บทที่ 3 : ประตูแห่งโอกาส ที่ปลอมๆ
เช้าวันศุกร์ เวลา 08.15น.
นนท์แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกางเกงสแล็ก
สีกรมท่ายืนหน้ากระจกบานเล็ก เขาจัดปกเสื้อให้เรียบร้อยก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ วันนี้คือวันสัมภาษณ์งานที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเขา
"นนท์...ลูก..."
เสียงเดือนเพ็ญดังมาจากหน้าห้อง
"พร้อมหรือยังลูก"
"พร้อมแล้วครับแม่"
แม่ยิ้มกว้าง ก่อนยื่นซองผ้าสีฟ้าใบเล็กมาให้
"อะไรครับ"
"เปิดดูสิ"
นนท์รับซองมาอย่างสงสัย
ข้างในมีพระเครื่ององค์เล็กที่ห้อยอยู่กับเชือกถักด้วยมือ
"นี่..."
"ของพ่อ"
นนท์ชะงัก
ั้แ่พ่อเสียชีวิตแม่เก็บพระองค์นี้ไว้ในลิ้นชักมาตลอดไม่เคยให้ใครแตะต้อง
"แม่คิดว่า..."
"ถึงเวลาที่ลูกควรเก็บไว้แล้ว"
เดือนเพ็ญยิ้มอ่อนโยน พลางคล้องพระให้ลูกชาย
"ไม่ใช่เพราะพระจะทำให้ลูกโชคดี"
"แต่ทุกครั้งที่จับพระองค์นี้"
"ให้จำไว้ว่า..."
"ไม่ว่าจะเจอกับอะไร"
"ยังมีแม่ที่คอยเป็กำลังใจ”
“คอยเป็ลมใต้ปีกให้ลูกเสมอ"
นนท์ก้มลงกอดแม่แน่น
"ขอบคุณครับแม่"
...
เวลา 08.55 น.
โน้ตบุ๊กถูกเปิดขึ้นกล้องเว็บแคมถูกจัดมุมอย่างเรียบร้อยไมโครโฟนถูกทดสอบอีกครั้ง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ไม่กี่วินาทีต่อมาหน้าจอปรากฏข้อความWaiting for Host...หัวใจของนนท์เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
แล้ว...ภาพก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ชายชาวต่างชาติวัยประมาณห้าสิบปีในชุดสูทสีเทายิ้มทักทายผ่านหน้าจอข้าง ๆ เป็หญิงชาวไทยแต่งกายสุภาพ
และชายหนุ่มอีกคนที่ดูเป็วิศวกรระบบ
"Goodmorning, Mr. Nontakorn."
"Goodmorning, sir."
นนท์ตอบอย่างมั่นใจ
หญิงชาวไทยยิ้ม
"ดิฉันชื่อ ศิริพร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลค่ะ"
"วันนี้จะช่วยแปลในบาง่ หากมีคำศัพท์เฉพาะ"
"ส่วนท่านนี้คือคุณไมเคิล ผู้อำนวยการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน"
"และคุณเดวิด หัวหน้าวิศวกรระบบ"
ทุกคนแนะนำตัวอย่างเป็ทางการไม่มีท่าทีเร่งรีบไม่มีคำพูดชักชวนเกินจริงทุกอย่างเหมือนการสัมภาษณ์ของบริษัทระดับนานาชาติ
...
การสัมภาษณ์เริ่มต้นด้วยคำถามทั่วไปประวัติการศึกษาโครงงานที่เคยทำการฝึกงาน นนท์ตอบอย่างเป็ธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่่เทคนิคคำถามก็ยากขึ้นเรื่อยๆ
"หากฐานข้อมูลหลักล่มพร้อมกันสองศูนย์ข้อมูลคุณจะออกแบบระบบสำรองอย่างไร"
"ถ้าข้อมูลมีปริมาณหลายพันล้านรายการคุณจะเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาแบบใด"
"จะรับมือกับการโจมตีที่มุ่งทำให้ฐานข้อมูลหยุดให้บริการอย่างไร"
แต่ละคำถามใช้ทั้งความรู้การวิเคราะห์และประสบการณ์จากโครงงานนนท์ไม่ได้รีบตอบเขาคิดเป็ลำดับอธิบายเหตุผลทุกขั้นตอนบางครั้งยังวาดแผนภาพประกอบบนกระดาษให้ทีมสัมภาษณ์ดูผ่านกล้องเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงบรรยากาศกลับไม่ตึงเครียดตรงกันข้าม...คล้ายการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวิศวกรมากกว่า
...
