ทันย่ามองหลี่จิ้งและซวนหยวนด้วยแววตาเย็นชา ราวกับพวกเขาไม่มีความหมายสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย คำร้องขอของพวกเขาไม่มีทางที่ชายหนุ่มจะสนใจ เสมือนความโกรธและความหยิ่งในตัวของเขาไม่อนุญาตให้ทันย่าได้ช่วยเหลือมนุษย์ที่ได้เห็นเป็นศัตรู
“ข้าจะไม่มีทางช่วยพวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าเด็ดขาด!”
“ถ้าพวกเจ้าอยากจะต่อสู้กับดราโกเนีย ก็ไปสู้กันเองซะ!”
ทันย่ากล่าวเสียงดัง น้ำเสียงของเขาเย็นชาและเต็มไปด้วยการข่มขู่
“จะ..จะ..เจ้ามัน..”
คำพูดของทันย่าทำให้บรรยากาศในสนามรบเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลี่จิ้ง ซวนหยวน และหยางจินเหินต่างกำหมัดแน่น
พวกเขารู้ดีว่าการขอความช่วยเหลือจากทันย่าเป็นความหวังสุดท้ายที่จะหยุดยั้งดราโกเนีย แต่ความเย่อหยิ่งและการไม่ยอมร่วมมือของทันย่า ทำให้พวกเขาทั้งหมดต่างรู้สึกถึงความสิ้นหวัง พวกเขาตอนนี้ถูกบังคับให้ต่อสู้กับศัตรูร้ายโดยไม่มีใครที่จะมาช่วยเหลือ
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
หลี่จิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่เขายังคงพยายามควบคุมอารมณ์
“ทันย่า.. เจ้าเลือกทางของเจ้าแล้ว ข้าจะไม่ร้องขออะไรจากเจ้าอีก”
“แต่ขอให้รู้ไว้ว่าในท้ายที่สุด พวกเราจะไม่ยอมแพ้ต่อภัยคุกคามอย่างดราโกเนียหรือแม้แต่เจ้า”
พอพูดจบ ชายชราหลี่จิ้งก็หันกลับมามองทางซวนหยวนและหยางจินเหิน ทั้งสามคนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก ตอนนี้ดราโกเนียคือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งพวกเขาจะต้องเร่งจัดการให้ได้ก่อนที่ดาวเคราะห์โลกจะถูกทำลาย
“พวกเราไปกันเถอะ”
ซวนหยวนกล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ แม้จะรู้สึกกดดันจากความแข็งแกร่งของทันย่า ทว่าในเวลานี้ พวกเขาต้องหันไปเผชิญหน้ากับดราโกเนียแทน ทันย่าเองก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้สนใจลงมือ และมันก็เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเขาเผ่าพันธุ์มนุษย์
ทั้งสามคนพยักหน้าให้กันและกัน ก่อนจะถอนตัวออกจากการต่อสู้กับทันย่า
พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้เสียไปกับการต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์ ดราโกเนียต่างหากที่เป็นภัยคุกคามที่พวกเขาต้องกำจัด
“.................”
ทันย่ายืนมองพวกเขาถอยออกไป แววตาของเขายังคงเย็นชาและไร้ความปรานี เขารู้ดีว่าไม่มีใครในหมู่มนุษย์ที่สามารถหยุดยั้งดราโกเนียได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ ในสายตาของเขาแล้ว มนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่ไม่มีค่า หากพวกมันจะถูกทำลาย ก็ถือเป็นชะตากรรมที่เหมาะสมแล้ว
“ให้ตายยังไง.. พวกเจ้าไม่มีวันรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ได้หรอก!”
เมื่อหลี่จิ้ง ซวนหยวน และหยางจินเหินทะยานหายไปจากบริเวณสนามรบ พลังที่มหาศาลของเบฮีมอทก็ค่อยๆถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างกาย แสงสีดำที่เคยปกคลุมรอบตัวเขาเริ่มจางหายไป และร่างของทันย่าค่อยๆกลับสู่สภาพเดิมในรูปของมนุษย์อีกครั้ง
ผิวหนังของเขากลับคืนสู่สีปกติ กล้ามเนื้อที่เคยขยายใหญ่ก็ยุบลง ทำให้ร่างของเขากลับมาเป็นเช่นเดิม
ในเวลานั้น โรซาเลียที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆก็รอคอยอย่างกระวนกระวาย เมื่อเห็นทันย่ากลับคืนสู่ร่างมนุษย์ หญิงสาวก็พุ่งเข้าไปหาทันทีโดยไม่ลังเล ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ความกลัวที่สะสมอยู่ในใจในช่วงเวลาการต่อสู้ ทำให้เธอไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป
“ท่านทันย่า!”
