เช้าตรู่วันจันทร์ โรงพยาลกรีนไฮ
โรงพยาบาลแห่งนี้ยังคงวุ่นวายเหมือนดังทุกๆ วัน ทั้งเเออัดและเต็มไปด้วยผู้คน จริงๆ ไม่แต่เฉพาะแค่ที่เขตกรีนไฮแต่โรงพยาบาลรัฐทั่วไซแอนก็เป็เช่นเดียวกัน
การรอคิวยาวเหยียดเพื่อรับการตรวจรักษาถือเป็เื่ปกติ จนถึงกับมีหลายต่อหลายคนประชดประชันว่าถ้าได้กลับบ้านแต่หัววันก็ถือว่าโชคดีพอๆ กับถูกรางวัลที่ 1 เลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ป่วยยังต้องประสบพบเจอกับพยาบาลหน้าตาบูดบึ้งบุญไม่รับพูดจาสุนัขไม่รับประทานใส่ ราวกับเอาเื่สามีคบชู้เมื่อคืนมาลงกับพวกเขาในวันนี้
ทว่า สิ่งที่บัดซบที่สุดคือหลังจากรอมาทั้งวันแล้ว แต่พอถึงคิวตนเองกลับได้รับคำตอบเพียงว่า "คุณหมอติดธุระด่วน ค่อยมาใหม่วันที่...."
ชีวิตผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒณาแห่งนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
แต่ในวันนี้สำหรับโรงพยาบาลกรีนไฮนั้นกลับต่างออกไป มันไม่ได้มีแค่แค่ผู้ป่วยที่รู้สึกว่า "ไม่ง่าย" อย่างเดียว
บรรดาพนักงานรวมทั้งหมอก็กำลังเผชิญกับความรู้สึกนี้ด้วยเช่นกัน
“หมายความว่าไง เลื่อนไปก่อน”
“คุณทำยังงี้ไม่ได้”
“แล้วที่บ้านผมจะทำยังไง”
“ฉันจะร้องเรียนกรมแรงงาน"
ฯลฯ
แผนกการเงินเ้ากรรมเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าดังลั่นของบรรดาพนักงานและหมอ
เงินที่ควรได้เมื่อสิ้นเดือนกลับไม่มีวี่แววว่าจะได้แล้วจะไม่ให้เดือดยังไงไหว แน่นอนกลุ่มที่รับอุจจาระในด่านแรกคือพนักงานในแผนกแห่งนี้
แต่ละผู้แต่คนได้แต่นั่งหน้าซีดอยู่หลังกระจก
ไอ้งี่เง่าพวกนั้นมาด่าพวกเขาเพื่ออะไรกัน? อยากจะบอกว่าเงินนั่นพวกเขาก็ไม่ได้เช่นกันนะ
แถมยังมีบางคนทำท่าจะลุกไปร่วมประท้วงอยู่ด้วยซ้ำ แต่พอหัวหน้าแผนกถามกลับว่าแล้วพวกแกจะไปประท้วงใคร แผนกตัวเอง? ก็พลันได้สติขึ้นมา
และแล้วในที่สุดก็มีคนเดือด พนักงานแว่นคนหนึ่งยกจอคอมรุ่นกระจอกตกรุ่นทุ่มลงพื้นพลางตวาดก้อง
“ไอ้พวกโง่ ตูก็ไม่ได้เงินบัดซบนี่เหมือนกัน ทำไมพวกเอ็งไม่ไปด่าที่ตัวต้นเหตุวะ”
นั่นเองทำให้ทุกคนฉุกคิดรวมทั้งคนด่าด้วย
จากนั้น กลุ่มผู้ประท้วง (รวมเ้าหน้าที่ในแผนกการเงิน) จึงตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการอ้วน
-------------------------
ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานสุดหรูชั้นบนสุด ผู้อำนวยการเซทก็กำลังกุมขมับด้วยความกลุ้มใจ
"ฉันจะทำยังไงดี หายไปทั้งหมดเลย….อ๊ากกก!!"