เมื่อจบคำถามสุดท้าย ชายชาวต่างชาติยิ้มกว้าง
"Excellent."
หัวหน้าวิศวกรพยักหน้าเห็นด้วย
"Yourproblem-solving approach is impressive."
คุณศิริพรแปลเป็ภาษาไทย
"ทีมงานประทับใจวิธีคิดและการแก้ปัญหาของคุณมากค่ะ"
นนท์ยกมือไหว้เล็กน้อย
"ขอบคุณมากครับ"
แม้จะพยายามเก็บอาการแต่ลึกๆ เขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างน้อย...เขาก็ทำเต็มความสามารถแล้ว
ระหว่างที่เขากำลังตอบคำถามอีกหน้าจอหนึ่งที่เขามองไม่เห็นกำลังบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาอย่างละเอียดไม่ใช่แค่ความสามารถ
ทางเทคนิคแต่รวมถึงบุคลิกวิธีคิดความอดทน การตัดสินใจและระดับความน่าเชื่อถือราวกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้...
ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อรับคนเข้าทำงานเท่านั้น
..................
หลังการสัมภาษณ์ด้านเทคนิคสิ้นสุดลงคุณศิริพรยิ้มอย่างเป็มิตร ก่อนกล่าวว่า
"ต่อไปจะเป็่พูดคุยเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานและสวัสดิการนะคะ"
นนท์พยักหน้า เขาหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาเตรียมจดรายละเอียด
การสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างเป็ระบบ ไม่มีคำพูดเร่งรัด
ไม่มีการกดดันให้รีบตัดสินใจ กลับกัน...ฝ่ายบริษัทเป็ผู้แนะนำ
ให้นนท์พิจารณาข้อเสนออย่างรอบคอบ
"ตำแหน่งนี้ต้องเดินทางไปประจำโครงการในต่างประเทศเป็ระยะเวลาหนึ่งค่ะ"
"หากคุณได้รับการคัดเลือก บริษัทจะรับผิดชอบค่าเดินทาง ค่าที่พักและการอบรมก่อนเริ่มงานทั้งหมด"
นนท์ถามทันที
"ขอทราบได้ไหมครับ ว่าประเทศที่ผมต้องไปประจำอยู่ที่ไหน"
คุณศิริพรหันไปมองชายชาวต่างชาติ ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
"โครงการมีหลายประเทศค่ะ"
"แต่สถานที่ปฏิบัติงานจริงจะแจ้งหลังผ่านการอบรมเนื่องจากเป็โครงการที่มีข้อตกลงด้านความลับกับลูกค้า"
คำตอบนั้นฟังดูสมเหตุสมผลเพราะงานด้านโครงสร้างพื้นฐานของหลายองค์กรมักมีข้อตกลงรักษาความลับอยู่แล้ว
นนท์จึงพยักหน้าเบา ๆ แต่ก็จดประโยคนี้ลงในสมุดทันที
"สถานที่ปฏิบัติงาน แจ้งภายหลัง"
...
จากนั้นชายชาวต่างชาติเป็ผู้พูดต่อ
"Beforewe make any decision..."
"We'dlike to know more about you."