โรซาเลียตะโกนออกมา ขณะที่เธอเข้ากอดเขาอย่างรวดเร็ว ร่างของเธอสั่นไหวเล็กน้อยจากความหวาดกลัวและความเป็นห่วง
ทันย่าหันมามองเธอ ราวกับรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่เธอมีให้ เขาก้มลงมองโรซาเลียที่กอดเขาอย่างแน่น ความอ่อนโยนแสดงออกบนใบหน้าของเขา แม้จะเต็มไปด้วยความเยือกเย็นในช่วงเวลาการต่อสู้ที่ผ่านมา
“โรซาเลีย ฉันไม่เป็นไร”
ทันย่าพูดเบาๆพลางยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของเธอ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวกับลมเย็นที่พัดผ่าน
ใบหน้าของเขาแสดงถึงความอบอุ่นที่มักจะปรากฏให้หญิงสาวโรซาเลียได้เห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น
โรซาเลียได้ยินเช่นนั้นก็ยกศีรษะขึ้นมามอง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามอดกลั้นเอาไว้
“ท่านทันย่า ระ..เราไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือความเป็นไปของพวกมนุษย์ชาติ”
“เรารู้ดีว่าสิ่งมีชีวิตเช่นดราโกเนียมันเป็นยังไง แล้วเรารู้ว่าถ้าพวกเราไปจะต้องตายอย่างแน่นอน”
ทันย่าจ้องมองเธอ ดวงตาของเขาสะท้อนแสงแห่งความเข้าใจและเห็นใจ
“ฉันเข้าใจน่ะ ฉันเองก็ไม่เคยคิดจะให้คุณไปเสี่ยง รู้ว่าดราโกเนียไม่ใช่สิ่งที่คุณควรไปเผชิญหน้า”
“พลังของมันอยู่ในขั้นดาวฤกษ์.. ฉันก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้จะต่อกรกับเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นได้ไหม!”
เขาพูดพร้อมกับกระชับกอดเธอแน่นขึ้น ราวกับต้องการให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่หญิงสาว
โรซาเลียกอดเขาแน่นขึ้นอีกครั้ง น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่สามารถห้ามได้
“เราแค่ไม่อยากเสียเจ้าไป ถึงรู้ว่าตอนนี้ท่านมีพลังมากแค่ไหน แต่ข้าก็กลัว...กลัวว่าท่านจะต้องจบสิ้นชีวิตลง”
ทันย่าหยุดนิ่งชั่วขณะก่อนจะยิ้มเล็กน้อย เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอคนที่รักตนเองอย่างแท้จริง
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเราได้ง่ายๆหรอก ฉันจะทำให้แน่ใจว่าพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันจนทุกสิ่งได้ล้มสลาย”
คำพูดของเขาเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นและคำสัญญา ทำให้โรซาเลียต้องเผยรอยยิ้มอันงดงามออกมาเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของผืนทวีป ความหายนะได้บังเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมืองป้อมปราการที่เคยตั้งตระหง่านปกป้องผู้คนหลายแห่ง กลับกลายเป็นสนามรบและความวุ่นวาย ความโกลาหลและเสียงหวีดร้องดังไปทั่ว ผสมกับเสียงระเบิดและเสียงอาคารที่พังทลาย ประชากรนับไม่ถ้วนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างสับสนวุ่นวาย เต็มไปด้วยความกลัว
สิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่อะไรอื่น มันคือดราโกเนีย สิ่งมีชีวิตสี่ขาสีดำที่มีพลังยิ่งใหญ่เกินกว่าจินตนาการ
ดราโกเนียมีขนาดใหญ่โต ร่างกายของมันถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่ดูราวกับเป็นเกราะเหล็กที่ไม่มีวันทะลวงผ่าน ดวงตาสีแดงของมันเปล่งประกายแห่งความโหดร้ายและความไม่ปรานี ทุกย่างก้าวของมันนำมาซึ่งความพินาศและความตาย
“ฆ่ามันให้ได้!”
