เนื้อกระต่ายสดใหม่ละลายในปากรสชาติอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย
น้ำซอสสีแดงเข้มเคลือบลงบนข้าวสวยสีขาวนวลเปลี่ยนแม้แต่ข้าวให้หอมฟุ้งน่ารับประทาน
ซูเจียวเจียวก็รีบกินตามไปอย่างเอร็ดอร่อยเพราะ่นี้เธอก็ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมานานแล้ว
ขณะที่ทั้งสองสามีภรรยากำลังทานข้าวกันอย่างเพลิดเพลินเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วกะทันหันก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ดึกป่านนี้แล้ว ใครกันนะ…” ซูเจียวเจียววางชามลงกำลังจะลุกไปที่ลานบ้าน
เซียวหยวนิวางชามลงก่อนลุกขึ้นยืน “คุณนั่งกินไปเถอะเดี๋ยวผมไปดูเองว่าใครมา”
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องครัวไป
ซูเจียวเจียววางชามตะเกียบลงแล้วเดินตามออกไป
่เวลานั้นชีวิตทุกคนเรียบง่ายเมื่อฟ้ามืดก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่ค่อยมีใครออกไปไหนมาไหนกัน
“ใครครับ?” เซียวหยวนิถามเสียงดังขณะที่เปิดประตูบ้าน
“ผมเอง เปิดประตูให้หน่อย”
เป็เสียงของหัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิง
เซียวหยวนิเปิดประตูออกอย่างเฉยชาเขามองหลี่เกินเซิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนคิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น “มีอะไรหรือครับ?”
หลี่เกินเซิงมองเข้าไปในลานบ้านก่อนแล้วหันมามองเซียวหยวนิพร้อมทำหน้าบึ้งตึงถามว่า “ได้ยินว่าวันนี้คุณจับกระต่ายป่ากลับมาสองตัวจริงหรือ?”
นี่ขนาดอยู่หน้าลานบ้านยังได้กลิ่นหอมฟุ้งของเนื้อโชยมาแล้ว
ซูเจียวเจียวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็อดสงสัยไม่ได้ดึกป่านนี้แล้วหัวหน้ากองผลิตมาหา มีเื่อะไรกันนะ?
หรือจะเป็เพราะลูกสาวของเขาหลี่ตงเหลียน?
“หอมจัง!” โจวเม่ยและหลินเฟิงก็ชะเง้อเข้ามามองในลานบ้านกลิ่นหอมตลบอบอวลโชยเข้าจมูกจนน้ำลายสอ ท้องของพวกเขาร้องโครกครากราวกับจะขาดใจ
เมื่อได้ยินเสียงเซียวหยวนิจึงมองเห็นโจวเม่ยและหลินเฟิงที่อยู่ด้านหลังหลี่เกินเซิงชนบทมืดเร็ว แถมไม่มีไฟถนน ตอนแรกเขาจึงไม่ทันได้สังเกตเห็น
ตอนนี้เมื่อเห็นท่าทางและสายตาของพวกเขาคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นยิ่งขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำถามของหลี่เกินเซิงเซียวหยวนิก็คาดเดาเจตนาของทั้งสามคนได้แล้ว
ซูเจียวเจียวเองก็เป็คนที่ผ่านชีวิตมาสองชาติภพแล้วตอนนี้เธอจะยังไม่เข้าใจได้อย่างไร ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึง
เซียวหยวนิพูดด้วยสีหน้าเ็าว่า“พวกเราจับกระต่ายป่ากลับมาสองตัวครับ มีอะไรหรือเปล่า?”
