บทที่ 8 ทำไมเธอถึงไม่ใส่เสื้อผ้า (รีไรต์)
ที่ตรงนั้น สายตาของเหล่ายุวชนที่มองโจวเจิ้งอันล้วนเปลี่ยนไปจากเดิม
ก่อนหน้านี้ พวกเขาต่างคิดว่าโจวเจิ้งอันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเมิ่งว่านถัง แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าไม่ใช่แบบนั้น ที่แท้เงินที่ผ่านมา อาหาร เสื้อผ้า รองเท้า ล้วนเป็สิ่งที่ยืมมาจากเมิ่งว่านถัง?
ไม่แปลกใจเลย ทุกครั้งที่โจวเจิ้งอันเห็นเมิ่งว่านถังมา เขามักจะแสดงท่าทีไม่เต็มใจจะพบอยู่เสมอ
และมักจะพาเมิ่งว่านถังออกไปก่อนที่เธอจะได้ทันปริปากพูดอะไร
โจวเจิ้งอันก็ััได้ถึงสายตาของเหล่ายุวชนคนอื่น ๆ เขาขบกรามแน่น พลางตอบรับอย่างไร้ทางเลือก “คืนสิ รอก่อนแล้วกัน”
“ได้สิ”
เมิ่งว่านถังตอบด้วยรอยยิ้ม เมื่อมองดูแผ่นหลังของโจวเจิ้งอันทีไร เธอรู้สึกว่าเขาช่างสูงใหญ่และหล่อเหลาเสียจริง
หุ่นผอมบางแล้วไง?
แค่สามารถคืนเงินได้ ก็เป็ผู้ชายที่สูงใหญ่และหล่อเหลาในสายตาของเธอแล้ว
เมิ่งว่านถังยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่เธอมาที่นี่
จึงถือโอกาสถามว่า “มีใครอยากจะแลกตั๋วทั่วประเทศบ้างไหม? จะแลกเป็อาหารหรือแลกเป็เงินก็ได้”
“ตั๋วอาหารทั่วประเทศ?”
บางคนในกลุ่มยุวชนมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
เมิ่งว่านถังหยิบตั๋วอาหารทั่วประเทศออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วพูดว่า “สามีฉันเพิ่งปลดประจำการกลับมา พวกเธอก็รู้ว่า ทหารอย่างพวกเขาใช้ตั๋วข้าวสารระดับประเทศกันทั้งนั้น เขาเป็เก็บเงินเก่งมาก เลยเก็บตั๋วอาหารทั่วประเทศไว้ไม่น้อย ถ้าใครอยากแลก ก็เอามาแลกกับฉันได้นะ แลกเป็อาหารได้ยิ่งดี แต่ถ้าให้เงินก็ไม่เป็ไร”
ในกลุ่มยุวชน มีอยู่สองคนที่แต่งงานกับคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ทั้งคู่เป็ครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนมัธยมในเมือง
พวกเขามักจะต้องเดินทางไปต่างถิ่น และที่นั่นใช้แต่ตั๋วอาหารทั่วประเทศเท่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงตั้งใจจะแลกกับเมิ่งว่านถังอย่างยินดี
ส่วนคนอื่นๆ ก็อยากได้ตั๋วอาหารทั่วประเทศไว้ส่งกลับบ้าน หรือส่งไปให้ญาติพี่น้องที่ทำงานอยู่ในฟาร์มที่อื่นบ้าง
ทุกคนต่าง้าตั๋วอาหารที่ใช้ได้ทั่วประเทศกันทั้งนั้น
พอเห็นว่าเมิ่งว่านถังหยิบตั๋วอาหารออกมาหลายใบ พวกเขาก็รีบเข้ามาถามทันที “สหายเมิ่งว่านถัง คุณมีตั๋วอาหารกี่ใบ? ฉันขอแลกห้าจินได้ไหม?”
“ฉันขอสามจิน”
“ฉันขอห้าจินด้วย!”
...
