เฉินอู่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องไม้เล็กราวกับที่นี่เป็เรือนของตนเอง พื้นกระดานเก่าลั่นเอี๊ยดใต้ฝ่าเท้าหนา ลูกสมุนสามคนกระจายตัวยืนคุมประตูและหน้าต่าง ปิดทางหนีอย่างเชี่ยวชาญเหมือนทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แสงม่านสองสีจากนอกหน้าต่างสาดเข้ามาเป็แถบทองสลับคราม ทาบลงบนใบหน้าของศิษย์พี่จอมกร่างจนดูทั้งเย้ยหยันและคุกคามในคราวเดียว “ค่าต้อนรับของลานนี้ไม่แพงหรอก” เขาพูดพลางเดินวนรอบเตียงไม้ “ตราหยก ย่าม กระบี่ อะไรก็ได้ที่พอมีค่า เด็กไร้สำนักอย่างเ้าจ่ายเสียแต่โดยดี ข้าจะได้ดูแลให้เ้าอยู่รอดในสถาบันนี้”
หลิงเฟิงนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียง มือซ้ายยังกุมเหรียญทองแดงเก่าของป๋ายเหอ มือขวาแอบเลื่อนตราหยกสีเทาหม่นเข้าไปในอุ้งมือจนมิด เขาเงยหน้าขึ้นมองเฉินอู่อย่างสงบ ในดวงตาไม่มีความกลัวอย่างที่อีกฝ่ายคาดหวัง มีเพียงความนิ่งของคนที่เคยผ่านค่ำคืนเลวร้ายกว่านี้มาแล้วในเมืองชายม่าน “ข้าไม่มีอะไรให้” เขาตอบเรียบๆ “ย่ามมีแต่เสื้อผ้าเก่า กระบี่เป็ไม้ไร้คม ส่วนตรา—ข้าเพิ่งได้มาวันนี้ เป็ของสถาบัน ไม่ใช่ของข้าที่จะยกให้ใคร”
เสียงหัวเราะของเฉินอู่ดังก้องห้องเล็ก “ได้ยินไหมพวกเ้า มันสอนข้าเื่กฎสถาบัน” ลูกสมุนหัวเราะตาม เขาก้มลงจนใบหน้าใหญ่อยู่ห่างจากหลิงเฟิงเพียงคืบ กลิ่นเหล้าจางๆ ลอยมา “ฟังนะไอ้หนู ในสถาบันนี้กฎที่แท้จริงมีอยู่ข้อเดียว—ผู้แกร่งกินผู้อ่อนแอ ตราเทาคือฝุ่นใต้รองเท้า เ้าจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีคนเหยียบหัวเ้าไว้แล้วยอมแลกด้วยการรับใช้ ข้าให้โอกาสเ้าเลือกข้างที่ถูก” มือหนาคว้าย่ามเก่าขึ้นจากพื้น สะบัดให้ของข้างในร่วงกระจาย เสื้อผ้าเก่า ห่อเกลือ และผ้าผืนเล็กสีจางตกลงบนกระดาน
เมื่อผ้าผืนนั้นร่วงลง หัวใจหลิงเฟิงสะดุดวูบหนึ่ง มันคือผ้าห่อตัวสองสีผืนเก่าที่ป้าซูเก็บไว้ั้แ่วันที่พบเขาเป็ทารกใต้ม่าน์ ผ้าซีดจนสีแทบมองไม่ออกแล้ว แต่สำหรับเขามันคือสิ่งเดียวที่เหลือจากจุดเริ่มต้นของชีวิต เฉินอู่เห็นแววตาที่เปลี่ยนไปก็ยิ้มกว้างขึ้น เขาเหยียบเท้าหนาลงบนผ้าผืนนั้น บดขยี้กับฝุ่นบนพื้นอย่างจงใจ “อ้อ ผ้าขี้ริ้วนี่มีค่ากับเ้าสินะ น่าสนใจ” เสียงเขายืดยาวอย่างสะใจ “งั้นข้าเก็บไว้เป็ค่าต้อนรับก็แล้วกัน เผื่อวันหลังเ้าอยากได้คืน จะได้รู้จักก้มหัวให้เป็”