เงินในบัญชี 300 ล้าน จู่ๆ ก็หายไปเพียงชั่วข้ามคืน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือวันนี้ดันเป็วันจ่ายเงินเดือนให้พนักงานเสียด้วย
ตามปกติโรงพยาบาลจะใช้บัญชีแยกจากบัญชีส่วนตัวของผู้อำนวยการอ้วน
แต่เพราะกว่าจะได้ขึ้นมานั่งตำแหน่งนี้นั้นไม่ง่ายเลย เขาต้องติดสินบนแก่ญาติที่เป็รัฐมนตรีสาธารณสุขไปไม่น้อย แทบจะสามในสี่ของทรัพย์สมบัติทั้งหมดเลยทีเดียว
ธรรมดาของการทุจริตประเภทนี้ เมื่อเสียไปเยอะก็ต้องมีการถอนทุนคืน ซึ่งไอ้การถอนทุนที่ว่าก็คงจะเป็อื่นใดไปไม่ได้นอกจากการยักยอกเงินโรงพยาบาล
แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ที่ผ่าท้องห่านทองคำเพื่อเอาไข่ไม่กี่ใบ
ในทุกๆ เดือนผู้อำนวยการอ้วนจึงยังคงปล่อยเงินเข้าระบบของโรงพยาบาลบ้างเพื่อใช้จ่ายในเื่สำคัญๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และเงินเดือนพวกพนักงาน เป็ต้น
ทว่า ตอนนี้จะเอาที่ไหนให้ทางโรงพยาบาลล่ะ?
ไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ได้ว่ามันถูกขโมยไปอย่างแน่นอน แต่...เขามีสิทธิแจ้งตำรวจ?
ทางรอดเดียวคือไปขอร้องให้ญาติคนเดิมที่เป็รัฐมนตรีช่วย ทว่า ยังไม่ทันอธิบายจบ สายก็ถูกบล็อคไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมื่อความหวังเดียวถูกดับ ผู้อำนวยการอ้วนก็รู้ตัวดีว่าถึงคราวซวยแล้ว ขืนโดนจำคุกเมื่อไรรับรองได้ว่าหัวโตแน่นอน
โทษทางกฎหมายนั้นคิดเป็กรรม สมมุติทำผิด 1 ครั้งก็จะนับเป็ 1 กรรม
ถ้าใน 1 กรรมต้องรับโทษจำคุก 1 ปี ถ้าทำผิด 50 ครั้ง ก็นับเป็ 50 กรรม เท่ากับว่าต้องโดนไปอย่างน้อยๆ 50 ปี ถ้าสารภาพก็อาจได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง
แต่ผู้อำนวยการเซทรู้ตัวดีว่าได้ทำผิดมานับร้อยๆ ครั้ง ถึงจะได้ลดโทษยังไงก็ไม่ต่ำกว่า 50 ปี
“จบสิ้นแล้ว” ชายอ้วนพึมพำด้วยสายตาว่างเปล่า พลางคิดว่าคงอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้อีกต่อไป
...................................
ขณะที่ผู้อำนวยการเซทกำลังกรรมเข้านั่นเอง บนโต๊ะอาหารไม้ราคาถูกสองสามีภรรยาฟรีแมนกำลังปรึกษากันเื่หาโรงเรียนประถมให้เฟรีส
"เซร่า โรงเรียนสวนลั่นทมใกล้ๆ นี่ก็ดีนะ"
ในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะเป็่ที่บรรดาโรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนครั้งใหม่พอดี ขืนไม่รีบหาไว้แต่เนิ่นๆ ก็มีหวังเต็มหมด
"แค่ก!"
ทางเฟรีสที่กำลังตักไข่ดาวเข้าปากพอได้ยินว่าต้องเข้าเรียนก็ถึงกับสำลัก
อะไรมันจะแย่ไปกว่าการกลับไปเรียนชั้นประถมใหม่อีก เขาไม่อยากไปเล่นเขี่ยการ์ดดีดลูกแก้วลงหลุมเสือกับไอ้เด็กพวกนั้นหรอกนะ (ทันกันไหม ^_^)
พอกลับเข้าห้อง เด็กชายก็พยายามเค้นสมองหาวิธีแก้สุดฤทธิ์ คิดอยู่นานสองนานในที่สุดก็ค้นพบทางสว่าง
'ถ้าอย่างนั้นก็สร้างโรงเรียนประถมของตัวเองมันซะเลย'
เมื่อทุกอย่างอยู่ในความควบคุม เขาก็จะได้มีเวลาส่วนตัวมากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่จะไม่ทำคือเรียน!