“เดี๋ยวก่อน ค่อย ๆ พูดทีละคนนะ”
เมิ่งว่านถังหยิบตั๋วอาหารทั่วประเทศออกมาทั้งหมดห้าสิบจิน
เธอนั่งอยู่ที่นั่นสักพัก ก็แลกได้ทั้งเงินและอาหาร ไม่นานก็แลกตั๋วอาหาร 50 จินก็ลูกแลกไปจนหมด
โจวเจิ้งอันเดินออกมา เห็นกลุ่มคนล้อมรอบเมิ่งว่านถัง ก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ยินในห้อง สายตาก็หม่นลง ครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อแม่ก็ไม่ได้ส่งเงินมาให้ ส่วนคู่หมั้นของเขาที่ทำงานอยู่โรงงานทอผ้า จะส่งเงินมาให้เดือนละสิบหยวน กับตั๋วต่างๆ อีกเล็กน้อย เงินพวกนี้เขาแทบจะไม่ได้ใช้เลย อาหารที่กินประจำวันล้วนเป็ของที่เมิ่งว่านถังส่งมาให้
เมิ่งว่านถังเป็ผู้หญิงที่หน้าตาดี ทั้งยังโง่งม อีกฝ่ายชอบเอาอาหาร เสื้อผ้า รองเท้า มาให้เขา เขาเองก็ลำบากเื่เงินทอง จึงยอมรับเอาไว้ ก่อนหน้านี้ถูกคนชี้นิ้วนินทา ก็ล้วนเป็ความสงสารเขา
จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้อยากจะแลกตั๋วอาหารแม้แต่น้อย
แต่ถ้าไม่คืนเงินให้เมิ่งว่านถัง เขาก็คงจะถูกคนอื่นนินทาไม่เลิก
“โจวเจิ้งอันมาแล้ว”
ไม่รู้ว่าใครพูดประโยคนี้ขึ้นมา
เหล่ายุวชนก็พากันหันกลับไปมอง เห็นโจวเจิ้งอันเดินมา ต่างพากันหลีกทางให้ด้วยสีหน้าสนุกสนาน
โจวเจิ้งอันเหยียดหลังตรง เดินไปหยุดตรงหน้าเมิ่งว่านถัง ยื่นธนบัตรใบละสิบหยวนให้เธอหลายใบ แล้วพูดว่า “สหายเมิ่งว่านถัง ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือนะ”
“อืม ไม่เป้นไรหรอก คราวหน้าถ้าขาดตั๋วอะไรก็บอกฉันล่วงหน้าได้เลย”
เมิ่งว่านถังรับเงินมาอย่างรวดเร็ว นับดูแล้วพบว่ามีเงินอยู่แปดสิบหยวน
เธอมองโจวเจิ้งอันอย่างประหลาดใจ ก่อนจะสบตากับดวงตาที่มืดมนของเขา จึงรีบเปลี่ยนเื่ “สหายโจวเจิ้งอันเป็คนรักษาคำพูดจริง ๆ เท่านี้บัญชีของเราถือว่าล้างกันแล้วนะ”
พอได้ยินแบบนั้น โจวเจิ้งอันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จริงๆ แล้วเขาใช้เงินของเธอไปมากกว่าแปดสิบหยวนเสียอีก แต่การที่ใช้เงินแค่แปดสิบหยวนก็สามารถกำจัดผู้หญิงอย่างเมิ่งว่านถังไปได้ สำหรับเขาแล้วนอกจากจะเ็ปเล็กน้อยแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
เมิ่งว่านถังก็พอใจเช่นกัน
มีเงินแปดสิบหยวน ยังดีกว่าไม่ได้คืนแม้แต่หยวนเดียว ที่สำคัญคือ เธอสามารถกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้อีกระดับแล้ว
เป็การค้าที่ได้กำไรทั้งสองฝ่าย ทั้งยังไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน
ในกระเป๋าเงินก็มีเงิน ในมือก็มีข้าวสาร รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งว่านถังก็ยิ่งดูจริงใจมากขึ้น“งั้นฉันขอกลับแล้วนะ ถ้าคราวหน้าทุกคน้าตั๋วอาหารทั่วประเทศอีก ก็มาบอกฉันได้ ฉันจะลองถามสามีฉันดูว่าพอจะช่วยทุกคนได้อีกไหม”
เมิ่งว่านถังถือแป้งสาลีหนักยี่สิบจิน กับข้าวสารหนักยี่สิบจิน เดินกลับบ้านอย่างมีความสุข โดยมีเงินสดอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อ
เธอเพิ่งจะวางของไว้ในบ้านเสร็จ ก็ได้ยินเสียงะโจากหน้าประตูว่า “แม่โกวต้าน! ลูกชายเธอตกลงไปในแม่น้ำ!”
“อะไรนะ?”
ลูกตกลงไปในแม่น้ำ?
เมิ่งว่านถังไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รีบหันหลังวิ่งออกไปข้างนอกทันที พอเห็นผู้หญิงคนนั้นก็รีบถามว่า “ตกลงไปตรงไหน?”