บางอย่างในอกหลิงเฟิงที่ขมวดแน่นมาทั้งวันค่อยๆ คลายปมออก ไม่ใช่ด้วยความโกรธที่ลุกพรึบ แต่ด้วยความเย็นเยือกที่ตกตะกอน เขานึกถึงคำของป๋ายเหอ—‘เ้าคือน้ำเต็มแก้วที่แสร้งทำเป็แก้วเปล่า อย่าให้ใครเห็นว่ามีน้ำ’ และอีกคำ—‘สีที่สามนั้น ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด แม้ต้องแลกด้วยชีวิต’ ทั้งสองคำยังก้องอยู่ แต่คืนนี้มีคำที่สามดังกว่า เป็คำที่เขาให้ไว้กับป้าซูในวันอำลา ว่าจะกลับไปอย่างคนที่ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตนเอง ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครเหยียบจนจมดิน
“วางผ้าผืนนั้นลง” เสียงหลิงเฟิงต่ำและนิ่ง เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มดูเล็กกว่าเฉินอู่เกือบหนึ่ง่ตัว แต่ในห้องไม้แคบนั้น อากาศกลับหนักขึ้นอย่างประหลาด “ข้าขอแค่ครั้งเดียว วางลง แล้วออกไป ข้าจะถือว่าคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เฉินอู่ชะงักไปครู่หนึ่งกับน้ำเสียงนั้น ก่อนความกร่างจะกลับมาเต็มหน้า เขาฉีกยิ้มแล้วหัวเราะเสียงดัง “เด็กไร้สำนักขู่ข้า? นี่มันตลกที่สุดที่ข้าได้ยินมาทั้งเดือน” เขาหันไปทางลูกสมุน “เอาตัวมันไปลานใต้หอคอย ค่ำคืนแรกของศิษย์ใหม่ต้องมีพิธีต้อนรับให้สมเกียรติ ข้าจะสอนให้มันรู้ว่าฝุ่นควรอยู่ตรงไหน—และให้ทั้งลานได้ดูเป็ตัวอย่าง”
ลานประลองใต้หอคอยกลางสถาบันเป็วงกว้างปูด้วยศิลาเทา ขอบลานสลักลายม่านคลื่นทั้งแบบบูรพาและประจิมเย็บต่อกันอย่างไม่กลมกลืนนัก เหนือขึ้นไปคือหอคอยวัดพลังสูงเสียดฟ้า ยอดเรืองแสงสองสีจางๆ ราวกับดวงตาที่ไม่เคยหลับ แม้ดึกแล้วแต่ข่าวเื่ ‘เฉินอู่จะเก็บค่าต้อนรับเด็กที่ทำเสาวัดพลังสะอึก’ ก็แพร่ไปทั่ว ศิษย์หลายสิบทยอยออกมาจากลานพัก ยืนล้อมขอบวงเป็ชั้นๆ บ้างถือโคมไฟ บ้างกระซิบหัวเราะ สำหรับพวกเขานี่เป็เพียงมหรสพยามค่ำที่ดูซ้ำซากแต่ก็ยังสนุกทุกครั้ง
หลิงเฟิงถูกผลักเข้ากลางลาน เขายืนกุมกระบี่ไม้ไร้คม สายตากวาดไปรอบวงอย่างสงบ ในใจไม่ได้นับศัตรู แต่นับทางหนีและประเมินว่ามีใครบ้างที่อันตรายกว่าคนตรงหน้า สูงขึ้นไปบนระเบียงชั้นสองของอาคารริมลาน เงาร่างหนึ่งในชุดศิษย์บูรพายืนพิงราวนิ่ง—คนเดียวกับที่เขาเห็นบนระเบียงเมื่อตอนกลางวัน คนที่จ้องมองเขาั้แ่เสาวัดพลังสะอึกราวกับมองทะลุถึงความลับ ส่วนอีกมุมหนึ่งของวง เงาสูงห่มคลุมสีเข้มยืนแยกจากฝูงชน ผมสีจางสะท้อนแสงม่าน—อาเดรียล แวร์นาธ เ้าชายเวทที่เขาไม่คิดว่าจะมาเฝ้าดูเื่ไร้สาระเช่นนี้
