หลินเฟิงที่กลับมาถึงห้อง เพิ่งจะปิดประตูลง จากนั้นก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดหีบสมบัติเงินใบนี้
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์หลินเฟิง ได้รับหนังสือทักษะ ทักษะความเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้]
[ทักษะความเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ : หลังจากเรียนรู้แล้ว จะสามารถเข้าใจเทคนิคการต่อสู้ขั้นสูงต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ข้อจำกัดเงื่อนไขการเรียนรู้ : ผู้วิวัฒนาการระดับต้น]
เปิดได้หนังสือทักษะมาอีกเล่มแล้ว แถมหนังสือทักษะเล่มนี้ยังมีข้อจำกัดเงื่อนไขการเรียนรู้ติดมาด้วย!
ถามว่าเขาจะเรียนหรือไม่เรียน?
ก็แน่นอนว่าต้องเรียนสิ! หลินเฟิงในตอนนี้มีแต่พละกำลัง แต่ไม่มีทักษะการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย หนังสือทักษะเล่มนี้สามารถทำให้เขากลายเป็ยอดฝีมือได้พอดี ดังนั้น เขาจึงไม่ได้คิดอะไรให้มากความและใช้งานหนังสือทักษะเล่มนี้ตรงนั้นเลย
วูบ!
ข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในสมองของหลินเฟิง แม้จะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่หลินเฟิงก็ยังทนความรู้สึกที่ถูกบังคับ 'ยัดเยียด' แบบนี้ไม่ค่อยไหวอยู่ดี!
เวลาเพียงไม่กี่วินาที หลินเฟิงกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปหลายศตวรรษ มันช่างเป็ความทรมานที่เ็ป และเป็การบำเพ็ญเพียรที่แสนน่าเบื่อหน่ายจริง ๆ ! แน่นอนว่า เมื่อความขมขื่นผ่านพ้นไปความหวานชื่นก็ย่อมตามมา หลังจากหลินเฟิงย่อยสลายข้อมูลในสมองจนหมด บุคลิกของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
จะพูดยังไงดีล่ะ? ดูเหมือนเขาจะลึกลับซับซ้อนยากจะหยั่งถึงขึ้นมานิดหน่อย!
จู่ ๆ หลินเฟิงก็ลืมตาขึ้นมา ประกายแสงเย็นเยียบสองสายแผ่พุ่งออกมาจากดวงตาของเขา แววตาแบบนี้ กลับดูคล้ายคลึงกับฉู่อิ๋งอิ๋งอยู่หลายส่วน!
"หึหึ ที่แท้ลูกเตะนั้น ก็ใช้ลูกเตะสปาร์ตันนี่เอง!" หลินเฟิงพึมพำกับตัวเอง "ดูเหมือนว่า ฉู่อิ๋งอิ๋งก็เป็ยอดฝีมือด้านการต่อสู้ที่เก่งกาจคนหนึ่งเหมือนกัน..."
หลินเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย จากนั้นก็ก้าวเดินด้วยจังหวะฝีเท้าแปลก ๆ ตรงไปยังจางเสี่ยวมานที่นอนอยู่บนเตียง...
กว่าจะปลุกจางเสี่ยวมานให้ลุกขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย ทั้งสองคนนั่งอยู่บนโซฟาและดื่มด่ำกับอาหารกลางวันมื้อใหญ่รสเลิศ
หลินเฟิงจุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน จากนั้นก็พูดกับจางเสี่ยวมานว่า "เธอลาออกจากงานที่ร้านนาฬิกาเถอะ แบบนี้จะได้มีเวลาไปดูแลแม่ของเธอไง"
จางเสี่ยวมานดึงกระดาษทิชชู่มาเช็ดปาก จากนั้นก็พูดด้วยความเขินอายว่า "หลินเฟิง ความจริงแล้วฉันไม่ใช่พนักงานประจำของร้านนาฬิกานั่นหรอกค่ะ"
หลินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปที่จางเสี่ยวมานด้วยแววตาสงสัย อีกฝ่ายก็รีบพูดต่อว่า "ฉันแค่ใช้เวลาว่าง่ปิดเทอมฤดูร้อน ไปทำงานเป็พนักงานพาร์ทไทม์ที่นั่นเท่านั้นเองค่ะ"
"เธอ... ยังเรียนอยู่เหรอ?" หลินเฟิงถามด้วยความประหลาดใจ
"อืม" จางเสี่ยวมานลูบเส้นผมที่ปรกแก้ม จากนั้นก็กะพริบตาพูดกับหลินเฟิงว่า "ตอนนี้ฉันกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไห่ฉิน คณะบริหารธุรกิจ เพิ่งจะเรียนจบปีสอง เทอมหน้าก็จะขึ้นปีสามแล้วค่ะ"
"ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว?" หลินเฟิงถามด้วยความอยากรู้
จางเสี่ยวมานหน้าแดงแล้วพูดว่า "เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปี บรรลุนิติภาวะแล้วค่ะ!"