“เซียวหยวนิ ยุวชนโจวกับยุวชนหลินแจ้งผมว่า คุณแอบซ่อนกระต่ายป่าไม่นำมาส่งให้กองผลิต ผมเลยมาดูให้เห็นกับตา” หลี่เกินเซิงไขว้มือไว้ด้านหลังทำท่าทางวางอำนาจเต็มที่
เซียวหยวนิขมวดคิ้ว“หัวหน้าหลี่กองผลิตไม่ได้มีกฎว่าจับกระต่ายป่าแล้วต้องส่งมอบนะครับ”
เขาออกล่ามานานแล้วไม่ใช่เพิ่งจะทำเป็วันสองวันเสียหน่อย
“เซียวหยวนิ กองผลิตไม่ได้มีกฎว่าไม่ต้องส่งมอบแต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องส่งมอบนี่นา! ตอนนี้ทุกบ้านไม่มีเนื้อสัตว์กินเลยสักนิดทำไมบ้านนายถึงได้กินเนื้อล่ะ!” โจวเม่ยพูดด้วยความอิจฉาโดยเฉพาะกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยออกมาจากห้องครัว ยิ่งทำให้ท้องของเธอร้องจ๊อกๆอย่างน่าสมเพช
ตอนนี้เลยเวลาอาหารไปนานแล้วน่าสงสารที่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
เซียวหยวนิมักจะล่าสัตว์ป่ากลับมาเสมอก่อนรู้จักซูเจียวเจียวเขามักจะแบ่งไปให้พี่สาวในหมู่บ้านข้างเคียงเพื่อบำรุงร่างกาย
หลังจากรู้จักซูเจียวเจียวเขาก็จะแบ่งครึ่งหนึ่งไปให้ซูเจียวเจียวที่บ้านพักยุวชน ซูเจียวเจียวเป็คนใจกว้างยุวชนคนอื่นก็พลอยได้ลิ้มรสเนื้อไปด้วย
ตอนนี้เซียวหยวนิกับซูเจียวเจียวแต่งงานกันแล้วเจียวเจียวก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านสกุลเซียวสัตว์ป่าที่ล่ามาได้จึงไม่ส่งไปที่บ้านพักยุวชนอีกต่อไป
เป็เพราะเหตุนี้พวกเขาถึงได้มาหาเื่อย่างจงใจงั้นหรือ?!
หรือเป็เพราะฮั่วเจี้ยนจง?
ซูเจียวเจียวมองโจวเม่ยที่ทำหน้าตาเหลี่ยมจัดและเ้าเล่ห์พลางนึกถึงชาติที่แล้วที่เธอไปรับพัสดุที่ตัวอำเภอช้าไปหนึ่งวันจึงไม่ได้พบฮั่วเจี้ยนจง แต่ครั้งนี้กลับได้พบกัน แถมยังกลับมาพร้อมกันอีกต้องเป็เพราะโจวเม่ยเห็นเข้าแล้วเกิดความอิจฉา เลยมาหาเื่อย่างแน่นอน
เื่ทั้งหมดนี้เหมือนเป็ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วเล็กน้อย
อีกทั้งชาติที่แล้วก็ไม่เคยเกิดเื่แบบนี้ขึ้นเลย…
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรโจวเม่ยก็อย่าหวังมาเอาเปรียบ!
ซูเจียวเจียวเท้าเอวทันทีแล้วชี้ไปที่จมูกของโจวเม่ยด่าว่า “ส่งหัวเธอไปแทนสิ!อยากกินเนื้อก็ขึ้นเขาไปล่าเอง มาโวยวายอะไรที่นี่? ตัวเองไม่มีความสามารถล่าเนื้อไม่ได้ แล้วมาอาละวาดที่บ้านฉัน เชื่อไหมว่าฉันจะตีเธอออกไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
พูดจบซูเจียวเจียวก็ม้วนแขนเสื้อขึ้น ทำท่าทางดุดัน
“เธอ... เธอนี่มันแม่มดชัดๆ! พูดไม่รู้เื่!” โจวเม่ยถึงกับตะลึงงันเพราะก่อนหน้านี้ภาพที่เธอเห็นคือซูเจียวเจียวผู้แสนอ่อนโยนและว่าง่ายถึงจะถูกเธอเอาเปรียบ โกรธเคืองในใจ แต่ก็ไม่เคยเอ่ยคำด่าทอไฉนเลยจะกล้าแสดงท่าทีราวสตรีร้ายกาจเช่นนี้!
ซูเจียวเจียวโต้กลับไปว่า“เธอต่างหากที่ไร้ยางอาย!”