“กติกาง่ายๆ” เฉินอู่ถอดเสื้อคลุมโยนให้ลูกสมุน เผยกล้ามเนื้อแน่นและรอยสักลายมานาสีครามที่พันรอบแขนทั้งสองข้าง “เ้าทานหมัดข้าได้สามทีโดยไม่ล้ม ข้าคืนผ้าขี้ริ้วให้ ถ้าล้มก่อน—เ้าคุกเข่าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ทุกเช้าไปตลอดปี” รอยสักครามเรืองวาบขึ้น มานาขั้นต้นไหลเวียนหนุนกำลังจนพื้นศิลาใต้เท้าเขาร้าวเป็รอย ฝูงชนส่งเสียงฮือ นี่คือศิษย์ตราครามตัวจริง พลังห่างชั้นจากเด็กตราเทาราวฟ้ากับเหว
หมัดแรกมาเร็วและหนักเกินกว่าที่ร่างเด็กตราเทาควรรับไหว หลิงเฟิงยกกระบี่ไม้ขึ้นรับเฉียงๆ ให้แรงปะทะไหลเฉือนออกข้างตามวิชาที่ป๋ายเหอสอน แต่มานาในหมัดนั้นหนักหน่วงจนมือเขาชาไปทั้งแขน ร่างกระเด็นถอยไปสามก้าว รองเท้าครูดศิลาเป็รอยยาว เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบวง “หนึ่ง!” เฉินอู่ขานพร้อมพุ่งเข้าซ้ำ หมัดที่สองเล็งมาที่ลำตัว หลิงเฟิงบิดตัวหลบแล้วใช้ปลายกระบี่ไม้แตะข้อมือเบี่ยงวิถี แต่ก็ยังโดนไหล่จนเซ ริมฝีปากแตกเป็เื “สอง!”
ฝูงชนเริ่มเบื่อ บ้างะโให้เฉินอู่จบๆ เสียที หลิงเฟิงยืนหอบ เืที่มุมปากร้อนผ่าว เขารู้ดีว่าด้วยพลังสายเดียวที่กดไว้ในระดับศิษย์ตราเทา เขาไม่มีทางทานหมัดที่สามได้ ภายในกาย สองสายธารทองครามไหวระริกอยู่ใต้ิั กระหายจะพุ่งออกมาช่วยนายของมัน เขาหลับตาลงเสี้ยววินาที ชั่งน้ำหนักครั้งสุดท้าย หากเปิดสองสายออกมา ความลับที่ป๋ายเหอสั่งให้ปิดจะแตก ทั้งสถาบันจะรู้ว่าเด็กไร้สำนักคนนี้ใช้ได้ทั้งชี่และมานา—สิ่งที่ตำนานว่าเป็ไปไม่ได้ แต่หากไม่เปิด เขาจะเสียทั้งศักดิ์ศรีและผ้าผืนสุดท้ายจากบ้าน
‘สองสายเต้นรำเคียงกัน...ไม่ใช่บังคับให้รวม’ เขาทบทวนวิชาในใจเหมือนสวดมนต์ เปิดได้ แต่ห้ามให้แตะกัน ห้ามให้สีที่สามปรากฏ นี่คือเส้นบางๆ ที่เขาต้องเดินให้พ้น หลิงเฟิงลืมตาขึ้น แววตาเปลี่ยนไป เขายืดตัวตรง กระชับด้ามกระบี่ไม้ แล้วปล่อยให้สายธารแรกไหลออกมา—ชี่สีทองอุ่นวิ่งไปตามแขนขวา ห่อหุ้มกระบี่ไม้ไร้คมจนเรืองรองราวทองคำเหลว ฝูงชนเงียบลงวูบหนึ่งด้วยความฉงน เด็กตราเทาที่ไหนปลุกชี่ได้ถึงขั้นนี้
แต่ก่อนเสียงฮือจะดังเต็มที่ หลิงเฟิงก็ปล่อยสายธารที่สอง—มานาสีครามเย็นวาบขึ้นห่อหุ้มแขนซ้าย เป็วงเวทขั้นต้นที่หมุนวนนิ่งสนิทเคียงข้างชี่สีทองโดยไม่แตะต้องกัน ทองกับคราม ชี่กับมานา สองสิ่งที่โลกทั้งใบเชื่อว่าอยู่ในกายเดียวไม่ได้ บัดนี้หมุนเคียงกันอยู่ในร่างเด็กตราเทาเบื้องหน้าทุกคน ลานใต้หอคอยเงียบกริบราวสุสาน โคมไฟในมือใครบางคนร่วงลงพื้นดังแกร๊ก เสียงกระซิบไม่กี่คำลอยขึ้น “สองสาย...” “มันใช้ได้ทั้งสองพิภพ...” “เป็ไปไม่ได้...นั่นมัน...”