“ดูเหมือนว่า จะยังขาดพวกผึ้งงานสินะ” เฟรีสพึมพำ
ตอนนี้เขาพอมีวัตถุดิบบ้างแล้ว จึงไม่ต้องแอบไปแกะเครื่องไฟฟ้าของโจนาธาน เรียกได้ว่าหายใจหายคอคล่องขึ้นเยอะ
4 ชั่วโมงผ่านไป
"เสร็จสักที คงพอถูไถไปได้ชั่วคราว" พูดจบเฟรีสก็วางแล็ปท็อปที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ลงบนโต๊ะเพียงตัวเดียวในห้อง
ภายนอกของมันดูเหมือนแล็ปท็อปธรรมดาๆ แต่นั่นก็แค่หลอกตา เหมือนในนิยายที่เซียนเฒ่าชอบปลอมตัวเป็ขอทานให้พวกโง่ดูถูกเล่นแล้วค่อยตบเกรียนนั่นแหละ
ประสิทธิภาพของเ้าเครื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นเยอะ อาจเรียกว่าปฏิวัติวงการเลยก็ได้ เพราะกระทั่งระบบปฏิบัติการที่ใช้ก็สร้างขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ทั้งหมด
ที่สำคัญคือมันสามารถจำลองรูปแบบเซลล์สมองอันแสนซับซ้อนของมนุษย์ได้
'เฮ้อ ด้วยข้อจำกัดเื่ทรัพยากร คงจำลองได้แค่ 10%'
เด็กน้อยบ่นกับตัวเองพร้อมกับถอนหายใจยาว เ้าเครื่องตรงหน้านี่ยังเทียบกับแล็บท็อปเครื่องที่กากที่สุดในอดีตของเขาไม่ได้แม้แต่เพียงเสี้ยว
ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็คงต้องขึ้นไปหาวัตถุดิบบนอวกาศโน่น ซึ่งเ้าตัวยังไม่มีปัญญาไป
วื้ด
เฟรีสดึงสายไฟสีดำยาว 2 เมตรครึ่ง ออกมาจากด้านหลังแล็บท็อป
ตรงปลายสายมีจุกยางสีแดงที่ดูราวกับไม้ดูดส้วมเล็กๆ ติดอยู่
จ้วบ
แต่นั่นไม่ได้ใช้ดูดส้วมแต่อย่างใด เพราะเฟรีสใช้มันดูดเข้ากับขมับตัวเองแทน
"ระบบ เริ่มต้นจำลองเซลล์สมอง จำกัดความเข้ากันได้ไว้ที่ 10%"
[รับทราบ เริ่มทำการจำลองเซลล์สมอง จะเสร็จสิ้นในเวลา 1 ชั่วโมง 58 นาที 11 วินาที] เสียงแหลมๆ ไร้อารมณ์ตอบกลับมา
"เสียเวลาชะมัด เสร็จแล้วปลุกฉันด้วยล่ะ" เด็กน้อยสั่งเ้าผึ้งข้างๆ ก่อนผลอยหลับไป
โชคดีที่ไม่ใช่วันหยุด สองสามีภรรยาฟรีแมนได้ออกไปทำงานตั้งนานแล้ว เด็กชายเลยมีอิสระทำตามใจตนเองได้โดยไม่ต้องมีใครคอยรบกวน
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ในที่สุดกระบวนการทั้งหมดก็เสร็จสิ้น
"เ้ารุ่นบี วันนี้ฉันจะเปิดโลกให้พวกแก"
ว่าแล้วจึงเรียกลูกสมุนผึ้งให้เข้ามาใกล้ๆ จากนั้นก็เชื่อมสายไฟของเ้าผึ้งทั้ง 4 ตัวเข้ากับแล็บท็อป (เ้าบี 4 ยังอยู่กับแอนโทนี่)
[กรุณารอสักครู่ กำลังตรวจสอบความเข้ากันได้]
...
...
...