หลินเฟิง "..."
หลังจากมื้อกลางวัน ทั้งสองคนก็จัดห้องให้เรียบร้อยเล็กน้อย จากนั้นก็ออกจากโรงแรมแชงกรีลาไปด้วยกัน
จางเสี่ยวมานอยากไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยที่โรงพยาบาล ส่วนหลินเฟิงก็ต้องไปที่ร้านเครื่องประดับหลิวซื่อสักหน่อย ดังนั้น หลินเฟิงจึงไปส่งจางเสี่ยวมานที่หน้าโรงพยาบาลประชาชนที่หนึ่ง จากนั้นก็รีบบึ่งไปยังใจกลางเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน
เวลา 14.00 น.
หลินเฟิงนั่งอยู่ในห้องวีไอพีระดับสูงของร้านเครื่องประดับหลิวซื่อ ส่วนหลิวเยว่หรูที่สีหน้าดูซีดเซียวเล็กน้อยก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา
พนักงานหญิงที่รู้ความคนหนึ่งยกน้ำชาเข้ามาสองถ้วย จากนั้นก็เดินออกไปโดยปิดประตูให้เสร็จสรรพ ดังนั้น ภายในห้องจึงเงียบสงบลงในทันที
"พูดมาเถอะ เธอเรียกฉันมามีเื่อะไรเหรอ?" หลินเฟิงถามเข้าประเด็นทันที
เปลือกตาของหลิวเยว่หรูกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็พูดด้วยความรู้สึกผิดว่า "หลินเฟิง ขอโทษนะ ฉันอาจจะทำคุณเดือดร้อนไปด้วยแล้ว"
"อะไรนะ?" หลินเฟิงพูดด้วยความประหลาดใจกะทันหัน
"คุณคิดว่าเหตุไฟไหม้เมื่อคืนก่อนเป็แค่อุบัติเหตุทั่วไปใช่ไหม?" หลิวเยว่หรูปรับสีหน้าให้จริงจังแล้วถาม
"หรือว่าไม่ใช่อุบัติเหตุล่ะ?" หลินเฟิงลูบจมูกตัวเองแล้วตอบ
หลิวเยว่หรูยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาอย่างสง่างาม จากนั้นก็จิบน้ำชาเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า "ถ้าประตูห้องไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้ คุณคิดว่าฉันจะหลบอยู่ข้างในโง่ ๆ แล้วรอให้ถูกไฟคลอกตายทั้งเป็หรือไง?"
"ความหมายของเธอคือ..." สีหน้าของหลินเฟิงเปลี่ยนเป็แปลกประหลาดขึ้นมากะทันหัน
"หึหึ เื่แบบนี้น่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเจอหรอกนะ" หลิวเยว่หรูยิ้มอย่างขมขื่นออกมา
"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" สีหน้าของหลินเฟิงเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
หลิวเยว่หรูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ถามว่า "หลินเฟิง คุณรู้ไหมว่าฉันมีทรัพย์สินมากแค่ไหน?"
"ไม่รู้สิ" หลินเฟิงตอบตามความจริง
"ทั่วทั้งเมืองไห่ฉินนอกจากร้านเครื่องประดับหลิวซื่อแห่งนี้แล้ว ก็ยังมีสาขาอื่นที่มีขนาดเท่ากันอีกสี่แห่ง และร้านเครื่องประดับแต่ละแห่งก็มีมูลค่ามากกว่าสามร้อยล้าน รวมกับทรัพย์สินอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ตอนนี้ฉันมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าสองพันล้านแล้ว..."
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก นึกไม่ถึงเลยว่าหลิวเยว่หรูจะรวยขนาดนี้! บ้าเอ๊ย! ด้ายแดงหนอด้ายแดง ทำไมแกถึงไม่ให้โอกาสฉันได้เกาะเศรษฐีนีบ้างวะเนี่ย? ฉันจะลดเวลาดิ้นรนไปได้ตั้งหลายสิบปีเลยนะ!
"แล้วยังไงต่อล่ะ?" หลินเฟิงถามไล่เลี่ยด้วยความอยากรู้
"ฉันไม่รู้ว่าไปล่วงเกินคู่แข่งทางธุรกิจคนไหนเข้าหรือเปล่า ่นี้ถึงได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายรูปแบบอยู่บ่อย ๆ " หลิวเยว่หรูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อย่างเช่น?"
"อย่างเช่นตอนเดินอยู่บนถนน จู่ ๆ ก็มีกระถางต้นไม้ตกลงมาจากชั้นบน เกือบจะหล่นใส่หัวฉันเข้า หรืออย่างตอนขับรถ จู่ ๆ ก็มีรถบรรทุกพุ่งเข้ามาชน ถ้าไม่ใช่เพราะฉันโชคดี ก็คงจะตายในอุบัติเหตุรถชนครั้งนั้นไปแล้ว..."
เมื่อฟังเื่ราวที่หลิวเยว่หรูเล่า หลินเฟิงก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน เห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจล็อคประตูห้องเอาไว้จากด้านนอก!