นักสู้พันธุกรรมจำนวนมากถูกส่งมาเพื่อหยุดยั้งดราโกเนีย แต่ทุกความพยายามดูเหมือนจะไร้ผล
ดราโกเนียเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วที่ไม่เข้ากับขนาดตัวอันมหึมาของมัน
กรงเล็บของมันกวาดออกไปเพียงครั้งเดียวก็สามารถสังหารนักสู้พันธุกรรมหลายคนได้ในทันที บางคนถูกตัดขาดเป็นสองส่วน บางคนถูกทับจนกลายเป็นเพียงเศษเนื้อไร้ชีวิต พลังของดราโกเนียไม่เพียงแค่รุนแรง แต่มันยังไร้ความปรานีและไม่มีทางเลือกสำหรับผู้ใด
ขนาดฐานบัญชาการหลักที่อยู่ในเมืองป้อมปราการก็ถูกพังทลายอย่างรวดเร็วเมื่อดราโกเนียเข้ามาใกล้ มันใช้อำนาจอันมหาศาลของตนในการทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า อาคารที่เคยมั่นคงราวกับเป็นป้อมปราการเหล็กกล้าถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง
ไม่มีอะไรสามารถยืนหยัดต้านทานมันได้ นักสู้ที่พยายามเข้าต่อกรต่างล้มตายไปทีละคน เสียงกรีดร้องของประชาชนที่หลบหนีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ราวกับความรอดหวังเดียวที่เคยมีนั้นได้หายไปอย่างสมบูรณ์
“โฮกกกกกกกกกกกกกก!”
ดราโกเนียเมื่อออกอาละวาดจนพอใจ มันก็เปล่งเสียงคำรามที่ดังกึกก้องไปทั่วอาณาเขตบริเวณ
คลื่นเสียงที่ออกมาจากมันส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือน อาคารที่เหลือยังคงพังทลายลงเรื่อยๆ พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของดราโกเนียทำให้ฟ้าดินต้องตอบรับ ราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกคุกคามโดยภัยอันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตอนนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพังและสนามรบที่เต็มไปด้วยความตาย ประชากรที่รอดชีวิตเพียงน้อยนิดต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างหมดหวัง แต่ไม่มีทางใดที่ปลอดภัย เมื่อดราโกเนียกำลังเคลื่อนไหวอยู่เหนือทุกสิ่ง
“ทะ..ท่านเทพสงคราม พวกเราต้านไม่ไหวแล้วครับ”
เสียงของผู้นำกองทัพในสมาพันธ์ที่พยายามสั่งการทางเครือข่ายได้กลายเป็นความสิ้นหวัง
“มะ..ไม่นะ ช่วยข้าด้ว....”
เสียงตะโกนและการส่งคำสั่งต่างๆดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อดราโกเนียเข้าประชิดและทำลายฐานบัญชาการจนไม่เหลือร่องรอย
พลังของดราโกเนียนั้นมากมายเกินกว่าที่เทคโนโลยีหรือพลังพันธุกรรมใดๆ จะสามารถรับมือได้
“ไม่มีทาง! ไม่มีใครหยุดมันได้...”
นักสู้พันธุกรรมคนหนึ่งพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอน นัยน์ตาของเขาสั่นไหว พร้อมกับความกลัวเต็มไปทั่วใบหน้าของเขา
ขณะที่ชายหนุ่มได้มองเห็นดราโกเนียเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ร่างกายใหญ่โตนั้นเปรียบได้ดั่งความโหดร้ายและการทำลายล้างอันไร้ที่สิ้นสุด
ดราโกเนียก้าวย่างต่อไป ขณะที่ความตายและความวุ่นวายยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันคือภัยคุกคามที่ไม่อาจหยุดยั้ง และความหวังในการเอาชีวิตรอดของทุกคนก็แทบสิ้นหวัง ในเวลานี้ ไม่มีใครสามารถต้านทานพลังของมันได้ และอนาคตของโลกก็ดูเหมือนจะมืดมิดอย่างสิ้นเชิง