คุณศิริพรแปลทันที
"ก่อนตัดสินใจ บริษัทอยากรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้นค่ะ"
คำถามต่อจากนั้นไม่ใช่เื่เทคนิคอีกต่อไป
"ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์"
"เป้าหมายในชีวิตคืออะไร"
"ถ้ามีเงินจำนวนมาก สิ่งแรกที่คุณอยากทำคืออะไร"
นนท์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างจริงใจ
"ผมอยากให้แม่เลิกทำงานครับ"
ทุกคนในห้องประชุมออนไลน์เงียบลง
"แม่เปิดร้านข้าวแกง"
"ทำงานหนักมาตลอด"
"ผมคิดว่า..."
"ถ้าผมทำงานหนักสักห้าปี"
"แม่ก็น่าจะได้พัก"
เขายิ้มบาง ๆ
"หลังจากนั้น ผมตั้งใจจะกลับมาสอบรับราชการตามที่แม่อยากให้เป็"
คุณศิริพรยิ้มอย่างอบอุ่น
"คุณเป็คนกตัญญูนะคะ"
นนท์ยิ้มเขิน ๆ
"แม่เลี้ยงผมมาคนเดียว"
"ผมก็แค่อยากตอบแทนท่าน"
...
เมื่อจบการสัมภาษณ์ ชายชาวต่างชาติกล่าวขึ้นเป็ภาษาอังกฤษ
"Itwas a pleasure meeting you."
"We'llcontact you very soon."
นนท์ยกมือไหว้พร้อมกล่าวลา
"ขอบคุณมากครับ"
หน้าจอดับลง ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้
ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
"ในที่สุดก็เสร็จ..."
เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนเปิดสมุดที่จดบันทึกไว้ นิสัยของนนท์คือ...หลังทำสิ่งสำคัญเสร็จ
เขาจะสรุปทุกอย่างทันที ข้อดี ข้อสังเกต สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เขาเขียนเป็หัวข้ออย่างละเอียด
บรรยากาศเป็มืออาชีพ
คำถามด้านเทคนิคมีมาตรฐาน
ทีมสัมภาษณ์มีความรู้จริง
สวัสดิการดีมาก
เงินเดือนสูงกว่าตลาด
ก่อนที่ปากกาจะหยุดลงตรงหัวข้อสุดท้าย สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมนนท์เขียนไว้เพียงประโยคเดียว
"สถานที่ปฏิบัติงานจริง"
เขามองประโยคนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนปิดสมุด
"คงไม่มีอะไรหรอก..." เขาคิดในใจ
“แต่...ถ้าหากบริษัทตอบรับให้เข้าทำงานจริง ๆ เราค่อยถามถามรายละเอียดสถานที่ทำงานอีกครั้งแล้วกัน”
......................
ชีวิตของนนท์ยังคงดำเนินเหมือนเดิมตอนเช้าช่วยแม่เปิดร้านข้าวแกงตอนสายส่งใบสมัครให้บริษัทอีกสองแห่ง
ตอนบ่ายกลับมาช่วยอาจารย์วิชัยจัดการข้อมูลโครงงานที่คณะ่เย็นซ้อมฟุตบอลกับรุ่นน้องในมหาลัย
แม้จะรอผลสัมภาษณ์จาก Global Nexus Infrastructure แต่เขาไม่ได้ฝากความหวังไว้กับบริษัทเดียว
"อย่าเอาอนาคตไปผูกกับความหวังเพียงเส้นเดียว"
นี่คือคำสอนของพ่อที่แม่มักเล่าให้ฟังเสมอ
...
"นนท์"
อาจารย์วิชัยเดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟ
"ยังไม่มีข่าวหรือ"
"ยังครับ"
นนท์ยิ้มบาง ๆ
"ก็ดี"
"่รอผลนี่แหละ ได้เห็นนิสัยคน"
"บางคนรอไม่ไหว"
"บางคนก็เสียกำลังใจ"
"แต่คนทำงานจริง ต้องอดทนให้เป็"
นนท์พยักหน้า
"ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ"
"ถ้าไม่ได้ที่นี่ ผมก็ยังมีโอกาสที่อื่น"
อาจารย์วิชัยยิ้มอย่างพอใจ
"อาจารย์ไม่เคยห่วงเื่ความสามารถของเธอ"
"อาจารย์ห่วงอย่างเดียว..."