ตรวจสอบเสร็จสิ้น กระบวนการถ่ายโอนจะใช้เวลา 15 นาที]
เนื่องจากเป็แค่ความฉลาด 10% เวลาที่ใช้เลยไม่นานเท่าไรนัก ไม่กี่นาทีต่อมาเ้าผึ้งก็ได้รับการอัปเกรดเรียบร้อย ลวดลายของพวกมันดูมีสีเข้มขึ้นหน่อยหนึ่ง
"พวกแกสร้างพรรคพวกเพิ่มมาด่วนเลย แต่เอาแค่รุ่นธรรมดาก็พอ"
เฟรีสในตอนนี้้าแค่แรงงานเท่านั้น ถ้าเป็รุ่นฉลาดเหมือนพวกมันก็จะเสียเวลามากเกินไป
แม้จะฉลาดแค่ 10% ของเ้านาย แต่ก็พอจะสร้างพรรคพวกเพิ่มได้แล้ว อย่าลืมว่าเป็สมองของอัจฉริยะอันดับหนึ่งของกาแลกซี่เชียวนะ
5 ชั่วโมงผ่านไป จึงมีหุ่นผึ้งเพิ่มเป็ 100 ตัว เฟรีสได้เรียกเ้าบี 4 ที่อยู่กับชายหัวล้านกลับมาปรับปรุงและส่งผึ้งรุ่นดาวน์เกรดไปแทน
กับพวกรุ่นแรกเขามีความรู้สึกผูกพันธ์กับมันอยู่ไม่น้อย ถึงกับตั้งใจว่าจะคอยอัปเกรดพวกมันอยู่เรื่อยๆ เลยทีเดียว
“เอาล่ะ จากนี้ไป บี 2 บี 3 ให้พวกแกคุมฝูงครึ่งหนึ่งไปตามกระทรวงต่างๆ แล้วใส่ข้อมูลพวกนี้เข้าไปซะ ส่วน บี 4 บี 5 พาอีกครึ่งไปที่ประเทศอัลริก้า แอบลอบขึ้นเครื่องบินไปก็ได้ อะไรที่ควรเพิ่มก็เพิ่มที่ควรลบก็ลบ”
[รับทราบครับ/ค่ะ]
ผึ้งทั้ง 103 ตัว รับคำสั่งอย่างแข็งขันและบินออกไปทันที (เฟรีสเหลือ บี 1 ไว้กับตัวและบี 99 ให้แอนโทนี่)
เป้าหมายของเขาคือการสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา แต่นั่นไม่ง่ายเลย เฟรีสจำเป็ต้องนำประวัติปลอมๆ เข้าไปในระบบฐานข้อมูลของทางรัฐบาลไซแอนและต่างประเทศ
ตัวตนใหม่ของเขาเป็ชายหนุ่มวัย 25 ปี ชื่อว่า ฟีเรส เอเทนีก้า สัญชาติและเชื้อชาติไซแอน
ในวัยเด็กฟีเรสติดตามพ่อแม่ชาวไซแอนไปใช้ชีวิตอยู่ในอัลริก้าซึ่งเป็ประเทศห่างไกลและยากจนที่แทบไม่มีใครรู้จัก
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากที่นั่นได้ไม่นาน พ่อแม่ก็ประสบอุบัติเหตุทางเรือและหายสาบสูญไป
ต่อจากนั้นนายฟีเรสคนนี้ก็ได้ย้ายมาอยู่ในไซแอนแทน เนื่องจากทนความลำบากในประเทศจนๆ ไม่ไหว
ประวัติของเขามีกระทั่งสาแหรกตระกูลปลอมๆ ที่สืบย้อนไปได้จนถึง่ที่เพิ่งเริ่มมีการใช้ทะเบียนราษฎรใหม่ๆ ยังไม่นับพวกญาติๆ ที่มโนขึ้นเองอีก แน่นอนพวกนั้นล้วนถูกกำหนดให้ลงหลุมไปหมดแล้ว
ถ้ามีเวลาเขาก็ว่าจะไปสร้างสุสานปลอมๆ ของตระกูลนายฟีเรสคนนี้ขึ้นด้วย เพราะยิ่งละเอียดเท่าไรก็ยิ่งไม่กลัวการขุดคุ้ยประวัติมากเท่านั้น
ส่วนที่ลำบากที่สุดของแผนการก็คือพวกเอกสารนี่แหละ แต่ก็ไม่เกินกำลังมากนัก ด้วยเทคโนโลยีของเขาแล้วการปลอมแปลงกระดาษไม่กี่แผ่นย่อมไม่ยากเย็น
เพียงแต่ต้องใช้เวลาอยู่สักหน่อย เพราะต้องให้พวกผึ้งนำไปแอบเก็บไว้ตามสถานที่ราชการ
ส่วนที่ง่ายที่สุดก็น่าจะเป็การนำเข้าข้อมูลในคอมพิวเตอร์ การแฮกเครื่องคอมรุ่นดึกดำบรรพ์สำหรับพวกผึ้งแล้วลำบากพอๆ กับการเบ่งปัสสาวะเท่านั้น
“ลุง ผมมีเื่ด่วนให้คุณทำ” หลังจากหุ่นผึ้งกลุ่มสุดท้ายบินออกไปเฟรีสก็โทรหาแอนโทนี่
“ครับ?”