โจวเม่ยโกรธจนหน้าเขียวเธอแกล้งะโเสียงดังว่า “พวกเธอแอบกินเนื้อในบ้านแบบนี้มันผิดเนื้อพวกนี้ควรเป็ของทุกคน เป็ของส่วนรวม ไม่ใช่ของส่วนตัวพวกเธอ!”
เซียวหยวนิล่าสัตว์ป่ามาหลายปีแล้วไม่เคยมีใครบอกว่าสัตว์ป่าพวกนี้เป็ของส่วนรวมเลย
เขาก็โกรธทันที“พูดจาเหลวไหล นี่กระต่ายป่าที่ผมจับได้บนเขาทำไมถึงกลายเป็ของทุกคนไปได้ ยุวชนโจว พวกคุณคิดจะหาเื่กันใช่ไหม?”
โจวเม่ยเผชิญหน้ากับสายตาดุร้ายของเขาก็รู้สึกกลัวเล็กน้อย จึงหดตัวไปหลบอยู่ด้านหลังหัวหน้าหลี่“หึ กระต่ายป่าที่นายจับได้จากบนเขาและบนูเาก็เป็ทรัพย์สินของตำบลดังนั้นกระต่ายที่อาศัยอยู่บนเขาก็ต้องเป็ของตำบลด้วย!”
หลี่เกินเซิงไม่เคยได้ยินเหตุผลที่บิดเบี้ยวเช่นนี้มาก่อนเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วยซ้ำ สัตว์ป่าอย่างกระต่ายป่าก็ไม่ต้องส่งมอบอยู่แล้วของเล็กน้อยแค่นี้ แบ่งไปก็ยังไม่พอให้กินด้วยซ้ำ
มีแต่สัตว์ใหญ่เช่นหมูป่าหรือกวางเท่านั้นที่ต้องส่งมอบให้กองผลิตเพื่อแบ่งปัน
แต่เขาถูกโจวเม่ยและหลินเฟิงยุยงอยู่ข้างๆแถมยังนึกถึงเื่ที่เมื่อวานลูกสาวของเขาตั้งใจนำน้ำถั่วเขียวไปให้เซียวหยวนิหลี่เกินเซิงก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก ทันใดนั้นเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไปตัดสินใจจะให้บทเรียนแก่เซียวหยวนิ แล้วพาคนมาหาเื่
หลี่เกินเซิงรู้ดีว่าลูกสาวของเขามีใจให้เซียวหยวนิเขาเคยห้ามลูกสาวไม่ให้เข้าใกล้เซียวหยวนิมานานแล้วเพราะตระกูลเซียวมีฐานะไม่ดี ถึงแม้เซียวหยวนิจะเก่งแค่ไหนหลี่เกินเซิงก็ไม่ชอบ
แต่ใครจะรู้ว่าลูกสาวของเขากลับไม่ฟังคำเตือนเอาแต่เวียนวนอยู่รอบตัวเซียวหยวนิลูกสาวคนเล็กคนนี้เป็ที่รักที่สุดของสองสามีภรรยาหถึงขนาดที่ว่าถ้าอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย ถ้าถือไว้ในมือก็กลัวจะตกแตกไม่กล้าพูดจาหนักหน่วงกับเธอเลยสักคำ
โชคดีที่เมื่อสองเดือนก่อนได้ฝากฝังกับญาติให้ช่วยลูกสาวของตนได้ทำงานที่โรงพิมพ์ในตัวเมืองหลี่เกินเซิงก็รีบฉวยโอกาสนั้นปลูกฝังความคิดต่างๆ ให้ลูกสาวให้เธอหาทางแต่งงานกับคนในเมืองเสียใหม่
หลี่เกินเซิงทำหน้าตาเคร่งขรึมเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ “ยุวชนโจวพูดถูกป่าไม้เป็ของตำบล กระต่ายป่าบนเขาก็ต้องเป็ของส่วนรวมทั้งหมดคุณควรจะมอบมันออกมาดีๆ จะได้ไม่ต้องให้ผมสั่งให้คนค้นบ้านแล้วทุกคนจะได้ไม่เสียหน้า”