เมืองชิงสุ่ยยามบ่ายยังคงคึกคัก ทางเดินปูด้วยหินแกรนิตมีผู้คนเดินขวักไขว่ ตลาดท้ายเมืองเป็จุดรวมของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยที่ไม่ได้มีเงินทุนมากพอจะเช่าตึกแถวหรูหรา ขณะที่เสี่ยวฟานกำลังลากรถเข็นไม้เก่าคร่ำคร่าที่ล้อไม้ของมันเบี้ยวเล็กน้อย ส่งเสียง เอี๊ยด...อ๊าด... ไปตามทาง สายตาดูถูกคู่หนึ่งก็จับจ้องลงมาจากชั้นสองของร้านอาหารหรูหรา
“อ้าว ๆ! ข้าตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย? นั่นมันอัจฉริยะผู้หยิ่งทะนง หลินเสี่ยวฟานนี่นา!”
เสียงะโดังก้องลงมาจากระเบียงชั้นสองของเหลาอาหาร ‘ชิงฟง’ ซึ่งเป็เหลาอาหารที่หรูหราที่สุดในแถบนั้น หลินเสี่ยวฟานชะงักเท้า หันไปมองตามเสียง พบชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีสีคราม ข้อมือสวมกำไลหยก พัดขนนกในมือโบกสะบัดเบา ๆ ด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ชายผู้นั้นคือ นายน้อยกู้ (กู้เทียนเหว่ย) ลูกชายคหบดีใหญ่ผู้มั่งคั่งที่สุดในเมืองชิงสุ่ย และเป็คู่ปรับตลอดกาลที่คอยหาเื่ข่มเสี่ยวฟานมาั้แ่เด็ก
สมุนสองคนข้างกายของนายน้อยกู้ต่างหัวเราะรับลูกคู่กันอย่างสนุกสนาน
“นายน้อยกู้ดูไม่ผิดหหรอกขอรับ นั่นมันเ้าแสบเสี่ยวฟานจริงๆ ปิดเทอมนี้คงไม่มีเงินจ่ายค่าขนม ถึงต้องมาตกงานลากรถขยะเก็บเศษผักขายเลี้ยงชีพ ฮ่าๆๆ!”
เสียงหัวเราะเยาะหยันของกลุ่มนายน้อยกู้ทำให้ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นหันมามองหลินเสี่ยวฟานเป็ตาเดียว บางคนส่ายหน้าสงสาร บางคนยิ้มกริ่มขบขัน ความอัปยศอดสูเริ่มก่อตัวขึ้นล้อมรอบเด็กหนุ่มตระกูลหลิน
หากเป็เด็กคนอื่นคงหน้าแดงก้มหน้าวิ่งหนีไปแล้ว ทว่านี่คือหลินเสี่ยวฟาน! ศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่และนิสัยกวนบาทาข้ามศตวรรษมันพลุ่งพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ลากรถเข็นผักเหี่ยวรึ? โดนหัวเราะเยาะรึ? คนอย่างข้าฆ่าได้แต่หยามไม่ได้! ในเมื่อท่านแม่บังคับให้ข้าขาย และไอ้พวกนี้กล้ามาหัวเราะเยาะ... ข้าจะทำให้ตลาดแห่งนี้ต้องสั่นะเื!
เสี่ยวฟานหยุดรถเข็นกึก หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับระเบียงชั้นสอง ยืดอกกอดอก ยักคิ้วข้างซ้ายขึ้นสูง ใบหน้าฉายแววเ้าเล่ห์ดุดัน ทุบรถเข็นไม้เสียงดัง ปัง! จนตะกร้าผักะเื
“เหอะ! กู้เทียนเหว่ย... แกมันตาไม่มีแวว สมองนิ่มจนนึกว่าเป็เต้าหู้หัน!” เสี่ยวฟานะโสวนกลับไป เสียงดังฟังชัดจนเสียงหัวเราะบนชั้นสองหยุดชะงัก “รถเข็นคันนี้ของข้าไม่ใช่รถขยะ แต่มันคือ ‘รถศึกเสบียง์’ ของสำนักลับที่ข้าซุ่มฝึกฝนมาตลอดครึ่งปี! ปิดเทอมนี้ข้ามาเปิดแผงค้าขายเพื่อโปรดสัตว์และมอบรสชาติแห่งพระผู้เป็เ้าให้พวกเ้าเมืองมนุษย์ได้ลิ้มลองต่างหาก!”
นายน้อยกู้หน้าเหวอไปเล็กน้อยก่อนจะถ่มน้ำชาลงพื้น “เพ้อเจ้อ! ขิงข่าเหี่ยว ๆ ในตะกร้านั่นน่ะรึเสบียง์? ข้าจะคอยดูว่าแกจะขายออกสักอีแปะไหม!”
“งั้นก็เปิดตาหมาของแกดูให้ดี นายน้อยกู้!” เสี่ยวฟานชี้นิ้วขึ้นฟ้า ประกาศคำปฏิญาณที่ะเืไปทั้งใจตนเอง “จำใส่หัวพวกแกไว้เลยนะ... สำหรับหลินเสี่ยวฟานคนนี้ เงินทองหาเมื่อไหร่ก็ได้ ขาดทุนข้าไม่ว่า แต่ถ้าทำให้ข้าเสียหน้า... ข้า-ไม่-ยอม! วันนี้ข้าจะเริ่มสร้างตำนานให้พวกแกได้ก้มกราบขมาลาโทษข้า!”
กล่าวจบ เขาก็ลากรถเข็นรุดหน้าต่อไปยังตลาดท้ายเมืองอย่างองอาจ ทิ้งให้กู้เทียนเหว่ยและสมุนยืนงงค้างกับความมั่นหน้าเกินร้อยของเด็กหนุ่มที่ไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียวในกระเป๋า บรรดาชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันซุบซิบกระสับกระส่าย บ้างก็ทึ่งในความใจกล้า บ้างก็คิดว่าเสี่ยวฟานสติฟั่นเฟือนไปแล้วเพราะทนรับความกดดันไม่ไหว ทว่าสำหรับเสี่ยวฟานแล้ว ชัยชนะเหนือความอับอายก้าวแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว!