หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 ตอน เพลงกู่ฉิน 2

            เสียงกู่ฉินที่ดังและทรงพลังเปรียบเสมือนเงาสะท้อนของดาบที่มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งดุจทวนทองคำและม้าเหล็ก

            ภาพตรงหน้าดูพร่ามัว อวิ๋นจื่อเหมือนจะมองเห็นเสด็จอาซึ่งเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของนางและเป็นผู้ครองสนามรบเมื่อยังเยาว์วัยจิตวิญญาณอันมุ่งมั่นและความดุดันของเขาหลอมรวมกลายเป็นความแข็งแกร่งในแบบที่ไม่มีใครเทียบได้

            นางรู้สึกประหลาดใจมาก

            นอกจากจะประหลาดใจก็ยังสับสนด้วย

            ชายผู้นี้เป็นใครกัน?

            เขามีความสัมพันธ์แบบใดกับเสด็จอา?

            แล้วเขามีความสัมพันธ์แบบใดกับชายที่ปรากฏตัวต่อหน้านางในหอจุ้ยฮวนวันนั้น?

            ความสงสัยเหมือนเถาวัลย์ที่เติบโตและคืบคลานอย่างรวดเร็วในใจนาง

            หลังจากที่ชายในชุดคลุมสีม่วงเล่นจบเขาก็กล่าวว่า “เจ้าได้ยินชัดเจนหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้า

            นี่เป็นบทกวียาวที่เสด็จแม่เคยสอนนางก่อนหน้านั้นนางไม่เคยรู้ว่ามันสามารถทำให้ผู้คนเห็นภาพได้ชัดเจนขนาดนี้

            เป็นไปได้หรือไม่ว่ายังมีความหมายอื่นซ่อนอยู่?

            ชายในชุดคลุมสีม่วงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เจ้าได้ยินแต่ไม่เข้าใจสักนิดน่าเสียดายที่เจ้าไม่มีโอกาสได้ยินเขาเล่นเพลงนี้ด้วยหูของเจ้าเอง ชีวิตของเขาช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”

            อวิ๋นจื่อถามเสียงต่ำ “เสด็จอาเป็นคนอย่างไร?”

            ชายชุดม่วงกล่าวว่า “เขาน่ะหรือ? เขาเป็นคนที่น่านับถือมากแต่ชีวิตอันแสนสั้นของเขาช่างน่าสงสารเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือครอบครัวเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเอื้ออาทรจากใครเลย ไม่สิ ผู้คนมากมายทำให้ชีวิตของเขาต้องยากลำบากแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะตกอยู่ในความยากลำบากเพื่อคนคนเดียว”

            อวิ๋นจื่อถามว่า “คนคนนั้นคือมารดาของข้าหรือ?”

            ชายชุดม่วงพยักหน้าดวงตาของเขาเศร้าสร้อยมาก “เจ้าอาจสงสัยว่าข้าเป็นใครข้าบอกได้แค่ว่าบิดามารดาของเจ้าเป็นลูกศิษย์ที่ข้าภาคภูมิใจที่สุด”

            อวิ๋นจื่อไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากเสด็จแม่มาก่อนแต่ถึงแม้วันนี้นางจะได้ยินเรื่องราวจากปากของชายชุดม่วง นางก็ยังคงมองว่าเสด็จแม่เป็นสตรีในห้องหอที่ไม่เคยก้าวเท้าออกจากประตูจวน

            บางทีการพบกันระหว่างบิดามารดาของนางอาจกลายเป็นตำนาน

            ดวงตาของชายในชุดคลุมสีม่วงทอประกายความเศร้าโศกเขากล่าวว่า “อันที่จริงมารดาของเจ้าปลิดชีพตนเอง”

            อวิ๋นจื่อไม่เชื่อ นางถามว่า“จริงหรือ?”