“พรุ่งนี้ช่วยไปหาซื้อที่ดินที ขอกว้างๆ หน่อยและเน้นใกล้บ้านผมนะครับ”
“เ้านายจะเริ่มเปิดบริษัทแล้วหรอครับ?” แอนโทนี่พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ในที่สุดก็จะได้เริ่มทำเงินเสียที ถ้าเ้านายตัวน้อยรวย นั่นก็หมายความว่าเขารวยด้วย
"เปล่า เป็โรงเรียนประถมน่ะ"
"...."
โรงเรียนประถมเนี่ยนะ….ยิ่งหวังไว้เท่าไร เวลาผิดหวังก็จะยิ่งเ็ปเท่านั้น ในใจชายหัวล้านราวกับมีหมดหมื่นแสนตัวใต่ไปๆ มาๆ
“เดี๋ยวผมส่งรายละเอียดแผนการไปให้”
“นี่มัน…ตัวปลอม….เอกสารปลอม.…จะไม่เป็ปัญหาใช่ไหมครับ?" ชายหัวโล้นถามด้วยความกังวล นี่เขากำลังเขาร่วมแก๊งมิจฉาชีพหรือเปล่านะ แอนโทนี่อดคิดไม่ได้
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิลุง มันจำเป็ ในอนาคตผมมีเื่ต้องทำอีกหลายอย่าง ถ้าไม่มีตัวตนที่น่าเชื่อถือก็ต้องลำบากแน่ๆ รับรองได้ว่าไม่เกิดปัญหาหรอกน่า” เฟรีสที่เห็นใบหน้าของชายโล้นผ่านโฮโลแกรมก็รู้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่
แม้จะหน้าตาโฉดราวกับตัวโกงในหนัง แต่จิตใจของเขานั้นกลับเป็คนขี้กังวลและใจอ่อนขี้สงสารแบบสุดๆ
“เอาล่ะๆ เลิกคิดมากแล้วมาคุยรายละเอียดกันดีกว่า” เฟรีสรีบเข้าประเด็นก่อนที่แอนโทนี่จะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้
“โรงเรียนนี้จะมีแค่ประถม 1 ถึง 6 ก่อน ส่วนเด็กที่เข้าเรียนเดี๋ยวค่อยคัดเลือกภายหลัง ส่วนเื่หน้าที่…..ผมจะเป็ครูใหญ่เอง ส่วนลุงโทนี่เป็รองไปก่อน สองคนก็พอไม่ต้องจ้างครูกับพนักงานเพิ่มเติม"
“เอ๋….ไม่จ้างครู แล้วใครจะสอนเด็กล่ะครับ? เ้านายเองจะไปสอนก็คงไม่เหมาะ” แอนโทนี่ถามแทรกขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่
"เราจะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาทดแทน เื่นี้คุณไม่ต้องห่วง ถึงเวลาก็จะรู้เองว่าพวกมันฉลาดแค่ไหน อ้อ…นอกจากนั้นเราจะปฏิวัติหลักสูตรใหม่ทั้งหมดด้วยนะ”
ใจจริงเฟรีสอยากจะเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งประเทศ ไม่สิทั้งเอิร์ทเทร่าเลยด้วยซ้ำ เพราะเท่าที่สังเกตมาเขาพบว่ามันล้าหลังเกินไปแล้ว
ทว่า การทำเช่นนั้นไม่ใช่เื่ง่าย อย่าลืมว่าตอนนี้เขาเป็เพียงแค่เด็กตัวจ้อย ไม่มีทั้งอำนาจหรืออิทธิพลอะไร แค่โดนเซซาเรียบังคับไปอาบน้ำยังปฏิเสธไม่ได้เลย
“เื่เงินล่ะครับ? หลังจากซื้อของไปตอนนี้เราเหลือ 299 ล้านกับอีกห้าแสนไซนี่ จะพอไหม?" แอนโทนี่ถามด้วยความเป็กังวล เพราะราคาที่ดินในเมืองหลวงที่พวกเขาอยู่นั้นแพงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
“จำกัดวงเงินไว้ที่ 250 ล้าน ที่สำคัญคือทุกอย่างต้องเสร็จภายใน 3 เดือนครึ่งก่อนที่โรงเรียนพวกนั้นเปิดเทอม หน้าที่ลุงคือหาที่ดินให้เร็วที่สุด ส่วนเื่ก่อสร้างเดี๋ยวผมจัดการเอง"
“เอ้อ เกือบลืมถามเลย ว่าแต่โรงเรียนใหม่นี้มันชื่ออะไรครับ?”