"อย่าไว้ใจคนง่าย"
นนท์หัวเราะเบา ๆ
"ผมเป็คนขี้ระแวงจะตาย"
"ก็ดีแล้ว"
...
บ่ายวันเดียวกัน โทรศัพท์ของนนท์ดังขึ้นเบอร์เดิมจากฝ่ายบุคคล
"สวัสดีครับ"
"สวัสดีค่ะ คุณนนทกร"
"ดิฉันศิริพรนะคะ"
"ค่ะ!"
"ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ"
"คุณผ่านการประเมินในรอบสัมภาษณ์ค่ะ"
นนท์เงียบไปครู่หนึ่ง แม้จะคาดหวังไว้แต่เมื่อได้ยินจริง ๆหัวใจก็เต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
"ขอบคุณมากครับ"
"อย่างไรก็ตาม..."
ศิริพรพูดต่อ
"ยังเหลือขั้นตอนสุดท้าย"
"เป็การปฐมนิเทศออนไลน์ และแนะนำรายละเอียดของโครงการ"
"ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง"
"จากนั้น หากทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกัน จึงจะมีการลงนามในสัญญาจ้างค่ะ"
คำอธิบายเป็ลำดับขั้นทำให้นนท์รู้สึกว่าบริษัทมีมาตรฐานไม่ใช่การรับเข้าทำงานแบบเร่งรีบ
"ผมสะดวกครับ"
"ดีเลยค่ะ"
"ดิฉันจะส่งกำหนดการและเอกสารเพิ่มเติมให้ทางอีเมลนะคะ"
"ขอบคุณครับ"
ก่อนวางสาย ศิริพรกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
"แล้วพบกันนะคะ คุณนนทกร"
...
เย็นวันนั้น
บ้านหลังเล็กเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของแกงเลียง เดือนเพ็ญกำลังยกสำรับมาวางบนโต๊ะ
"ลูก วันนี้ดูอารมณ์ดีนะ"
นนท์ยิ้มกว้างกว่าทุกวัน
"แม่..."
"ผมผ่านรอบสัมภาษณ์แล้ว"
ช้อนในมือของเดือนเพ็ญหยุดนิ่ง
"จริงหรือ"
"ครับ"
หญิงวัยกลางคนยกมือไหว้เหนือศีรษะโดยอัตโนมัติ
"ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์..."
ก่อนหันมากอดลูกชายแน่น
"แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก"
นนท์กอดแม่ตอบ
"ยังไม่จบนะครับ"
"เหลืออีกขั้นตอน"
"แม่รู้"
"แต่แค่นี้ แม่ก็ดีใจแล้ว"
ทั้งสองยิ้มให้กัน โดยไม่มีใครสังเกตว่า...พระเครื่ององค์เล็กที่ห้อยอยู่บนคอของนนท์สะท้อนแสงไฟวูบหนึ่งราวกับกำลังเตือนอะไรบางอย่าง
...
ในเวลาเดียวกันห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรภายในห้องประชุมที่มีผนังกระจกสีดำ
ชายวัยกลางคนคนเดิมกำลังอ่านรายงานบนแท็บเล็ต
"เป้าหมายหมายเลข N-017"
"ผลการประเมิน"
เขาไล่อ่านทีละบรรทัด
สติปัญญา : ดีเยี่ยม
ความสามารถด้านเทคนิค : ดีเยี่ยม
ความซื่อสัตย์ : สูง
แรงจูงใจ : ครอบครัว
ความเสี่ยงต่อการปฏิเสธงาน : ต่ำ
ชายคนนั้นวางแท็บเล็ตลง ก่อนยิ้มมุมปาก
"คนแบบนี้..."
"เมื่อเข้ามาแล้ว"
"จะยอมทำทุกอย่าง..."
"เพื่อให้คนที่บ้านมีความสุข"
............................