บนระเบียงชั้นสอง เงาศิษย์บูรพายืดตัวขึ้นจากราวที่พิง สายตาคมกริบจับจ้องไม่วางตา ส่วนอาเดรียลที่ยืนนิ่งมาตลอดก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น มือที่ซ่อนใต้เสื้อคลุมกำแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาจำแานั้นได้ เป็มานาแบบเดียวกับที่เห็นที่ด่านสามม่าน—แต่คราวนี้หลิงเฟิงเปิดมันออกอย่างเปิดเผยต่อหน้าคนนับร้อย คนโง่ เ้าชายเวทคิดในใจ แต่ปลายความคิดนั้นกลับมีบางอย่างที่ไม่ใช่การดูแคลนเจือปนอยู่
เฉินอู่เป็คนแรกที่หลุดจากภวังค์ ความตื่นตะลึงบนหน้าเขาแปรเป็ความโกรธที่ถูกหยามต่อหน้าฝูงชน “เล่นกลอะไรของเ้า!” เขาคำรามแล้วอัดมานาเต็มกำลังลงในหมัดที่สาม รอยสักครามทั้งแขนเรืองจ้าจนแสบตา หมัดนั้นพุ่งมาพร้อมเสียงลมแหวกอากาศ หนักพอจะทุบศิลาให้แตกเป็ผุยผง—หมัดที่ตั้งใจจะจบเกมและกลบความอับอายในคราวเดียว
หลิงเฟิงไม่ถอยอีกต่อไป เขาก้าวเข้าหา ไม่ใช่ถอยหนี เท้าซ้ายที่หุ้มมานาครามปักลงพื้นมั่นคงดูดซับแรงะเื ขณะแขนขวาที่หุ้มชี่ทองสะบัดกระบี่ไม้ขึ้นรับหมัดของเฉินอู่อย่างพอดิบพอดี ชี่สีทองปะทะมานาในหมัด เกิดเสียงดังกัมปนาทราวฟ้าผ่ากลางลาน คลื่นพลังกระจายออกเป็วงผลักฝูงชนแถวหน้าให้เซถอย ฝุ่นศิลาฟุ้งกระจาย และเมื่อฝุ่นจาง ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง—กระบี่ไม้ไร้คมหุ้มชี่ทองค้ำหมัดมหึมาของเฉินอู่ไว้นิ่งสนิท ขณะมานาครามที่เท้าหลิงเฟิงคืบคลานขึ้นพันข้อมือของศิษย์พี่จอมกร่างไว้อย่างแเี
“วิชามานาของท่านแข็งแกร่งจริง” หลิงเฟิงพูดเบาๆ เสียงนิ่งจนน่าขนลุก “แต่ท่านทุ่มทุกอย่างไปกับหมัดเดียว ไม่เหลือเส้นพลังไว้ป้องกันเลย” พูดจบเขาบิดข้อมือ ชี่สีทองดีดหมัดของเฉินอู่เบนออกข้าง พร้อมกันนั้นมานาครามที่พันข้อมือก็กระตุกฉุดให้ร่างใหญ่เสียหลักโถมไปข้างหน้า หลิงเฟิงหมุนตัวพลิ้วผ่านใต้วงแขน ใช้ด้ามกระบี่ไม้กระแทกเข้าที่หลังเข่าของเฉินอู่อย่างแม่นยำ ร่างล่ำสันทรุดลงคุกเข่ากลางลานต่อหน้าศิษย์ทั้งหมดที่เขาเคยข่มเหง
แต่ในวินาทีที่พลิกเกมนั้นเอง หลิงเฟิงรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริง ไม่ใช่จากเฉินอู่ แต่จากภายในกายของเขาเอง สองสายธารทองครามที่เขาเร่งจนเต็มที่เริ่มถูกดึงเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดลึกลับบางอย่าง ปลายชี่ทองกับปลายมานาครามเอนเข้าใกล้กันทุกที และตรงรอยต่อนั้น แสงสีจางๆ ที่ไม่ใช่ทองและไม่ใช่ครามเริ่มเรืองวาบขึ้น—สีที่สาม สีของแสงดาวที่ป๋ายเหอสั่งห้ามเด็ดขาด หัวใจหลิงเฟิงหล่นวูบ ไม่ได้ ที่นี่ ตอนนี้ ต่อหน้าคนทั้งสถาบัน เด็ดขาดไม่ได้
