บทที่ 18
คนที่คุ้นเคย
แม่ทัพทหารม้าแซ่ตงแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนแววตาของมันปรากฏความจริงออกมาอย่างชัดเจน
แสงจันทราสาดส่องจาก้าลงมากระทบบริเวณด้านล่างร่างขององค์รัชทายาทที่น่าจะตายไปแล้วปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้าของมัน
ในยามนี้มันย่อมตื่นตระหนกอยู่แล้ว
จางิรู้จักคนผู้หนีแปลว่าจะรู้จักอย่างผิวเผินก็ตามแต่มันเป็หนึ่งในทหารที่ถือว่ามีอำนาจภายในอาณาจักรชิง
เป็เพราะว่ามันเป็คนที่ห่วงกลุ่มกองกำลังทหารม้าที่มีกองกำลังและมีกำลังคนอยู่ประมาณ1000 นาย
และมันยังเป็น้องชายของแม่ทัพที่เดินทางมาส่งเขาที่ชายแดนพร้อมกับลงมือสังหารที่สถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ยอมแรกที่กองกำลังทหารมาวิ่งมาประชิดเมืองชายแดนเขามองดูจากไกลๆมองเห็นคนผู้นี้ต้องเล็งมันเอาไว้ั้แ่ในตอนแรกแล้ว
แต่ไม่คิดว่าตนเองนั้นจะมีโอกาสเข้ามาประเชิญหน้ากับมันตัวต่อตัวเช่นนี้แม่ท้พทหารม้าที่อยู่บริเวณด้านหน้าพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง
ยามนี้มันควบคุมความคิดโดยมันนั้นคิดว่าถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเองก็เป็เพียงแค่คนธรรมดา
องค์รัชทายาทจางิเป็เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้นไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวรยุทธแล้วก็ไม่มีพลังพิเศษอันใดเหตุใดมันจะความหวาดกลัว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นความหวัดกลัวและความสับสนภายในจิตใจของมันก็สงบลงดวงตาดูจริงจังมากขึ้นมันยืดร่างกายของตัวเองตรงขึ้น
ในขณะเดียวกันดาบเหล็กภายในมือของมันเองก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะตั้งรับ
จางิฉายแววตาที่สงบนิ่งจ้องมองไปที่มันพร้อมกับพูดขึ้นมา “ ถ้าเ้าไม่ยอมพูดออกมาเ้าอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้วก็ได้”
คือคำข่มขู่อย่างไม่ต้องสงสัยเค้าใช้ของคำข่มขู่ของตนเองในการข่มขู่มันที่อยู่บริเวณด้านหน้ายกยิ้มที่บริเวณมุมปากจากนั้นก็ตอบกลับมา “ รัชทายาทที่ไร้ความสามารถจะทำอันใดข้าได้ข้าเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธที่มีระดับลมปราณอยู่ภายในร่างกายขั้นแปด ”
วิถีแห่งการฝึกฝนวรยุทธผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธจะเริ่มทำการโคจรลมปราณภายในร่างกายแล้วก็ฝึกฝนเริ่มจากขั้นเก้า
ผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธระดับเริ่มต้นคือขั้นเก้าจากนั้นก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยเรื่อยโดยการพัฒนานั้นมันจะลดระดับลงไปจากขั้นเก้ากลายเป็ขั้นแปดจากนั้นก็ลดลงไปขั้นเจ็ดลดลงไปเรื่อยจนถึงขั้นที่หนึ่ง
โดยแบ่งแยกความแข็งแกร่งดังนี้
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นเก้า -ต่ำสุด
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นแปด
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นเจ็ด
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นหก
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นห้า
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นสี่
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นสาม
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นสอง
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นหนึ่ง
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นปรมาจารย์
ผู้ฝึกฝนวรยุทธขั้นเซียน- สูงสุด
โดยภายในใต้หล้าแห่งนี้คนที่สามารถฝึกฝนได้ถึงระดับปรมาจารย์มีน้อยยิ่งนักอาจจะไม่ถึง500 ชีวิตเสียด้วยซ้ำภายในดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ฝึกฝนวรยุทธ์