“ริมแม่น้ำแถวนั้น ตรงแปลงนาของลุงอู๋นั่นแหละ”
หญิงคนนั้นยังพูดไม่ทันจบ ก็พบว่าเมิ่งว่านถังวิ่งหายไปแล้ว
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง
ใคร ๆ ต่างพูดกันว่าภรรยาที่ทำให้ลู่ชิงเหยี่ยล่มจมนั้นไม่เอาไหน ทั้งยังทำร้ายลูก แต่ดูจากท่าทางแล้ว ก็ไม่เห็นจะเหมือนที่คนอื่นพูดเลย
เมิ่งว่านถังก้าวเท้าอย่างว่องไวราวกับสายลม
ร่างกายนี้แม้จะอ่อนแอ แต่ก็ยังคงแข็งแรงอยู่บ้าง
เธอกระโจนไปตามทางเล็ก ๆ อย่างสุดกำลัง ใช้เวลาเพียงห้านาทีก็มาถึงริมแม่น้ำ เห็นโกวเซิงนั่งร้องไห้อยู่บนฝั่งมาแต่ไกล ตัวเปียกโชก มือยังกำเสี่ยวพ่างเอาไว้แน่น ส่วนโกวต้านลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
เธอถอดเสื้อคลุมพลางวิ่งไปที่ริมแม่น้ำ พอถึงริมแม่น้ำก็รีบถอดกางเกงกับรองเท้าอย่างรวดเร็ว วางไว้บนฝั่ง จากนั้นก็ะโลงไปในแม่น้ำโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
น้ำในแม่น้ำ่ต้นเดือนพฤษภาคมยังคงเย็นอยู่บ้าง
โกวต้านเป็แค่เด็กอายุหกขวบ พูดให้ถูกคือเพิ่งจะอายุห้าขวบกว่า ๆ เท่านั้น เขาไม่รู้ว่าไปเรียนว่ายน้ำท่าสุนัขมาจากใคร พยายามว่ายมาทางโกวเซิง แต่ยิ่งว่ายก็ยิ่งห่างออกไป ใบหน้าเล็ก ๆ ซีดเผือดลง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเห็นลูกชาย สมองของเธอก็พลันว่างเปล่า คิดเพียงแค่ว่าต้องรีบว่ายน้ำเข้าไปหา แล้วพาลูกกลับขึ้นฝั่งให้เร็วที่สุด
เมื่อว่ายน้ำไปถึงตัวลูกชาย เธอรีบพลิกตัวหงายหลังขึ้น ใช้มือข้างหนึ่งโอบรอบคอของโกวต้าน ปลอบลูกชายเบา ๆ “ไม่ต้องกลัว! อยู่นิ่ง ๆ นะ! แม่อยู่นี่แล้ว! เดี๋ยวแม่จะพาลูกขึ้นฝั่ง”
โกวต้านที่กำลังตื่นตระหนก ก็เชื่อฟังคำสั่งของเมิ่งว่านถังอย่างไม่ลังเล
เมิ่งว่านถังถอนหายใจอย่างโล่งอก พาลูกชายว่ายน้ำเข้าหาฝั่งที่ใกล้ที่สุด
“ส่งลูกมาให้ฉัน”
เมิ่งว่านถังเห็นว่าคนที่มาคือลู่ชิงเหยี่ย ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอส่งลูกชายตัวน้อยให้ลู่ชิงเหยี่ยส่ง และกำลังจะปีนขึ้นจากน้ำ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องเสียงแหลมว่า “พี่รอง เธอ...เธอไม่ได้ใส่เสื้อผ้า!”
เมิ่งว่านถังรีบย่อตัวลงในน้ำอย่างรวดเร็ว เมื่อเงยหน้าขึ้นถึงสังเกตเห็นว่าลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้มาคนเดียว
ข้าง ๆ เขายังมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ และไม่ไกลออกไปก็มีผู้ชายอีกหลายคนกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา เมื่อได้ยินที่ผู้หญิงคนนั้นพูด ผู้ชายพวกนั้นก็หันมามองเป็ตาเดียวกัน
โชคดีที่เมื่อครู่เธอตอบสนองได้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงถูกเห็นไปหมดแล้ว
ลู่ชิงเหยี่ยกำลังถอดเสื้อผ้าให้ลูกชาย เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็เผลอมองเมิ่งว่านถังโดยไม่รู้ตัว พอเห็นแววตาที่ราวกับจะฆ่าคนได้ของเมิ่งว่านถัง เขาขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ชุนเหม่ย ไปหาเสื้อผ้ามาให้พี่สะใภ้รองหน่อย”
“พี่รอง ฉันไม่รู้ว่าเสื้อผ้าของพี่สะใภ้อยู่ที่ไหน ให้พี่ไปหาเองจะดีกว่า เดี๋ยวฉันจะอยู่ที่นี่คอยระวังภัยให้พี่สะใภ้เอง” สวีชุนเหม่ยกลอกตาไปมา เมื่อไม่ได้รับคำตอนจากลู่ชิงเหยี่ย เธอก็เปลี่ยนใจอีกครั้ง “หรือว่าฉันจะไปเองดีกว่า! พี่อยู่เป็เพื่อนพี่สะใภ้รองตรงนี้เถอะ เผื่อพี่สะใภ้รองเกิดอาละวาดขึ้นมาแล้วจะะโน้ำอีก เดี๋ยวจะลำบากไปหมด”
“ไม่ต้อง”