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินเฟิงถีบประตูจนพัง หลิวเยว่หรูก็คงจะถูกไฟคลอกตายอยู่ข้างในนั้นไปแล้ว! ใครกัน? ใครที่โเี้อำมหิตได้ขนาดนี้? ฆ่าคนโดยไม่ทิ้งหลักฐาน แถมยังจงใจสร้างเื่ให้เป็อุบัติเหตุอีก? ฆาตกรที่อยู่เื้ัเื่นี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ !
"ถ้าฉันตายไป เค้กก้อนโตของวงการเครื่องประดับในเมืองไห่ฉิน ก็จะขาดคู่แข่งที่แข็งแกร่งไปหนึ่งคน และทรัพย์สินที่ไม่มีคนสืบทอดในชื่อของฉัน ก็เกรงว่าจะถูกพวกเขากลืนกินจนหมดเกลี้ยงเลยล่ะมั้ง?"
คำพูดของหลิวเยว่หรู ทำให้เปลือกตาของหลินเฟิงกระตุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ทรัพย์สินที่ไม่มีคนสืบทอดของเธอเหรอ? หมายความว่ายังไง? แล้วญาติพี่น้องของเธอล่ะ? หรือว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์รับมรดกงั้นเหรอ?
"เธอไม่มีญาติพี่น้องเหรอ?" หลินเฟิงถามด้วยความอยากรู้
ก้นบึ้งดวงตาของหลิวเยว่หรูมีแววเ็ปพาดผ่านเล็กน้อย จากนั้นก็พูดว่า "เมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อแม่ของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตตอนที่ออกไปเที่ยวกันน่ะ"
"เอ่อ... " หลินเฟิงลูบจมูกด้วยความกระดากอาย จากนั้นก็พูดอย่างรู้สึกผิดว่า "ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงเื่เศร้าของเธอ..."
"ไม่เป็ไรหรอก ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น" หลิวเยว่หรูกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง
"งั้น ตอนนี้เธอไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นแล้วเหรอ?" หลินเฟิงยังคงอดใจไม่ไหวที่จะถามออกมา
"ใช่" หลิวเยว่หรูพยักหน้าเบา ๆ
หลินเฟิงนิ่งเงียบไป นึกไม่ถึงเลยว่าหลิวเยว่หรูที่มีรูปลักษณ์ภายนอกสวยงามและมีทรัพย์สมบัติมหาศาล กลับมีภูมิหลังที่น่าสงสารขนาดนี้!
การใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง โดยไม่มีทั้งพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง ต่อให้มีเงินทองกองเท่าูเา ก็คงจะไม่มีความสุขหรอกใช่ไหม? ในวินาทีนี้ หลินเฟิงกลับเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหลิวเยว่หรูขึ้นมาเล็กน้อย...
ครู่ใหญ่ต่อมา หลิวเยว่หรูก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจ้องมองหลินเฟิงแล้วพูดว่า "เมื่อคืนนี้ คุณไม่ควรประกาศต่อหน้าผู้คนว่าฉันเป็ภรรยาของคุณเลย"
"เอ่อ... ตอนนั้นฉันก็แค่อยากจะกวนประสาทจ้าวเทียนอวี่ ก็เลยพูดอะไรออกไปแบบไม่ทันคิด เธออย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ?" หลินเฟิงรู้สึกกระดากอายสุด ๆ
"หึหึ ฉันน่ะไม่เป็ไรหรอก แต่เกรงว่าจะมีบางคนเอาเื่นี้ไปคิดเป็จริงเป็จังน่ะสิ!" หลิวเยว่หรูยิ้มบาง ๆ ออกมาก่อน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็ตึงเครียด
"ความหมายของเธอคือ..." หลินเฟิงจู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง!
หลิวเยว่หรูมองหลินเฟิงด้วยสายตารู้สึกผิด จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วว่า "เดิมทีนี่เป็แค่เื่ส่วนตัวของฉัน แต่ว่าตอนนี้ ฉันกังวลว่าเื่นี้จะลากคุณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า?"
หลินเฟิงนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ถ้าหากฆาตกรแค่้าฮุบสมบัติของหลิวเยว่หรู งั้นหลังจากที่รู้ว่าหลิวเยว่หรูมี 'สามี' โผล่มากะทันหัน จะจับสามีคนนี้เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อลอบสังหารด้วยหรือไม่ล่ะ?
"เธอแน่ใจนะว่ามีคนอยากจะฆ่าเธอ?" หลินเฟิงจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของหลิวเยว่หรูแล้วถามขึ้น
หลิวเยว่หรูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างมั่นใจที่สุดแล้วพูดว่า "ฉันแน่ใจ!"
"เธอแน่ใจได้ยังไง?" หลินเฟิงถามต่อ
"สัญชาตญาณผู้หญิง!" หลิวเยว่หรูตอบกลับโดยไม่ต้องคิด
หลินเฟิง "..."