ขณะที่พวกมันทั้งคู่กำลังจะเข้าห้ำหั่น ชิงชัยครั้งสุดท้าย พลันได้เสียงะโอย่างแตกตื่นเข้ามาขัดการต่อสู้ของพวกมัน
‘นั้นเสียงท่านพ่อ’ ปี้ฟานหันกลับไปมองยังต้นต่อของเสียง
“นายน้อยเฟย นายน้อยเฟยยยย” ปี้ฟางวิ่งมาด้วยสีหน้าหวาดผวา น้ำเสียงที่มันเรียกซิเฟยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ข้า...ข้าน้อยสมควรตาย ทักษะบ่มเพาะกระดูราชสีห์และโสมอายุวัฒนะที่นายน้อยเฟยได้ฝากไว้กับข้า มัน..มันหาย...หายไปแล้ว”
เสียงฮือฮาของคนที่มาดูการต่อสู้กัน กลับกลายเป็สับสนวุ่นวายในทันที
ซิเฟยลุกขึ้นยืน มันะโออกมาราวกับเสียงของสายฟ้า ผ่าก้องลงมากลางงานประลอง “สารเลว!!เ้าบังอาจทำสมบัติวิเศษของเผ่าซิหาย?!!!”
ฝูงชนทั่วทั้งลานประลองมองไปยังปี้ฟางทันที ปี้ฟางนั้นแม้จะไม่ได้เดินในเส้นทางผู้ฝึกตนเช่นเดียวกับบิดาของมันปี้ชี แต่ปี้ฟางเองก็ได้รับยกย่องว่ามีพรสรววค์ในด้านการค้า
อีกทั้งมันได้เป็ผู้ควบคุมสิ่งของบรรณาการของหมู่บ้านมานับ20ปี ความละเอียดรอบครอบ ระมัดระวังของมันเป็นิสัยที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้กันเป็อย่างดี
‘แล้วเพราะเหตุใดครั้งนี้ปีฟางถึงได้พลาดทำของสำคัญหายไป’
ทุกๆคนในหมู่บ้านส่งสายตาอันเวทนาไปยังปี้ฟาง ไม่ต้องพูดถึงทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์แค่เพียงโสมอายุวัฒนะอย่างเดียว ต่อให้มีสิบปี้ฟางทำงานอย่างหนักอีกสัก100ปีก็ยังไม่มีปัญญาชดใช้ได้
ฝูงชนมองไปที่ปี้ฟางด้วยความเป็ห่วง ทุกสายตานั้นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมันในตัวปี้ฟางเป็อย่างมาก แม้แต่ปี้เหยาเองก็ตาม ถึงเด็กๆจะมีความขัดแย้งกัน แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกมันนั้นหาได้เกี่ยวกันไม่
“ท่านพ่อ” ปี้ฟานะโออกมาด้วยความเป็ห่วงพ่อของมัน
บัดนี้สีหน้าของซิเฟย แปรเปลี่ยนเป็ดำมืดอย่างที่สุด ร่างกายของมันปลดปล่อยพลังปราณที่อยู่ในระดับนักรบขั้นที่2ปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง
ด้วยอายุเพียง21ปีแต่ไปถึงแดนนักรบขั้นที่2 ในละแวก3ูเา1แม่น้ำตัวมันนับว่าเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มในเกราะสีเงินจ้องมองไปที่ปี้ฟางอย่างดุร้ายก่อนจะกล่าวว่า
“มันหายไปได้อย่างไร จงอธิบายแก่ข้ามา?”
“ข้า...ขขขข้าไม่ทราบ....ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ยกโทษให้ข้าด้วย” ปี้ฟางก้มศีรษะกราบแทบพื้นดิน ท่าทางของมันหวาดกลัวต่อพลังที่ซิเฟยปล่อยออกมาอย่างที่สุด
เวลานี้ท่าทางของมันเหมือนดั่งคนที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อร้องขอชีวิตน้อยๆต่อหน้าพญามัจจุราช
“ถ้าแค่เพียงโสมอายุวัฒนะ ข้า้าที่จะมอบมันให้พวกเ้าอยู่แล้ว....แต่คาดไม่ถึงว่าพวกเ้าจะหวังสูงถึงขนาด้าขโมยทักษะบ่มเพาะของเผ่าซิไปเป็ของตนเอง”
ซิเฟยสูดลมหายใจอย่างแรง สีหน้าของมันยิ่งมืดดำลง ท่าทางแสดงออกราวกับว่ามันพร้อมที่จะล้างความบริสุทธิ์ของหมู่บ้านนี้ด้วยเื
มันจะสังหารจนกว่าจะเจอทักษะบ่มเพาะของเผ่ามันและคงมีแต่คนตายเท่านั้นที่ไม่สามารถแพร่งพรายเคล็ดลับทักษะของเผ่ามันออกไปได้
“นายน้อยเฟย ปี้ฟางเองคงไม่คาดคิดว่าหมู่บ้านของเรา จะมีโจรขวัญกล้าที่หวังขโมยทักษะบ่มเพาะของเผ่าซิ….นายน้อยเฟยท่านเป็ผู้ที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าโปรดช่วยพวกเราหาหัวขโมย เพื่อล้างบาปให้แก่ลูกชายข้าด้วย”
ปี้ชีรีบคุกเขาขอร้องขึ้นแทนบุตรของมัน
“ประเสริฐ!! คนในหมู่บ้านต่ำต้อยเช่นนี้ กลับมีคนกล้าขโมยของๆข้า
เดิมทีตัวข้าหวังให้พวกเ้าเชื่อมันในเผ่าซิจึงได้ยอมให้ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านเป็คนเก็บรักษาของวิเศษไว้แต่ไม่คิดว่าพวกเ้าจะทรยศความหวังดีของข้าโดยการขโมยมันไป พวกเ้าช่างขวัญกล้าจริงๆ”
อำนาจของจิตสังหารของนักรบระดับ2 ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มนุษย์ธรรมดาหวาดกลัว
ทุกคนในลานประลอง ได้ยินคำที่ซิเฟยกล่าวอย่างเต็มสองหู ‘พวกเ้า’ มันใช้คำว่าพวกเ้า
นี่แสดงว่าทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ จะได้รับโทษทัณฑ์ไปกับปี้ฟางด้วยกันทั้งหมด พวกมันทุกคนรีบก้มศีรษะลงด้วยความกลัวที่จะสบตากับซิเฟย
ดวงตาอันชั่วร้ายของซิเฟยมองไปยังปี้ฟาง “ข้าจะให้โอกาสรอดแก่เ้า ถ้าสามารถหาทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์มาคืนแก่ข้าได้”
“ได้ๆ ได้...ต้องหามาคืนได้แน่นอนขอรับ” ปี้ฟางรีบกล่าวต่ออย่างรวดเร็วจนลืมที่จะหายใจไปชั่วขณะ “นายน้อยเฟยข้าคิดว่าหัวขโมยจะต้องเป็คนในหมู่บ้านของเราแน่นอน เช่นนั้นทุกคนในหมู่บ้านล้วนเป็ผู้ต้องสงสัยทั้งหมด”
เมื่อได้โอกาสปี้ฟางรีบผลักภาระไปให้กับฝูงชนที่มามองดูการประลองครั้งนี้อย่างรวดเร็ว
ฝูงชนรอบๆลานประลองมองไปที่ปี้ฟางด้วยสายตาที่เป็หนึ่งเดียวกันทั้งหมด เวลานี้พวกมันแปรเปลี่ยนความเห็นใจกลายเป็สาปแช่งด้วยสายตาอย่างอาฆาต
ปี้ฟางมันคิดจะเอาตัวรอดและโยนความผิดมาให้คนในหมู่บ้าน แม้ความคิดของทุกคนจะเป็เช่นนั้น แต่เวลานี้ไม่มีใครกล้าที่จะเปล่งเสียงออกมาทำลายบรรยากาศอันอึมครึม
เวลานี้พวกมันรู้สึกว่าแค่เสียงผายลมก็สามารถทำให้มันตายได้แล้ว
-
“หึ เผ่าซิของเราเป็หนึ่งในสองเผ่าใหญ่ของเมืองฉางผิง กลับถูกคนในหมู่บ้านเล็กๆของพวกเ้าเล่นตลกเอา พวกเ้าจงรู้ไว้ ในสายตาของพวกเราเผ่าซิ
แค่เพียงบุคคลในดินแดนนักรบ10คน ก็สามารถฆ่าล้างหมู่บ้านของพวกเ้าได้ภายในครึ่งวัน
พวกเ้าคิดหรือว่าการอยู่ใต้อาณัติ ของเผ่าเฮยจะปกป้องพวกเ้าได้ เผ่าเฮยนั้นไม่ยอมก่อากับพวกเราเพียงเพราะหมู่บ้านเล็กๆของพวกเ้าแน่นอน”
ซิเฟยมองไปยังฝูงชนที่ก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว พร้อมกล่าวต่อ
“พวกเราเผ่าซินั้นมีความเมตตานำเนื้อสัตว์มาทำการแลกเปลี่ยนกับหมู่บ้านเล็กๆของพวกเ้า และในครั้งนี้พวกเรายังจะมอบทักษะบ่มเพาะและโสมอายุวัฒนะให้แก่ผู้เยาว์ของหมู่บ้านเ้า
นี้แสดงออกถึงความเมตตาและมีน้ำใจอย่างสูงของเผ่าซิเรา แต่คนในหมู่บ้านของพวกเ้ากลับกล้าเล่นตลกต่อหน้าข้า การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเผ่าซิเรา”
“ปี้ชี เ้าจะรับผิดชอบอย่างไร หรือจะให้ข้าสังหารพวกเ้าทีละคน” มันะโถามหาความรับผิดชอบจากหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมทั้งกวาดสายตาไปฝูงชน
ปี้ชีคุกเข่าสองข้างของมันลงกับพื้น มันก้มศีรษะลงแทบเท้าซิเฟย “นายน้อยเฟย โปรดเมตตา นายน้อยโปรดเมตตาหมู่บ้านปี้จุ่ยด้วย”
ตัวมันที่อายุเกือบร้อยปีและยังมีศักดิ์เป็หัวหน้าของหมู่บ้านกลับต้องมาก้มหัวในชายหนุ่มอายุเพียง20ต้นๆ ช่างเป็ภาพที่น่าอดสู่สำหรับคนในหมู่บ้านยิ่งนัก
“นายน้อยท่านโปรดระงับโทสะ เดิมโสมอายุวัฒนะเราก็้าหมอบให้คนในหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว พวกเราเพียงขอให้หัวหน้าหมู่บ้านให้คำตอบเื่ทักษะกระดูกราชสีห์ก็พอแล้ว’ซิตู่ยืนอยู่กลางเวทีแสดงความเห็นต่อนายน้อยของมัน
เสียงของซิตู่นับราวกับสายฝนที่ตกลงมาท่ามกลางพายุไฟที่กำลังรุกไหม้
ซิเฟยกวาดสายตาไปรอบๆอีกครั้ง เสียงของมันโอนอ่อนลงเล็กน้อย
“แล้วไปเถอะ เื่ที่พวกเ้ากระทำเป็การตบหน้าเผ่าซินั้น ข้าจะไม่เอามาใส่ใจ และข้ายังจะให้โอกาสพวกเ้า ในเวลาชั่วกาน้ำเดือด
จงหาผู้ที่ขโมยทักษะบ่มเพาะของเราไปให้ได้ ข้าจะเมตตาต่อชีวิตน้อยๆของพวกเ้าถ้าไม่อย่างนั้นอย่าได้หาว่าข้าไร้ปราณี
ปี้ชีเดิมทีคุกเข่าอยู่กับพื้น พลันกล่าวอย่างเสียงดัง “ผู้ที่ขโมยไป โปรดนำมันกลับมาคืนโดยเร็ว จงกลับตัวกลับใจเสีย ถ้าเ้ายังดื้อดึงต่อไป เ้าจะนำหายนะมาสู่หมู่บ้านปี้จุ่ยของเราทั้งหมด
และถ้าเ้ายังไร้ยางอายทนมองหมู่บ้านของเราเผชิญกับหายนะ ตัวข้านั้นจะเป็คนแรกที่สังหารเ้า”
ปี้ฟางกล่าวเสริมคำพูดของบิดามัน “พวกเ้าทุกคนได้ยินแล้วหรือไม่ ถ้าพวกเราไม่สามารถส่งคืนทักษะบ่มเพาะของเผ่าซิได้
พวกเราจะถูกสังหารทั้งหมู่บ้านเช่นนั้นแล้วต่อให้เ้าจะขโมยมันไปก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกมัน เ้าจะอำมหิตทนมองดูพี่น้องร่วมหมู่บ้านตายได้อย่างนั้นหรือ"
ทุกคนในลานประลองนั้นมองหน้ากันไปมา ราวกับถ้าพวกมันไม่สามารถหาตัวขโมยได้ ความตายจะมาเยือนพวกมันทั้งหมด
แม้นายน้อยเฟย บอกว่าจะมอบโอกาสรอดให้ แต่พวกมันทั้งหมดที่ได้ััจิตสังหารนั้น กลับไม่มีใครเชื่อเลยว่าพวกมันจะได้รับความเมตตา
เวลาผ่านไปชั่วกาน้ำเดือด สายตาโอนอ่อนของซิเฟยแปรเปลี่ยนเป็มืดดำดุร้ายอีกครั้ง “ในเมื่อข้าให้ทางรอดแก่เ้า ‘ทางเป็ไม่เดินเลือกที่จะเดินทางตาย’ จงอย่าได้โทษข้าที่ไร้เมตตา ซิตู่!!!!” มันคำรามเรียกซิตู่เสียงดัง
“ขอรับนายน้อย” ซิตู่ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างปี้ยี่และปี้ฟาน หมุนตัวทะยานไปเบื้องหน้าของซิเฟยทันที
“ซิตู่เ้าจงนำพาคนไปค้นให้ทั่วทุกแห่งในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่บ้านหัวหน้าชี ถ้าเจอทักษะบ่มเพาะของเผ่าซิเราในบ้านใดให้จับผู้เป็เ้าของมาให้ข้า
แต่ถ้าค้นจนทั่วก็ยังไร้วี่แววละก็ให้เริ่มสังหารฆ่าพวกมันจากผู้เยาว์ไปยังคนชรา ข้าไม่เชื่อว่าหัวขโมยจะทนเห็นลูกหลานของพวกมันตกตายทีละคนได้”
สิ้นเสียงคำสั่งของซิเฟย ซิตู่นำทหารในชุดเกราะนับสิบคนออกจากลานประลองไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ซิเฟยะโออกมาเสียงดังกึกก้อง คราวนี้คำพูดของมันแฝงไปด้วยลมปราณของผู้ฝึกตนแดนนักรบขั้นที่2 “จนกว่าซิตู่จะกลับมา ผู้ใดออกจากลานแห่งนี้ ข้าจะสังหารมันทันที”
…
ทุกคนในลานประลองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจออกมา พวกมันได้แต่ยืนนิ่งและภาวนาให้ซิตู่หาทักษะบ่มเพาะและโสมอายุวัฒนะเจอมิเช่นนั้นหายนะได้บังเกิดแก่หมู่บ้านมันอย่างแน่นอน
“คุณชาย นี้เป็ครั้งแรกในรอบหมื่นปีที่าาผู้นี้ได้พบเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์มากมายเช่นนี้”าาภูตมองไปยังลานประลองที่มีผู้คนมากมายด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เ้าอย่ากระดุกระดิกได้หรือไม่”
“คุณชาย ท่านให้าาผู้นี้ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อที่น่าอึดอึดเช่นนี้นับว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง”
“เมื่อข้า เข้าไปในเมืองข้าจะหาแหวนอัญเชิญอสูรให้เ้าอยู่” หนิงเทียนรีบตัดบท มันก็รู้สึกรำคาญอยู่ไม่น้อยที่มีภูตมาอาศัยอยู่ในแขนเสื้อของมัน
“คุณชายมนุษย์ตัวเหม็นที่ยืนะโโวยวายอยู่นั้นเป็ช่างทำตัวยิ่งใหญ่จริงๆ าาผู้นี้ยังไม่กล้าทำตัวโอหังเช่นนั้น”
หนิงเทียนยกคิ้วขึ้น “เ้าไม่กล้าทำตัวโอหัง? ครั้งแรกที่ข้าพบเ้า เ้านั้นยิ่งใหญ่เทียมฟ้าน่าดู”
“ฮ่าๆ คุณชายล้อข้าเล่นแล้ว” าาภูตหัวเราะแห้งๆ สถานะของมันในตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันรีบกล่าวเปลี่ยนเื่ “ท่านจะทำยังไงกับมนุษย์ตัวเหม็นพวกนี้”
“รอดูกันต่อไป ข้าคาดหวังกับละครลิงนี้ไว้มาก ถ้ามันมิได้สร้างความบันเทิงให้แก่ข้า ข้าจะไปสังหารมันทั้งชนเผ่า” น้ำเสียงของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความเ็า
“แต่คุณชายเวลานี้อาการาเ็ของท่านยังไม่หายดี ถ้าฝืนโคจรพลังปราณอาจจะทำให้าแฉีกออกได้” าาภูตกล่าวอย่างสำนึกผิด
“กับมดปลวกพวกนี้ไม่จำเป็ต้องใช้ลมปราณ” มุมปากของหนิงเทียนยกขึ้นอย่างน่ากลัว
… ในขณะเดียวกัน ซิเฟยก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฮ่าๆๆ “พวกเ้าทุกคนจงอวยพรให้ข้าหาทักษะบ่มเพาะเจอเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกเ้าทุกคนจะไม่ได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่ง”
เวลาผ่านไปราวๆหนึ่งชั่วยาม ซิตู่วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกล่าว “นายน้อย หลังจากที่เราได้ค้นไปทั่วทุกบ้านแล้วแต่ไม่พบทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์และส่วนโสมอายุวัฒนะแต่อย่างใด
“หึๆ ดูเหมือนว่ามันไม่ง่ายอย่างที่ข้าคิดไว้” ซิเฟยเปล่งเสียงอย่างเย้ยหยัน ลักษณะท่าทางของมันหยิ่งยโสเป็อย่างมาก เวลานี้มันแตกต่างจากคาบนักบุญผู้สูงศักดิ์ที่ชาวบ้านทุกคนสรรเสริญโดยสิ้นเชิง
เมื่อทุกๆคนได้ยินว่า ‘ค้นจนทั่วแต่ไม่พบ’ พวกมันทุกคนเกิดอาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจใน
ทันใดขาแข้งของพวกมันอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที บางคนถึงกับทรุดลงไปนั่งร่ำไห้อยู่กับพื้น
"ไว้ชีวิตพวกเราด้วยนายน้อยเฟย"
"เมตตาพวกเราด้วย"
"โจรชั่วรีบยอมรับเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะตายไปกันหมด"
เสียงร้องขอความเมตตาปนตัดพ้อดังออกมาจากฝูงชนนับร้อยคน
สีหน้าของปี้เหยาซีดขาว มันกล่าวร้องขอความเมตตาจากนายน้อยแห่งเผ่าซิผู้นี้อย่างเสียงดัง "ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย"
"หุบปาก"ซิเฟยเปล่งเสียงตวาดก้องราวกับอัสนีบาต มันกล่าวด้วยเสียงเย็นเหยียด "ถ้าข้าไม่ได้ทักษะบ่มเพาะคืนพวกเ้าจะต้องตายทั้งหมด ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เคล็ดวิชาบ่มเพาะของเผ่าข้ารั่วไหลออกไปเด็ดขาด"
"ทหารรีบไปสังหารมันเป็คนแรก"มันกล่าวจบพลางชี้ไปยังปี้ฟางที่กำลังมอบคลานอยู่กับพื้น
ทหารในชุดเกราะก้าวเท้าไปหาร่างของปี้ฟางช้าๆ เช้ง!! ขณะเดียวกันมันชักดาบอันคมใหญ่ออกมาจากข้างเอว
สีหน้าของปี้ฟางแสดงถึงความหวาดกลัว“อย่า...อย่าเข้ามา”
มันรีบคุกเข่าคลานไปแทบเท้าของซิเฟยสองมือกอดไปที่ขาของมันแน่น “นายน้อยเฟยได้โปรดละเว้นข้าด้วย”
“ละเว้นเ้า เ้าเป็ตัวการสำคัญที่ทำให้ทักษะวิเศษอย่างกระดูกราชสีห์หายไป การสังหารเ้าเป็คนแรกนับว่าถูกต้องแล้ว”
"ทหารจงบั่นคอมันให้เป็ตัวอย่าง"สิ้นเสียงของซิเฟย ทหารในชุดเกราะเงื้อมมือหมายฟันไปที่คอของปี้ฟาง
"หยุดหยุดก่อน นายน้อย ข้ายอมรับข้ายอมรับเป็ข้าเอง เป็ข้าเอง ข้าจะรีบนำมันมาคืนแก่ท่าน ได้โปรดหยุดมือ"
ได้ยินเช่นนั้นซิเฟยส่งสายตาให้ทหารของมันหยุดการลงดาบลง มุมปากของมันยกยิ้มขึ้น
ฝูงชนทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นบังเกิดความตกตะลึง มันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ขโมยไปจะบุตรชายของผู้นำหมู่บ้านอย่างปี้ฟาง
"ท่านพ่อ!!!"น้ำเสียงของปี้ฟานสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
ซิเฟยเอ่ยออกมา "ในเมื่อเ้ายอมรับ ข้าจะเว้นโทษตายให้แก่คนในหมู่บ้าน จงรีบนำมันออกมาคืนข้าและยอมรับโทษตายแต่โดยดี"
ปี้ฟางกล่าวตอบด้วยความหวาดกลัว "ไม่..ไม่นายน้อยเฟยข้าไม่ได้หมายถึงเป็ข้าที่ขโมยไป แต่เป็ข้าเองที่รู้ว่าผู้ใดขโมยไปแต่ไม่ได้กล่าวมันออกมา"
เมื่อมันกล่าวจบมันหันไปทางปี้เหยาพร้อมชี้นิ้วไปที่นางด้วยความอาฆาต "เป็นางที่ขโมยไป"
ทุกคนในหมู่บ้านพุ่งสายตาไปยังปลายทางที่นิ้วของปี้ฟางชี้ออก มันไปหยุดมองยังปี้เหยาด้วยสายตาเป็หนึ่งเดียวกัน
"ไม่ใช่ข้า ท่านปี้ฟางเหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้"ปี้เหยาส่ายศีรษะไม่ยอมรับทันที
"ข้าขอถามเ้า เมื่อเช้าเ้ามาที่บ้านข้าใช่หรือไม่"
"ใช่ แต่เป็ท่านให้ข้าไปขนตะกร้าผลไม้มาเพื่องานประลองนี้" ปี้เหยายังตอบด้วยอาการงุนงง
"ข้านั้นเห็นท่าทางลับๆล่อๆของเ้า จึงได้ตามสังเกตุเ้าดู แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเ้าได้หยิบฉวยของบางสิ่งออกไปจากบ้านข้า ในคร่าแรกนั้นข้าเพียงนึกคิดว่าเ้านำเนื้อสัตว์กลับไปให้แก่ลูกของจ้า
แต่ไม่นึกเลยจริงๆว่าเ้าจะหวังสูงถูงกับขโมยสิ่งของจากเผ่าซิ เดิมทีข้าไม่้าที่จะปรักปรำเ้า แต่เมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจะเป็ต้องเปิดเผยความจริงออก เพื่อชีวิตของคนในหมู่บ้านทั้งหมด"
"ท่านปี้ฟานอย่าได้ใส่ร้ายข้า" นางยืนกรานปฎิเสธอย่างเสียแข็งดังเช่นทองแท้ไหนเลยจะต้องกลัวเปลวไฟ
ซิเฟยเอ่ยขั้นกลางก่อนที่ทั้งสองจะโต้เถียงกันไป "ปี้ฟาน เ้ามีหลักฐานหรือไม่?"