เขากัดปลายลิ้นจนเืสาด ใช้ความเ็ปดึงสติ แล้วบังคับสองสายธารให้กระชากแยกออกจากกันด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เป็การฝืนกฎธรรมชาติของพลังในกายตนเอง แสงดาวที่เพิ่งจะก่อตัวถูกบดกลับลงไปก่อนใครจะทันสังเกต แต่ราคาของมันคือพลังตีกลับกระแทกเส้นพลังภายในจนเืกำเดาไหลริน หลิงเฟิงรีบเงยหน้าทำทีปาดเหงื่อ ซับเืที่จมูกไปกับแขนเสื้อในจังหวะเดียวกับที่ก้มลงเก็บผ้าห่อตัวสองสีขึ้นจากพื้น ปกปิดความผิดปกติไว้มิดชิด ในมือซ้ายที่กุมเหรียญทองแดงอยู่นั้น เขาััได้ถึงลมหายใจเย็นแ่ที่สั่นไหวในเนื้อโลหะ ราวกับมันตื่นขึ้นชั่วครู่แล้วหลับลงอีกครั้ง
เฉินอู่คุกเข่าอยู่กลางลาน ตัวสั่นด้วยความอับอายและความกลัวที่ไม่อาจปิดบัง เขาเงยหน้ามองเด็กที่เพิ่งเอาชนะตนต่อหน้าทุกคน ปากขมุบขมิบไม่เป็คำ หลิงเฟิงเดินไปหยุดตรงหน้า ก้มลงเก็บตราหยกครามที่หล่นจากอกเฉินอู่ขึ้นมา แล้วยื่นคืนให้ “ข้าไม่้าตราของท่าน ไม่้าให้ท่านคุกเข่า” เขาพูดเสียงเรียบ “ข้า้าแค่ผ้าผืนนี้คืน กับขอให้คืนนี้เป็ครั้งสุดท้ายที่ท่านเหยียบของของใครลงกับพื้น” คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก แต่ในความเงียบของลานใต้หอคอย ทุกคนได้ยินชัดเจน และมันแทงลึกกว่าหมัดใดๆ ที่เฉินอู่เคยได้รับ
ฝูงชนยังยืนตะลึงงัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียง บรรยากาศที่เคยเป็มหรสพเยาะเย้ยกลับกลายเป็ความครั่นคร้ามปนพิศวง เด็กตราเทาไร้สำนักที่พวกเขาหัวเราะใส่เมื่อครู่ บัดนี้ยืนอยู่กลางลานราวกับคนละคน หลิงเฟิงหันหลังเดินจากไปอย่างสงบ ปล่อยให้เสียงกระซิบค่อยๆ ก่อตัวขึ้นข้างหลัง เป็เสียงที่ในอีกไม่กี่วันจะกลายเป็ข่าวลือแพร่ไปทั่วทั้งสถาบัน—เื่ของ ‘เด็กสองสาย’ ผู้ใช้ได้ทั้งชี่และมานา
เขาเดินกลับมายังลานพักด้วยขาที่เริ่มสั่นจากพลังตีกลับ พอพ้นสายตาฝูงชนก็พิงกำแพงไม้หอบหายใจ มือกดที่หน้าอกซึ่งเส้นพลังยังเจ็บระบม คืนนี้เขาเดินบนเส้นบางๆ และเกือบพลาด หากแสงดาวปรากฏให้คนเห็นแม้เพียงวาบเดียว ทุกอย่างที่ป๋ายเหอพยายามปกป้องคงพังทลาย เขาหลับตา นึกถึงคำเตือนของตาเฒ่าอีกครั้ง คราวนี้เข้าใจมันลึกซึ้งกว่าเดิม พลังที่เปล่งประกายเกินผู้อื่นไม่ได้นำมาแต่ความภาคภูมิ มันนำเป้าสังหารมาด้วย
