ต้องหยิบราชโองการออกมา พวกเขาก็ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ และแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนทันที
ในคืนนั้นเอง!
ณ จวนอันกั๋วโหว
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเหล่านางรำที่ร่ายรำอย่างชดช้อย
บนโต๊ะอาหารมีชายอ้วนท้วนสามคนนั่งอยู่ คนที่นั่งตรงกลางสวมชุดผ้าไหมหรูหรา เขาคือเ้าบ้านอันกั๋วโหว ไช่อวี้!
หลังจากดื่มไปได้สามรอบ เขาก็ยกแก้วขึ้นคารวะคนรอบข้าง
"ท่านเ้าเมือง ท่านนายอำเภอ พรุ่งนี้เสบียงจากราชสำนักก็จะมาถึงแล้ว พวกท่านคงรู้ใช่หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไร?"
"ฮ่า ๆ ท่านโหวเกรงใจไปได้ เื่เดิม ๆ พวกเราเข้าใจดีขอรับ!"
เ้าเมืองตอบกลับด้วยรอยยิ้มกะล่อน
"แบ่งสองส่วนให้พวกชาวบ้านชั้นต่ำนั่น สามส่วนเก็บไว้ขายในราคาสูง ส่วนที่เหลืออีกห้าส่วน... มอบให้ท่านโหวทั้งหมดขอรับ!"
"พวกท่านนี่รู้ใจข้าจริง ๆ !"
ไช่อวี้หัวเราะร่า
หลังจากดื่มกินกันไปอีกพักใหญ่ ขุนนางกังฉินทั้งสามก็เมามายไม่ได้สติ
ในความพร่ามัวนั้น พวกเขาเห็นเด็กสาวชุดเขียวคนหนึ่งเดินแทรกเข้ามาในหมู่พวกนางรำ และเดินตรงมาหาพวกเขาอย่างใจเย็น
"เ้า... เ้าเป็ใครกัน?"
ไช่อวี้ยันตัวพิงพนัก พูดจาอ้อแอ้ฟังไม่ถนัด
แต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าของหลิ่วเย่ซี เขาก็หรี่ตามองด้วยความสงสัย
ดูเหมือนในหัวของเขาจะมีภาพจำของผู้หญิงคนนี้อยู่บ้าง แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน...
"พวกท่านกินอิ่มหนำสำราญกันดีเหลือเกินนะ... มีทั้งอุ้งตีนหมีและเนื้อกวาง แต่รู้หรือไม่ว่าชาวบ้านแดนใต้ตอนนี้ แม้แต่เปลือกไม้หรือรากหญ้าก็ยังไม่มีจะกิน!"
หลิ่วเย่ซีมองกวาดไปที่โต๊ะอาหารที่รกรุงรัง พลางถามด้วยน้ำเสียงเ็า
แต่ทว่า…
ใครจะไปคิดว่าไอ้หมูอ้วนสามตัวนี้ที่กำลังเมามาย จะฟังไม่ออกแม้แต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของนาง!
"พวกชาวบ้านจะกินอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้า?"
"นางหนูนี่มาจากไหนกัน ฮ่า ๆ หน้าตาคล้ายกับลูกสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่ข้าเพิ่งนอนด้วยเมื่อไม่กี่วันก่อนเลย... ฮ่า ๆ ๆ !"
นายอำเภอและเ้าเมืองชี้หน้าหลิ่วเย่ซีพลางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ไช่อวี้เองก็กำลังจะหัวเราะตาม แต่ทันใดนั้น เขาก็พบว่าเสียงหัวเราะของคนรอบข้างหยุดกึกไปทันที!
ไช่อวี้หันไปมองอย่างมึนงง
เขาก็เห็นเส้นเืสีแดงฉานปรากฏขึ้นที่ลำคอของไอ้หมูอ้วนสองตัวนั้นอย่างชัดเจน!
ดวงตาของทั้งคู่เบิกโพลงจนถลนออกมา เืสด ๆ พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ!
ขุนนางผู้กุมอำนาจสำคัญของราชสำนักสองคนสิ้นใจตายคาที่ในทันที!
เพียงพริบตาเดียว ไช่อวี้ก็สร่างเมาเป็ปลิดทิ้ง!
เมื่อเขามองไปข้างหน้า หลิ่วเย่ซีถือกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งที่ส่องประกายเย็นเยียบ เหล่านางรำด้านหลังต่างสลายตัวไปหมด และกลุ่มคนในชุดคลุมปลาบินที่ขุนนางทั่วหล้าต่างหวาดกลัวก็กรูเข้ามาในห้อง
"นี่มัน... สำนักเสวียนเทียน!"
ดวงตาที่เหมือนตาหมูของไช่อวี้เบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกมา
ในตอนนี้ เขานึกออกแล้วว่าหลิ่วเย่ซีคือใคร!
ตอนที่เขามารับบรรดาศักดิ์โหวสืบทอดตำแหน่ง เขาเคยเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว
คนที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายจักรพรรดินีที่หน้าตำหนักทอง คนที่ได้ชื่อว่าเป็ผู้ตรวจสอบขุนนางทั่วทั้งราชอาณาจักร... ไม่ใช่ยัยเด็กคนนี้หรอกหรือ!?
ใบหน้าของไช่อวี้ซีดเผือดราวกับคนตาย เขาคลานออกมาจากที่นั่งอย่างลนลานแล้วคุกเข่าลงแทบเท้าของหลิ่วเย่ซี!
"ผู้น้อยคารวะท่านหลิ่ว! ผู้น้อย... สมควรตายหมื่นครั้ง!"
"ท่านหลิ่วได้โปรดไว้ชีวิตด้วย!"