เก้าโมงของเช้าวันจันทร์นนท์นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้งหน้าจอปรากฏโลโก้ของ Global Nexus Infrastructure
พร้อมข้อความต้อนรับผู้ผ่านการคัดเลือก
ครั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว บนหน้าจอมีหน้าต่างวิดีโอเรียงกันอยู่เกือบสิบคน
ทั้งชายและหญิง อายุไล่เลี่ยกัน บางคนแนะนำตัวเป็ภาษาอังกฤษ บางคนพูดภาษาจีนบางคนเป็คนไทย
ทุกคนล้วนเป็คนรุ่นใหม่ที่มีประวัติการศึกษาดี มีทั้งวิศวกรนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญเครือข่าย
และนักวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้นนท์รู้สึกว่า
"คงเป็โครงการใหญ่จริง ๆ"
ไม่นาน คุณศิริพรก็เปิดการประชุม
"สวัสดีทุกท่านค่ะ"
"ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับทุกคนอีกครั้ง"
"จากผู้สมัครกว่าสองพันคน"
"มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียงสิบสองคน"
หลายคนยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ รวมถึงนนท์
จากนั้นจึงมีการแนะนำภาพรวมของบริษัทประวัติองค์กรแนวทางการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร
สวัสดิการ และโครงการที่กำลังจะเริ่ม ทุกอย่างถูกนำเสนออย่างมืออาชีพสไลด์สวยงาม ข้อมูลเป็ลำดับ
มี่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามคำถามตลอดเวลา
...
ชายหนุ่มชาวไทยคนหนึ่งเปิดไมโครโฟน
"ขอสอบถามครับ"
"สถานที่อบรมอยู่ที่ไหน"
คุณศิริพรตอบทันที
"่แรกจะอบรมที่ศูนย์ฝึกของบริษัทในประเทศเพื่อนบ้านค่ะ"
"ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์"
"หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้าสถานที่ปฏิบัติงานจริง"
อีกคนถามต่อ
"ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองไหมครับ"
"ไม่ค่ะ"
"บริษัทรับผิดชอบทั้งหมด"
คำตอบชัดเจน สุภาพ และไม่มีพิรุธ
...
นนท์ยกมือขอถามบ้าง
"หากผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ"
"จะสามารถติดต่อครอบครัวได้ตามปกติหรือไม่ครับ"
คุณศิริพรยิ้ม
"ได้แน่นอนค่ะ"
"เพียงแต่ใน่อบรมบางส่วน อาจมีข้อจำกัดในการใช้โทรศัพท์มือถือเนื่องจากเป็ข้อมูลภายในของบริษัท"
เธอรีบอธิบายต่อ
"แต่หลังเลิกอบรมแต่ละวัน สามารถติดต่อครอบครัวได้ตามปกติค่ะ"
นนท์พยักหน้า
คำตอบนี้ทำให้เขาสบายใจขึ้น
...
การประชุมดำเนินต่ออีกเกือบชั่วโมงก่อนจบ คุณศิริพรแจ้งกำหนดการสุดท้าย
"ผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ"
"กรุณาลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงภายในสามวัน"
"หลังจากนั้น บริษัทจะดำเนินการเื่วีซ่า ตั๋วเครื่องบินและเอกสารการเดินทางให้ทั้งหมด"
เมื่อการประชุมสิ้นสุดผู้เข้าร่วมทยอยออกจากห้องประชุมออนไลน์ นนท์ยังนั่งมองหน้าจออยู่พักหนึ่ง
เขารู้สึกว่า...ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
...
่บ่าย
นนท์นำเื่นี้ไปปรึกษาอาจารย์วิชัยอาจารย์อ่านเอกสารทุกแผ่นอย่างละเอียด พลิกไปทีละหน้าจนมาถึงหน้าสุดท้าย
"เอกสารครบ"
"รูปแบบสัญญาก็เป็มาตรฐาน"
"แต่..."
นนท์เงยหน้าทันที
"มีอะไรหรือครับ"
อาจารย์วางเอกสารลง
"อาจารย์ไม่ได้บอกว่าบริษัทนี้ผิดปกติ"
"แต่อยากให้จำไว้อย่างหนึ่ง"
"เวลาจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ"
"ต้องแจ้งสถานทูตไทย และเก็บข้อมูลการติดต่อทุกอย่างไว้กับครอบครัว"
"รวมถึงส่งสำเนาเอกสารทุกฉบับให้แม่เก็บไว้"
นนท์จดคำแนะนำทุกข้อ
"ครับอาจารย์"
"แล้วอีกอย่าง"
"อย่าเดินทางเพียงลำพังหากบริษัทนัดให้ไปจุดที่ไม่ใช่สนามบินหรือสถานที่ราชการ" คำเตือนนั้น...นนท์รับฟังอย่างตั้งใจ
และตั้งใจว่าจะปฏิบัติตามทุกข้อ
...
ค่ำวันนั้นนนท์ยืนอยู่หน้าบ้านมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เดือนเพ็ญเดินออกมายืนข้างลูกชาย
"ตื่นเต้นไหม"
"นิดหน่อยครับ"
"กลัวไหม"
นนท์ยิ้ม
"กลัว"
"แต่ถ้าไม่ก้าวออกไป"
"ผมคงไม่มีวันรู้ว่าไปได้ไกลแค่ไหน"
แม่พยักหน้าช้า ๆ
"ไม่ว่าจะเลือกทางไหน"
"จำไว้นะลูก"
"เงินหาย...หาใหม่ได้"
"งานเสีย...เริ่มต้นใหม่ได้"
"แต่ชีวิต..."
"มีแค่ครั้งเดียว"
นนท์หันมายิ้มให้แม่
"ครับ"
……………………….
สามวันต่อมา...
"ติ๊ด! ติ๊ด!ติ๊ด! ติ๊ด!"
เสียงนาฬิกาปลุกเช้าวันใหม่ดังขึ้นนนท์สะบัดความล้าลุกขึ้นมาสวมผ้ากันเปื้อนช่วยแม่ยกหม้อแกงและสับไก่หน้าร้านเหมือนปกติเขาอยากกอบโกย่เวลาที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ให้ได้มากที่สุดก่อนจะต้องเริ่มงานจริงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า และที่สำคัญ... เขาต้องเคลียร์ภารกิจสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยให้จบนั่นคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลประเพณี
"อ้าวไอ้นนท์!ได้ข่าวว่าได้งานบริษัทฝรั่งแล้ว ทำไมยังมายืนสับหมูกรอบอยู่อีกวะ?" เสียงแซวจาก 'อาจารย์เดชา' ลูกค้าประจำที่เป็อาจารย์คณะบริหารธุรกิจทักขึ้น
"โธ่ อาจารย์ครับงานบริษัทก็ส่วนงานบริษัทครับ แต่อาชีพหลักผมคือผู้ช่วยแม่เดือนเพ็ญครับจารย์"นนท์ตอบปนหัวเราะ พลางยื่นจานข้าวแกงให้
"เย็นนี้เจอกับคณะอาจารย์ในสนาม...ผมไม่ปรานีให้นะครับจารย์" นนท์แชวอาจารย์พูดยิ้มๆ ตลกๆ ขำๆ
"หึๆไอ้นนท์เอ้ย... ข้าวแกงน่ะข้าอุดหนุนแต่ในสนามน่ะ...อย่าลืมนะเอ็งเตรียมแรงขาไว้หรือยังเห็นวิ่งงรอกสามงานขนาดนี้ จะวิ่งออกรึเปล่า" อาจารย์เดชาตบโต๊ะขำๆแต่นั่นคือความจริงที่แท้จริง
บ่ายโมงตรง...แสงแดดแผดเผาลงมาบนผืนหญ้าสนามฟุตบาลกลาง นนท์ยืนอยู่ในอุโมงค์นักกีฬาในชุดแข่ง คณะวิศวกรคอมพิวเตอร์หมายเลข 9 ข้างกายของเขาคือพวกรุ่นน้องในทีมที่ตื่นเต้นจนหน้าซีดส่วนฝั่งตรงข้ามคือทีมคณะบริหารธุรกิจในชุดสีแดงเพลิงที่ตึกแถวด้วยเด็กโควต้านักกีฬาร่างใหญ่