“นายเดินสองสายได้สวยทีเดียว แต่ตอนท้ายเกือบเอาตัวไม่รอด” เสียงนุ่มแต่หนักแน่นดังขึ้นจากเงามืดข้างกำแพง หลิงเฟิงสะดุ้ง หันขวับพร้อมยกการ์ดขึ้นทันที ชายหนุ่มในชุดศิษย์บูรพาก้าวออกมาในแสงม่าน รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มสุขุม ดวงตาลึกราวกับมองทะลุสิ่งที่คนซ่อนไว้ บนอกเขาห้อยตราหยกสีทอง—วรรณะสูงสุดของสถาบัน คือคนเดียวกับเงาบนระเบียงที่จ้องเขามาทั้งวัน
“ข้าเห็นนายั้แ่ที่เสาวัดพลังตอนกลางวันแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางพิงกำแพงในระยะที่ไม่คุกคาม “ตอนนายแสร้งกดพลังเหลือเส้นเดียวให้ได้ตราเทา ศิษย์ทั้งลานเห็นเด็กไร้พลัง แต่ข้าเห็นคนที่จงใจซ่อนน้ำเต็มแก้วไว้หลังแก้วเปล่า” เขายิ้มบางๆ “คืนนี้ข้าถึงได้มาดู ว่าน้ำในแก้วนั้นจะรินออกมาเมื่อถูกบีบจริงๆ หรือไม่ ปรากฏว่ารินออกมามากกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”
หลิงเฟิงเกร็งขึ้น คนตรงหน้ามองทะลุการพรางตัวของเขาได้ั้แ่แรก นี่อันตรายยิ่งกว่าเฉินอู่ทั้งร้อยคน “ท่านจะทำอะไร” เขาถามตรงๆ มือยังไม่วางการ์ด ชายหนุ่มหัวเราะเบาในลำคอ ยกมือทั้งสองขึ้นแสดงว่าไร้เจตนาร้าย “ผ่อนคลายได้ ถ้าข้าจะแฉนาย ป่านนี้ทั้งสถาบันคงรู้หมดแล้ว” เขาทอดสายตาขึ้นมองม่าน์สองสีเหนือหัว “ข้าชื่อเซินหรู ศิษย์สำนักบูรพา อยู่สถาบันนี้มาสามปี เห็นเด็กอวดเก่งมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเห็นใครที่แกร่งแล้วยังเลือกจะอ่อนน้อม ชนะแล้วยังยื่นมือช่วยศัตรูลุกขึ้น” เขาหันกลับมาสบตาหลิงเฟิง “คนแบบนายในที่แบบนี้ จะอยู่ลำบาก—ถ้าไม่มีใครคอยระวังหลังให้”
คำพูดสุดท้ายทำให้บางอย่างในใจหลิงเฟิงผ่อนลง เขาวางการ์ดลงช้าๆ ั้แ่ออกจากเมืองชายม่าน นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนในโลกใหญ่ใบนี้ยื่นความหวังดีให้โดยไม่้าสิ่งใดตอบแทน “ทำไมท่านถึงช่วยข้า” เขาถามเสียงเบา เซินหรูยักไหล่ “เพราะข้าเคยเป็เด็กไร้สำนักในลานล่างสุดมาก่อน และเพราะ...” เขาเว้นจังหวะ มองหลิงเฟิงด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกชั่วขณะ “นายทำให้ข้านึกถึงคำพยากรณ์เก่าที่อาจารย์ของข้าเคยเล่า เื่คนที่จะเดินสองสายในวันที่ม่าน์ใกล้แตกสลาย ข้าไม่เคยเชื่อมันมาก่อน จนคืนนี้”