แน่นอนว่าการพัฒนาขึ้นไปให้สูงกว่าระดับปรมาจารย์นั่นคือความคิดที่เขาอยากจะทำแล้วก็เป็ความต้องใจภายในชีวิตก่อนที่อยากจะไปให้ถึง
เพียงแต่ว่าช่างน่าเสียดายโชคชะตามันมิได้ให้เขานั้นสามารถขึ้นไปถึงในระดับนั้นได้
ระดับเซียนนั่นคือชื่อของท่านิญญาสูงสุดในการฝึกฝนในชีวิตก่อนอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นเขาจะสามารถบรรลุขึ้นไปอยู่ในระดับเซียนและสามารถอยู่เหนือฟ้าดินได้
แต่ว่าช่างน่าเสียดายที่ไม่สามารถขึ้นไปจนถึงในระดับนั้นได้หลังจากที่อยู่ในระดับปรมาจารย์มาหลาย10 ปีสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงและมากำเนิดใหม่ภายในสถานที่แห่งนี้
ในตอนนี้ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้ากล่าวว่าตนเองอยู่ในระดับขั้นที่แปดซึ่งหมายความว่ามันนั้นเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ที่มีความเชี่ยวชาญขึ้นมาระดับหนึ่ง
โดยผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธในระดับนี้มันเองก็เป็คนที่สามารถใช้ลมปราณได้แล้วแล้วก็มีความแข็งแกร่งมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปเป็อย่างมาก
ถ้าเพียงเขาในตอนนี้ที่เป็เพียงแค่คนธรรมดาทั่วไปต้องประเชิญหน้ากับมันคงจะโดนสังหารตายฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าในตอนนี้เค้ากลับสงบนิ่งและไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยจางิที่เขานั้นไม่เก่งกลัวผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าก็เป็เพราะว่าเขามีหมาป่าโลหิตโลหิต
เดิมที่แล้วหมาป่าโลหิตมันเป็สัตว์อสูรที่มีระดับความอ่อนแอเป็อย่างมากระดับผู้ฝึกฝนวรยุทธที่อยู่ในลมปราณขั้นแปดสามารถสังหารอย่างง่ายดาย
นั่นเป็เหตุผลว่าเหตุใดผู้ที่อยู่ด้านหน้าจึงไม่เกรงกลัวสัตว์อสูรที่เขากำลังควบคุมอยู่ในตอนนี้
แต่ว่ามันคิดผิดอันที่จริงแล้วมันไม่รู้ว่าเ้าหมาป่าโลหิตตนนี้มีอันใดมากกว่าที่มันคิดเอาไว้
“ ในเมื่อเ้าไม่พูดถ้าเช่นนั้น”
เขาได้บังคับหมาป่าโลหิตให้พรุ่งทะยานออกไปบริเวณด้านหน้าอย่างรวดเร็วจางิควบคุมหมาป่าโลหิตของทะยานไปด้านหน้าเข้าหาร่างกายของมัน
แม่ทัพทหารม้าแซ่ตงตั้งรับการโจมตีที่มันพุ่งทะยานเข้ามาร่างกายของมันยอดต่ำลงเล็กน้อยดาบเหล็กภายในมือถูกยกสูงขึ้นเตรียมทำการตวัดต่อไป
แต่ในขณะที่หมาป่าโลหิตพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วมันก็ใช้ดาบเหล็กของตนเองตวัดออกไปอย่างรวดเร็วแต่กลับพลาดเป้า
หมาป่าโลหิตพลิกร่างกายหลบกลางอากาศหลบใบมีดของมันอย่างง่ายดายจากนั้นก็ะโไปบริเวณด้านหลัง
แม่ทัพทหารม้าผู้นี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกใดวงตาทั้งสองข้างของมันเบิกกว้างขึ้นหันไปมองด้านหลังแต่ว่าร่างกายนั้นไม่สามารถตอบสนองการเคลื่อนไหวของมันได้ทัน
หมาป่าโลหิตที่พุ่งผ่านร่างกายและไปตั้งหลักอยู่บริเวณด้านหลังกระโจนและก็ตะปบเข้าที่หลังของมันอย่างรวดเร็ว
เมื่อโจมตีเข้าที่หลังของมันชุดเกราะเหล็กสามารถป้องกันการโจมตีได้หลายระดับหนึ่งทำให้ชายผู้นั้นยังคงสามารถดิ้นหลุดจากบริเวณนั้นและลุกขึ้นมาตั้งหลักได้
มันะโขึ้นมาตั้งหลักดวงตามองตรงไปด้านหน้ามองไปที่ร่างของหมาป่าโลหิตอีกครั้งนึงมันสงบใจของตนเองดาบภายในมือถูกกำแน่นแล้วก็คิดภายในใจ “ ต้องระวังเอาไว้อย่างไรมันก็เป็สัตว์อสูรจะประมาทไม่ได้”
ก็คิดเช่นนั้นการโจมตีถัดไปเริ่มต้นขึ้นมาคราวนี้มันเป็ฝ่ายที่พุ่งทะยานเข้าหาร่างของหมาป่าโลหิตดาบภายในมือถูกลมปราณสถิตเข้าไปสองแสงสว่างไสวกลายเป็รัศมีดาบ
มันตวัดด้วยการโจมตีอันรวดเร็วและรุนแรงเพียงพริบตาเดียวแสงดาบกายเป็เส้นสีขาวทะยานข้างใส่ร่างกายของสัตว์อสูร
มันพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของหมาป่าโลหิตหมาป่าโลหิตกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายขยายใหญ่ขึ้นความสามารถเพิ่มความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวถูกใช้ออกมา
[ระบบ :ใช้งานสกิลส่งเสริมรวดเร็ว]
ร่างกายของมันอยู่อยู่พริบตานันก็หายไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวมาปรากฏอยู่บริเวณด้านหน้าผ่านมาผู้นั้นแล้วใช้คมเขี้ยวที่เสริมด้วยความสามารถเสริมความแข็งแกร่งโจมตีใส่เกราะเบื้องหน้า
คมเขี้ยวอันแหลมคมเพียงแค่ตวัดในครั้งเดียวทะลุเกราะทหารที่มันกำลังสวมใส่เข้าไปอย่างง่ายดาย
โดนคมเขี้ยวนั้นโจมตีเข้ามาร่างกายของมันปรากฏาแขนาดใหญ่บริเวณหน้าอกจนทำให้ต้องล่าถอยไปบริเวณด้านหลัง
มันค่อยถอยไปบริเวณด้านหลังแผ่นหลังอื่นไปติดอยู่กับต้นไม้ขนาดใหญ่พร้อมกับยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นมาจับกุมบริเวณาแบริเวณหน้าอกอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้คนพวกนี้รู้แล้วว่าหมาป่าที่อยู่บริเวณด้านหน้าแตกต่างจากหมาป่าธรรมดาทั่วไปที่มันเคยพอดจอมาก่อนหน้านี้
มันเต็มไปด้วยความสับสนจึงทำการเอ่ยขึ้นมากับตนเองจึงทำราวกับคนเสียสติ “ อันใดกันเหตุใดมันถึงแข็งแกร่งเช่นนี้”
“ หมาป่าธรรมดาทั่วไปมันไม่น่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้นิ”
มันเต็มไปด้วยความสับสนในขนาดนั้นเองหมาป่าโลหิตที่อยู่บริเวณด้านหน้าถือโอกาสนี้ในการกรงเล็บอันแหลมคมของตนเองโจมตีใส่ร่างกายของมันอีกครั้ง
เพียงแค่พริบตาเดียวาแปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่างกายชุดเกราะที่มันสวมใส่โดนกรงเล็บที่ถูกเสริมความสามารถฉีกกระชากออกราวกับกระดาษ
หลังจากนั้นภาพที่มันปรากฏให้เห็นก็คือร่างของแม่ทัพทหารม้าผู้นั้นนอนแน่นิ่งอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่
ทั่วทั้งร่างกายของมันเต็มไปด้วยาแมากมายที่ปรากฏขึ้นลมหายใจเองก็หายใจอย่างอิดโรยเพราะาแจำนวนมากที่มันได้รับ
ลมหายใจที่อิดโรยดวงตาของมันมองตรงขึ้นไปบริเวณ้าท้องนภามันเต็มไปด้วยความสับสนจากนั้นก็ทำการเอ่ยขึ้นมา “ นี่มันอันเดียวกันเหตุใดมันถึงแข็งแกร่งขนาดนั้น”
ไม่เข้าใจเลยสักนิดเหตุใดสัตว์อสูรระดับต่ำถึงจะสามารถแข็งแกร่งได้ขนาดนั้นคมเขี้ยวของมันสามารถทะลวงได้แม้กระทั่งเกราะเหล็ก
ที่มันกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นฝีเท้าดังแว่วเข้าใกล้มาจางิเดินเข้ามาใกล้ใกล้มันพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นอีกหนึ่งคำถาม
“ ตัวของเ้าไม่ยอมบอกว่าผู้ใดเป็คนสั่งการไม่เป็อันใดแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ข้าสงสัยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาในตอนนั้นตอนที่เสด็จแม่ของค่ายโดนสังหารมีผู้ใดอยู่เื้ัใช่หรือไม่”
เอ่ยถามออกไปเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างของแม่ทัพทหารม้าเบิกกว้างขึ้นอย่างเป็พิรุธ
เมื่อใบหน้าของมันที่มีการเปลี่ยนแปลงเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าจะต้องมีบางอย่างอย่างแน่นอน “ เข้าใจแล้วเป็จริงเช่นนั้นจริงๆด้วยในนั้นมีคนสังหารท่านแม่เพราะ… ”
เขาพูดบางอย่างออกไปให้คนผู้นั้นฟังและชายผู้นั้นเมื่อได้ยินเหตุผลที่เขาพูดออกมามันก็แสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกใออกมาอย่างชัดเจน
จางิรู้ได้ในทันทีว่าความคิดของเขาถูกต้องคนพวกนั้นสังหารท่านแม่เขาเพราะเหตุผลนั้นเขาเงยหน้ามอง้าพร้อมกับกล่าวขึ้นมา “ จันทราที่มืดมิดท้องนภาปกคลุมด้วยม่านเมฆสีดำเกรงว่าวันนี้ภายในป่าจะถูกชโลมไปด้วยเื”
“ อ๊าก!!!!!” เสียงกรีดร้องของแม่ทัพทหารม้าดังก้องกังวานไปทั่วทั้งผืนป่า
จบบท