            ตอนนั้นนางอายุเพียงสิบขวบ

            โดยปกติแล้วเด็กสิบขวบจะอยู่รอดในกำแพงวังอันหนาวเหน็บได้อย่างไร? แต่ขณะที่นางกำลังดิ้นรนอยู่ในวังสิ่งที่ทำให้นางยังคงมีชีวิตรอดคือความรักอันลึกซึ้งที่มารดามีต่อนางและความเกลียดชังอันไม่มีที่สิ้นสุดที่นางมีต่อโจวกุ้ยเฟย

            เมื่อก่อนนางอ่อนแอมากอาจเป็นไปได้ว่าในสายตาของโจวกุ้ยเฟย นางเป็นเหมือนมดปลวกที่สามารถเหยียบย่ำให้จมดินได้ทุกเมื่อ

            เด็กน้อยอายุเพียงสิบขวบต้องคอยปกป้องน้องชายของตนเองนางต่อสู้จนกระทั่งกลายเป็นองค์หญิงเหวินฮวาที่พอจะมีอำนาจต่อรองขึ้นมาบ้าง นางจำเหตุการณ์ทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

            อวิ๋นจื่อจำได้ว่าตอนที่นางยังเด็กนางต้องเผชิญกับความยากลำบากและต้องกล้ำกลืนความโกรธเคืองของตนเองเอาไว้

            ที่พึ่งพิงของนางคือเสด็จแม่กับไทเฮาผู้เป็นย่าที่ไม่ใคร่สนใจในเรื่องของวังหลังนักนอกจากนี้ การเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อย่อมทำให้ชีวิตของนางราบรื่นไม่น้อย

            เมื่อเวลาผ่านไปโจวกุ้ยเฟยก็ไม่ใช่ภัยคุกคามของนางอีกต่อไปแม้โจวกุ้ยเฟยจะเป็นผู้ปกครองวังหลัง แต่นางไม่สามารถใช้อำนาจของตนเองต่อหน้าท้องพระโรงเก้าในสิบของผู้คนในวังหลวงล้วนให้ความสำคัญกับองค์หญิงใหญ่ที่ฮ่องเต้โปรดปรานไม่ใช่โจวกุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์

            อวิ๋นจื่อจำได้ว่าค่ำคืนนั้นเป็นค่ำคืนอันมืดมิดสายฝนกระหน่ำและฟ้าร้องดังลั่น นางร้องไห้จนลืมวันลืมคืน สิ่งที่นางได้ยินตลอดทั้งค่ำคืนอันยาวนานนั้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากเสียงลมที่ดังกึกก้อง

            นางจำได้ว่านั่นเป็นค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิ

            โจวกุ้ยเฟยตรงมาที่ตำหนักเหวินฮวาท่ามกลางสายฝนนางพาผู้ติดตามมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่นางกำลังส่งเสียงสาปแช่งที่หน้าตำหนักเหวินฮวาอวิ๋นจื่อกลับรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอและทำอะไรไม่ถูก

            ไม่นานข่าวนี้ก็ไปถึงหูเสด็จพ่อและในไม่ช้าโจวกุ้ยเฟยก็ถูกลดขั้น

            ในสายตาของเสด็จพ่อ อวิ๋นจื่อคือคนที่เจ็บปวดที่สุดเพราะนางคือบุตรีของเขา เพราะนางคือทายาทของเขา

            นี่อาจเรียกได้ว่าความรักในครอบครัวหรือไม่ก็ความเห็นอกเห็นใจ

            เสด็จพ่อรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของนางหรือไม่?

            เสด็จพ่อไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่นางได้เพราะภาพสุดท้ายของเสด็จพ่อที่นางจำได้คือตอนนอนจมกองเลือดในวันนั้น

            เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอวิ๋นจื่อก็รู้สึกเจ็บปวด

            ก่อนหน้านี้นางคิดว่าโจวกุ้ยเฟยเป็นผู้สังหารเสด็จแม่เพราะก่อนจะสิ้นใจ คำพูดของเสด็จแม่ดูจะพุ่งเป้าไปที่โจวกุ้ยเฟย

            อย่างไรก็ตาม ชายผู้นี้กลับบอกว่าตนเองมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเสด็จอาทันใดนั้นอวิ๋นจื่อก็ตระหนักว่าบางทีที่ผ่านมานางอาจเกลียดผิดคน

            ดูเหมือนเสด็จแม่จะบอกใบ้บางอย่างกับนาง

            ตอนนั้นท่าทีของเสด็จแม่ดูไม่เหมือนผู้ที่คิดจะปลิดชีพตนเอง

            ‘อันที่จริงถ้าดูจากความทุกข์ทรมานในใจของข้าข้าสามารถปลิดชีพตนเองได้ตั้งแต่ตอนที่ข้ากำลังเดินทางมาเมืองหยงโจว แต่เหตุใดข้าถึงไม่ทำเช่นนั้น?เห็นได้ชัดว่าข้าเกลียดตนเองจนสุดหัวใจ แต่ข้าก็เลือกที่จะวิ่งหนีและไม่มีวันปลิดชีพตนเองเป็นอันขาด’

            ‘มีสิ่งใดที่ข้ามองข้ามไปหรือไม่?’

            อวิ๋นจื่อคิดไม่ออกจริงๆ

            นางไม่รู้ว่าเหตุใดเสด็จแม่ถึงปลิดชีพตนเอง

            ทันใดนั้นอวิ๋นจื่อก็รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของเสด็จแม่นางคิดว่า ‘เหตุใดเสด็จแม่ถึงได้ใจร้ายเพียงนี้? ท่านทอดทิ้งข้ากับน้องชายได้อย่างไร? เหตุใดท่านถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น?’

            ในตอนนั้นเสด็จแม่มีพร้อมทั้งอำนาจและตำแหน่งที่มั่นคงรวมถึงยังมีโอรสและพระธิดาที่น่ารัก ต่อให้โจวกุ้ยเฟยเป็นที่โปรดปรานแต่นางก็เป็นเพียงสนมผู้สูงศักดิ์ที่ไม่มีทายาท

            เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

            เสด็จอาสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันและหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปีเสด็จแม่ก็จากไป

            เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับทั้งสองคน?

            ดวงตาที่ทอแววงุนงงของอวิ๋นจื่อสบเข้ากับดวงตาของชายชุดม่วงแต่ชายชุดม่วงก็ไม่ได้อธิบายสิ่งใดอีก เขากล่าวเพียงว่า

            “อย่าโทษมารดาของเจ้าเลยนางต้องทนทุกข์ทรมานมาก การพบเจอกันที่ภูเขาขงถงคงเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายระหว่างข้ากับนางอันที่จริงในหมู่พวกเราไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ เอาล่ะข้าจะเล่นเพลงโปรดของมารดาเจ้าให้ฟัง”

            เสียงกู่ฉินดังขึ้นอีกครั้ง

            “เด็กสาวผู้หนึ่งที่ไว้ผมหน้าม้านั่งพับดอกไม้เล่นหน้าประตู

            ส่วนเด็กหนุ่มขี่ม้าไม้ไผ่วิ่งไปตามรั้วที่กั้นรอบบ่อน้ำพลางโยนลูกบ๊วยสีเขียวใส่เด็กสาว

            ใช้เวลาด้วยกันในฉางกันหลี่[1] เด็กน้อยทั้งสองมีความสุข

            เมื่อสิบสี่ขวบก็กลายเป็นภรรยาของเขา

            ครั้งหนึ่งเขาหันไปที่กำแพงและร้องตะโกนเป็นพันครั้งแต่ข้าก็ไม่หันกลับมามอง

            เมื่ออายุได้สิบห้า ข้าก็ปรารถนาจะอยู่เคียงข้างเขาจนกว่าจะกลายเป็นฝุ่นและขี้เถ้า

            ข้าจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างสามีด้วยความแน่วแน่จนกว่าจะตาย

            เมื่ออายุสิบหก ชายหนุ่มออกเดินทางไกลไปยังเหยียนอวี้ตุยในชิวถัง[2]

            แต่ในเดือนห้าน้ำขึ้นไม่อาจข้ามผ่านได้ เขาได้ยินเสียงฝูงลิงเรียกหากันจากสองฟากฝั่ง

            บริเวณหน้าประตูมีรอยเท้าเขาที่ก้าวออกจากบ้านมันถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีเขียว

            ตะไคร่น้ำหนาเกิดกว่าจะขัดออกเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จำนวนมากก็จะร่วงหล่นทับถมตะไคร่น้ำ

            ในเดือนแปดปีกผีเสื้อเปลี่ยนเป็นสีเหลืองพวกมันโบยบินเหนือต้นหญ้าในสวนทางทิศตะวันตก

            ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของข้าเจ็บปวดและข้าก็รู้สึกเศร้าใจเมื่อความงามของข้าค่อยๆ เลือนหาย

            ข้าหวังว่าเขาจะส่งข่าวมาบ้าง

            เราอาจได้พบกันที่ฉางเฟิงซา[3]

            หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตข้าไม่เคยต้องลม ฝุ่น และเม็ดทราย

            แต่เมื่อแต่งงานกับเขาผู้เป็นพ่อค้าข้ากลับต้องยืนรอคอยเขาทั้งวันบนผืนทรายริมฝั่งแม่น้ำ

            ลมใต้ในเดือนห้าคงใกล้พัดพามาถึงปาหลิง[4]

            ในเดือนแปดลมตะวันตกคงพัดพามาตามแม่น้ำแยงซี

            ได้พบหน้าเพียงชั่วครู่ แต่กลับแยกทางกันเป็นเวลานานนี่ทำให้ข้าโศกเศร้า

            เมื่อใดจะถึงเซียงถาน[5] ยามหลับใหลข้าฝันว่าได้ข้ามฝั่งไปกับท่าน

            ลมกรรโชกแรงต้นไม้หักโค่นข้ามองไปที่แม่น้ำกว้างใหญ่ผ่านม่านหมอก

            เห็นเพียงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตข้าสงสัยว่าสามีของข้าอยู่ที่ใด?

            เขาคงล่องอยู่กลางคงคา

            เมื่อตกค่ำก็ค้างแรม แต่ไม่ยอมล่องมาทางทิศตะวันออกเสียที

            ข้าอยากขี่ก้อนเมฆไปทางทิศตะวันออกของเมืองหลันจู

            เป็ดน้ำยวนยางลอยเหนือสระมรกต

            ข้าสงสารตนเองยิ่งนักเฝ้ารอคอยจนลูกท้อกลายเป็นสีแดง

            ในฐานะภรรยาของพ่อค้า ข้าย่อมกังวลเรื่องน้ำเชี่ยวและทิศทางลม”

            เพลงนี้นับว่าเรียบง่ายมากอีกทั้งท่วงทำนองยังฟังดูใสบริสุทธิ์

            เสด็จแม่ในวัยเยาว์ช่างดูใสซื่อและน่ารัก

             

            ------------------------

            [1] ฉางกันหลี่ตั้งอยู่ในเขตฉินฮ่วยของเมืองหนานจิงเป็นชื่อสถานที่อันโด่งดังในจีนโบราณและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า“ตรอกพระพุทธเจ้า” มีบทกวีและเพลงมากมายที่บรรยายถึงชีวิตความรัก และขนบธรรมเนียมในฉางกันหลี่

            [2] เหยียนอวี้ตุยในชิวถังกลางน้ำมีหินก้อนใหญ่ซึ่งแบ่งผืนน้ำออกเป็นสองฝั่ง ทำให้ลำธารแคบลงและน้ำไหลเชี่ยวนี่ก่อให้เกิดโค้งแม่น้ำที่เชิงเมืองไป่ตี้ซึ่งกลายเป็นที่หลบภัยตามธรรมชาติ สถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความลังเลว่ากันว่าเรือมักไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะแล่นไปตามสายน้ำฝั่งใด

            [3] ฉางเฟิงชา เป็นชื่อสถานที่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีในเมืองอันชิงมณฑลอานฮุยในปัจจุบันอยู่ห่างจากหนานจิงประมาณ 700 ไมล์

            [4] ปาหลิง เป็นชื่อมณฑลหนึ่งในจีนโบราณ

            [5] เซียงถาน เป็นชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ตอนกลางของแม่น้ำแยงซี

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592