ตารางชีวิตของนนท์ตอนนี้คือ: ตีสี่ช่วยแม่ทำร้าน— บ่ายโมงลงแข่งฟุตบอลมหาลัย — ค่ำเคลียร์เอกสารเตรียมเข้าทำงานบริษัทต่างชาติ ร่างกายของเขาเหมือนเครื่องยนต์ที่ถูกใช้งานเกินร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ั์ตาของเด็กหนุ่มข้าวแกงคนนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยความมุ่งมั่น
เสียงนกหวีดสัญญานการแข่งขันฟุตบอลประเพณีประจำปีะเิขึ้น!นนท์สวมเสื้อแข่ง หมายเลข 9 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ศักดิ์ศรีแชมป์เก่าและเกียรตินิยมไม่ได้มาเพราะโชคช่วยสายตาของเขามองทะลุไลน์กองหลังคู่ต่อสู้เหมือนกำลังอ่านโค้ดคอมพิวเตอร์เขารู้จังหวะว่าช่องว่างจะเปิดออกตอนไหน และควรเคลื่อนที่อย่างไร
"เฮ้ย! จับตาดูเสื้อเบอร์9 ไว้! อย่าให้มันมีพื้นที่เล่น!"โค้ชทีมฝั่งตรงข้ามะโลั่นสนาม
แต่ไม่ทันเสียแล้วนนท์กระชากบอลตัดเข้าในด้วยความเร็วสูง หลบกองหลังสองคนอย่างเหนือชั้นก่อนจะง้างเท้าสับไกยิงเต็มข้อ บอลพุ่งแสกหน้าผู้รักษาประตูเสียบตาข่ายอย่างงดงาม!เสียงเฮจากสแตนด์กองเชียร์วิศวะฯ ดังสนั่นลั่นสเตเดียม
ทั้งการเรียนระดับท็อปกิจกรรมเด่น งานบริษัทต่างชาติที่รองรับ และการเป็ลูกมือทำข้าวแกงอันแสนอบอุ่น...นนท์กำลังพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาสามารถควบคุม "ซอร์สโค้ด"ของชีวิตตัวเองให้สมบูรณ์แบบได้ในทุกๆ ด้าน!
...........
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะของคณะวิศวกรรมศาสตร์ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้านข้าวแกงแม่เดือนเพ็ญหน้าร้านอันคุ้นเคยถูกแปรเปลี่ยนเป็ลานสังสรรค์ชั่วคราว เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและเสียงแก้วน้ำแข็งกระทบกันดังสะท้อนกลบความเงียบของค่ำคืนนนท์ในฐานะฮีโร่ผู้ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลประเพณีถูกเพื่อนๆและรุ่นน้องรุมล้อมกอดคอร้องเพลงเชียร์คณะกันอย่างสนุกสนานเฮฮา
แม่เพ็ญยิ้มแก้มปริคอยตักกับข้าวสูตรเด็ดเติมให้เด็กๆอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความสำเร็จที่ทุกคนร่วมสู้กัน
บรรยากาศที่ร้านข้าวแกงแม่เดือนเพ็ญทวีความครื้นเครงขึ้นเรื่อยๆเสียงดนตรีจากลำโพงบลูทูธตัวเล็กดังคลอไปกับเสียงกระทะและเสียงพูดคุยโวยวายของบรรดานักเตะคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่พกความสะใจจากการคว้าแชมป์มาเต็มกระเป๋า
"เฮ้ยๆๆฟังทางนี้หน่อยเว้ย!"
ไอ้เจต กองหลังตัวชนของทีมก้าวขึ้นไปยืนบนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินในมือถือแก้วน้ำอัดลมชูขึ้นฟ้า
"ในฐานะกัปตันทีมปีนี้”
“กูขอเปิดตัว 'แมน ออฟ เดอะ แมตช์'
“ผู้ซัดประตูชัยพาทีมวิศวะคอมฯ”
“คว้าถ้วย... “
“ไอ้นนท์เกียรตินิยมร้อยแรงม้าของพวกเรา!"
"เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!"
เสียงโห่ร้องลั่นร้านจนโต๊ะข้างๆสะดุ้ง
"เบาๆ หน่อยพี่เจต”
“เดี๋ยวร้านข้างๆ เขาหมั่นไส้”
“เอาแกงส้มมาสาดหัวนะมึง! ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ไอ้มาร์ค กองกลางรุ่นน้องปีสามะโแซวพลางเคี้ยวหมูกรอบตุ้ยๆและหัวเราะอย่างสนุนสนาน
"แต่ยอมรับจริงพี่นนท์”
“จังหวะสับไกท้ายเกม”
“หนูคิดว่าพี่จะหน้ามืดล้มไปซะแล้ว”
“ยืนผัดแกงั้แ่ตีสี่”
“เอาแรงมาจากไหนวะนั่น!"
"ระดับไอ้นนท์มันมีถังออกซิเจนส่วนตัวเว้ยมาร์ค"
เต๋า เพื่อนสนิทร่วมภาควิชาวิศวะคอมฯขยับแว่นตาแล้วตบไหล่นนท์ดังปึก
"มันเขียนโค้ดคุมการเต้นของหัวใจไว้ในสมาร์ตวอทช์แล้ว”
“มึงไม่รู้เหรอ?"
"เฮ้ยเวอร์ไปไอ้เต๋า"
นนท์ หัวเราะร่าพลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นชนกับเพื่อนๆ
"กูแค่นึกถึงหน้าแม่ตอนยืนสับหมูเฉยๆ”
“เลยฮึดวิ่งข้ามโลกมาดักบอลทัน"
"โถ่...หล่อเลยพี่กู"
มาร์คทำท่าซับน้ำตาแบบกวนๆ
"แล้วนี่พี่ไปทำงานบริษัทนอก”
“เดือนหน้าก็รวยเป็เสี่ยละดิ”
“อย่าลืมกลับมาอุดหนุนเสื้อมุ้งคณะนะพี่”
“ปีหน้าพวกผมไม่มีพี่คอยแบกแดนหน้าแล้วเนี่ย”
“ใครจะแบกทีมต่อวะ!"
"ก็น้องมาร์คไง ซ้อมส่งบอลให้มันตรงเพื่อนก่อนเหอะนัดหน้าน่ะ"เจตแซวกลับทันควัน ทำเอาคนทั้งโต๊ะะเิเสียงหัวเราะลั่นร้าน
"เออ...ไอ้นนท์"
เต๋าลดเสียงลงเล็กน้อยมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยแววตาใจหาย "ไปทำงานฝั่งโน้นแล้วติดต่อมาบ้างนะเว้ย”
“พวกกูอยู่ทางนี้คงคิดถึงมึงแย่”
“ไม่มีคนคอยช่วยแก้บั๊กโปรเจกต์เลย"
"เออน่า...พวกมึงก็พูดเหมือนกูจะไปรบ"
นนท์ยิ้มกว้างตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลบเกลื่อนความจริงอันเคร่งเครียดในอก
"ระบบร้านแม่กูเซ็ตไว้หมดแล้วส่วนพวกมึง... ถ้าคิดถึงกูก็มาอุดหนุนข้าวแกงแม่กูบ่อยๆ จ่ายตังค์เต็มจำนวนห้ามแปะโป้ง เข้าใจไหม?"
"โหพี่!เป็วิศวกรอินเตอร์แล้วยังงกอีกเหรอ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า"มาร์คโวยวายเรียกเสียงฮาครืนใหญ่
ท่ามกลางเสียงชนแก้วและคำหยอกล้ออันแสนอบอุ่นนนท์ลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ บันทึกภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของเพื่อนๆและรุ่นน้องทุกคนไว้ในความทรงจำ...
...........................
จบบทที่ 3