“เอ๋? …ชื่อหรอ อืม…” เเน่นอนว่ายังไม่ได้คิด
ว่าแล้วเด็กชายก็เหลือบมองบี 1 ข้างๆ ก่อนจะตอบไปว่า
“เอาเป็ผึ้งน้อยวิทยาคมก็แล้วกัน”
ในชีวิตเฟรีส ไม่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ สำหรับเขามองว่าประสิทธิภาพ ราคาและคุณภาพต่างหากที่สำคัญที่สุด
มีสองสิ่งนี้ต่อให้ชื่อแปลกยังไงก็ได้รับความนิยมอยู่ดี แล้วจะไปเสียเวลาเื่ชื่อทำไม จริงไหม?
บางทีอัจฉริยะกับพวกบ้าก็ต่างกันไม่มาก!
“….”
“ขอปฏิเสธครับ" เสียงเข้มตอบกลับมาทันควัน
"ไม่อย่างเด็ดขาด” แอนโทนี่ย้ำอีกรอบ
“ดูหน้าผมสิเ้านาย เนี่ย! ดูหน้าผม ผมเหมาะกับชื่อโรงเรียนผึ้งน้อยหรอครับ” ชายหัวล้านหน้าโฉดพูดพลางชี้หน้าตัวเอง ในอนาคตเขาไม่อยากเป็รองครูใหญ่โรงเรียนชื่อบ้าๆ นี่หรอกนะ
ลองนึกสิ เวลาเพื่อนถามว่าทำงานที่ไหน….ผึ้งน้อย…บัดซบนัก
"…."
เฟรีสถึงกับอึ้งนิดๆ ชายตรงหน้าไม่เคยขึ้นเสียงกับเขามาก่อน นี่เป็ครั้งแรก
พอมองเห็นมัดกล้ามแน่นๆ ที่แทบจะทะลุเสื้อออกมา ยังไม่นับหน้าตาเหี้ยมๆ นั่นอีก ดูยังไงถ้าไม่ใช่ฆาตกรหนีคดีก็เป็พวกมาเฟียค้ายาชัดๆ
"ไม่เหมาะจริงด้วย" เฟรีสพึมพำเบาๆ
จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันคิดชื่ออยู่นานสองนาน ทันใดนั้น ชั่วแวบหนึ่งเฟรีสก็นึกไปถึงยุคอนาคตที่ตนเองได้จากมา
“ถ้าชื่อว่า นิวอีร่าล่ะ? นิวอีร่าที่แปลว่ายุคใหม่นะ”
“ตกลงครับ ผมเห็นด้วย เดี๋ยวผมจะรีบกลับไปเอาเงินเดี๋ยวนี้เลย” แอนโทนี่ตอบกลับด้วยความโล่งใจ ในที่สุดก็ได้ชื่อที่สามารถคุยกับคนอื่นได้เต็มปากเต็มคำเสียที
ชั่วโมงต่อมาชายหัวล้านก็ถึงบ้านตัวเอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ก็เหลือบไปเห็นสนามหญ้าเละเทะใต้เท้าก็นึกขึ้นได้ว่าไอ้เงินนั่นเขาเพิ่งจะใส่โอ่งฝังมันเมื่อคืนนี้เอง ขุดกันจนถึงเช้ามืด
“นี่ต้องขุดขึ้นมาอีกแล้วหรอวะเนี่ย” ชายหัวล้านสบถรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะเป็บ้า