ได้ยินเช่นนั้นฝูงชนทั้งหลายที่ส่งเสียงฮือฮากลับเงียบลงอย่างพร้อมเพียง พวกมันเพียงรอดูหลักฐานของปี้ฟานอย่างเงียบเชียบ
"ต้องมีแน่นายน้อยเฟย ขอแค่เพียงให้ข้าไปค้นภายในบ้านของนาง ข้ามั่นใจว่าจะต้องเจอทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์อย่างแน่นอน"
"ดี ข้าจะให้โอกาสรอดสุดท้ายแก่เ้า" พร้อมกับหันไปกล่าวกับปี้เหยา "เ้ายินยอมหรือไม่?"
"ตัวข้านั้นบริสุทธิ์ ทำไมจะไม่ยินยอม"ปี้เหยากล่าวอย่างมั่นใจในตนเอง"
"ถ้าเช่นนั้นพวกเราไป " มุมปากของซิเฟยยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะะโไปยังฝูงชนทั้งหลาย
"พวกเ้าจงสำนึกไว้ทุกวินาทีว่า ทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์เป็ทักษะวิเศษ มันมีค่ามากกว่าชีวิตพวกเ้าทั้งหมู่บ้าน"
เมื่อกล่าวจบมันสั่งไปปี้ฟางนำทางไป ในขณะที่ฝูงชนทั้งหลายได้เดินตามมันเป็ขบวน
….
หนิงเทียนที่แฝงตัวอยู่กับฝูงชนมองไปยังการแสดงของซิเฟยและปี้ฟางด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ “ทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์เป็ทักษะวิเศษ? ช่างอวดอ้างเสียเหลือเกิน”
“ทักษะบ่มเพาะกระดูกราชสีห์เป็เพียงบทแรกของทักษะบ่มเพาะอวตารราชสีห์เท่านั้น มันไม่นับเป็ทักษะบ่มเพาะด้วยซ้ำไป” าาภูตกล่าวอย่างไม่แยแสใดๆ
“เ้ารู้จักทักษะนี้?” หนิงเทียนถามออกอย่างสงสัย ตัวมันนั้นเคยอ่านทักษะนี้ผ่านตามาบ้างจากห้องหนังสือของบิดาสี่
มันรู้แค่เพียงว่าเป็ทักษะบ่มเพาะระดับมนุษย์ขั้นต่ำเท่านั้น ไม่ได้รู้ลึกถึงทักษะอวตารราชสีห์ที่าาภูตกล่าวแต่อย่างใด
“าาผู้นี้ติดตามท่านหวงตี้ตลอดทั้งชีวิต ไม่มีทักษะไหนที่าาผู้นี้ไม่รู้จัก”มันกล่าวโอ้อวดในภูมิความรู้ของมัน
"ถ้าเช่นนั้นเ้ารู้ถึงเคล็ดวิชามันหรือไม่"
"แน่นอนคุณชาย าาผู้นี้อาจจะจำไม่ได้ทั้งหมดก็จริงแต่เพียงบทแรกนั้นนับว่าไม่ใช่เื่ยากอันใด"ใบหน้าของาาภูตเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
พร้อมทั้งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส“คุณชาย เ้ามนุษย์หน้าเหม็นคนนี้ช่างโอ้อวดนัก ให้าาผู้นี้สั่งสอนมันได้หรือไม่”
“รอไปก่อน ข้ามีแผนการของข้า” หนิงเทียนยกยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะกล่าวต่อ
“อู๋ชาง ข้ามีเื่ให้เ้าทำ”
“คุณชายมีเื่อะไรให้าาผู้นี้ช่วย...”มันกล่าวถามอย่างไม่เต็มใจนักแต่ด้วยตราประทับทาสบนร่างของมันจึงต้องจำยอมโดยปราศจากเงือนไขใดๆ
“จงนำข้อความนี้ไปมอบให้คนๆหนึ่ง จงรีบไปและอย่าได้เปิดเผยตัวตนของเ้าให้ใครเห็นเด็ดขาด”
“ไม่มีปัญหา” สิ้นเสียงของมันร่างของาาภูตหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%