หลิงเฟิงรู้สึกขนลุกวาบขึ้นต้นแขน คำพยากรณ์? เขาอยากถามต่อ แต่เซินหรูโบกมือตัดบท “เื่นั้นไว้ค่อยคุยกันวันหลัง คืนนี้นายาเ็ภายใน รีบกลับไปพักก่อน” เขาควักห่อยาเล็กจากในเสื้อโยนให้ “ยาสมานเส้นพลัง กินซะ พรุ่งนี้นายจะรู้สึกดีขึ้น” พูดจบก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งคำสุดท้ายไว้ลอยในอากาศ “อ้อ—เื่ที่นายฝืนกระชากพลังกลับตอนท้ายนั่น ข้าเห็นนะ ครั้งหน้าระวังให้ดี ของบางอย่างยิ่งกดยิ่งดังเหมือนกัน” แล้วร่างของเขาก็กลืนหายเข้าไปในเงามืด ปล่อยให้หลิงเฟิงยืนกุมห่อยาด้วยใจที่ทั้งอุ่นและหวั่น เซินหรูเห็นมากกว่าที่ควรเห็น แต่ก็เลือกที่จะปกป้องเขา
กลับถึงห้องเล็กปลายแถว หลิงเฟิงเก็บผ้าห่อตัวสองสีพับเรียบร้อยวางไว้ใต้หมอน กลืนยาของเซินหรูแล้วนั่งสมาธิประคองเส้นพลังที่ฟกช้ำ กว่าจะคลายความเจ็บก็ดึกมากแล้ว เขาเอนหลังลงบนเตียงไม้แข็ง มองแสงม่านสองสีไหวระยับนอกหน้าต่าง คืนแรกในสถาบันที่ตั้งใจจะเก็บตัวเงียบ กลับลงเอยด้วยการเปิดเผยความลับครึ่งหนึ่งต่อหน้าคนทั้งสถาบัน เขาถอนหายใจ พรุ่งนี้ชีวิตคงไม่เหมือนเดิมอีก แต่อย่างน้อย ในโลกใหญ่ที่หนาวเหน็บใบนี้ เขาได้เพื่อนแท้คนแรกแล้ว
สิ่งที่หลิงเฟิงไม่รู้ คือบนยอดหอคอยวัดพลังที่สูงที่สุดในสถาบัน หลังบานหน้าต่างเรืองแสงสองสี มีร่างหนึ่งยืนเฝ้ามองลานใต้หอคอยมาั้แ่ต้นจนจบ เป็อาจารย์าุโผู้ดูแลการรับศิษย์ใหม่ มือเหี่ยวย่นของท่านลูบเคราขาวช้าๆ ดวงตาเก่าแก่จับจ้องจุดที่เด็กตราเทาเพิ่งยืนอยู่ “สองสายในกายเดียว...” ท่านพึมพำกับตัวเอง เสียงแ่ราวลมพัดผ่านซากปรักหักพัง “หลังจากร้อยปี...ในที่สุดก็มีอีกคนปรากฏ” ท่านหันไปทางโต๊ะหิน หยิบพู่กันขึ้นเขียนสารสั้นๆ ลงบนแผ่นผ้าไหม ม้วนเก็บอย่างระมัดระวัง แล้วเรียกนกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่ริมหน้าต่าง—ขนของมันมิใช่สีดำสนิทอย่างกาทั่วไป แต่เป็สีเทาหม่นเหมือนเถ้าถ่าน
นกกาเถ้ากระพือปีกหายลับไปในความมืดเหนือม่าน์ มุ่งหน้าไปทางทิศที่ฟ้าแดงคล้ำราวเืจางอยู่สุดขอบโลก ใต้แสงม่านสองสีที่ไม่เคยมืดสนิท สถาบันร่วมสองพิภพหลับใหลโดยไม่รู้เลยว่า ข่าวการตื่นของ ‘เด็กสองสาย’ ได้ถูกส่งข้ามม่านไปถึงผู้ที่รอคอยมานานแสนนานเรียบร้อยแล้ว และในเงามืดนั้น มีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่ไม่มีใครเห็น พร้อมเสียงกระซิบที่ลมพัดพาไป—“เมล็ดที่ข้าหว่านไว้...กำลังแตกหน่อแล้ว”