ตอนที่ 4 “โลกคู่ขนาน”
เฮือก!
ผมสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลงในความมืด แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอกเหมือนกลองรบจากฝันเมื่อคืน กลิ่นไม้เก่าของห้องนอน...เสียงแอร์ที่ดังหึ่งๆ...
ทุกอย่างยืนยันว่าผมกลับมาสู่โลกปัจจุบันแล้ว แต่เสียงเรียกนั้น...ยังคงก้องอยู่ในหู
สัญชาตญาณแรกของผมคือการหันขวับไปมองที่โต๊ะข้างเตียง...และหัวใจก็แทบหยุดเต้น
ขุนหยกยังคงนอนนิ่งอยู่บนผ้าเช็ดหน้าในตำแหน่งเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่สีแดงเืนกของมันดู สด ขึ้นจนน่าใจหาย
แต่ที่ทำให้ผมขนลุกซู่คือ...จู่ๆ ก็มี ไอสีขาวจางๆ ที่บางเบาดุจเส้นไหม ลอยฟู่ขึ้นมาจากผิวหยก
มันเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้ อากาศในห้องก็ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น แต่มันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา...วูบเดียวเท่านั้น แล้วทุกอย่างก็นิ่งสนิท
ผมขยี้ตา แต่ก็ไม่เห็นอะไรอีก เหลือทิ้งไว้เพียงความจริงที่น่าอึดอัดว่าวัตถุชิ้นนี้...กำลังแผ่พลังงานบางอย่างออกมา
สมองของผมยังไม่ทันได้ประมวลผลความน่ากลัวที่เห็นตรงหน้า สายตาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟสีขาวนวลจากหน้าจอมือถือที่สว่างวาบขึ้นข้างๆ กัน
บนหน้าจอไม่ได้มีข้อความอะไร...เป็เพียงการแจ้งเตือนบางอย่างที่ปลุกให้มันสว่างขึ้นมาในความมืด
ผมกำลังจะเอื้อมมือไปกดปิดมัน...แต่แล้วมันก็สั่นสะท้านและส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมาทันที
รรรรรริ้งงงงงง!
ชื่อของ 'พี่สุกิจ' ที่ปรากฏบนหน้าจอ ทำให้ผมสะดุ้งอีกครั้งหนึ่งอย่างแรง ก่อนจะกดรับสายอย่างลนลาน
“ครับพี่” ผมพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
“เพ้ง!” เสียงของสุกิจดังลอดมาตามสาย เคร่งเครียดและไม่มีแม้แต่คำทักทาย “Excom บอร์ดบ่ายนี้เลื่อนมาเป็สิบเอ็ดโมงนะ ผู้บริหารติดภารกิจด่วน อ้อ...แล้วสไลด์ชุดนั้น วันนี้ขออัปเดตพร้อมเพิ่มส่วนนโยบายรัฐด้วยนะ ขอไฟล์เสร็จก่อนสิบโมงครึ่ง”
ปลายสายตัดไปแล้ว ทิ้งให้ผมยืนถือโทรศัพท์ค้างนิ่งอยู่ในความเงียบงันของห้องนอน
สิบโมงครึ่ง...สิบเอ็ดโมง...
ตัวเลขเ่าั้ลอยวนอยู่ในหัวผม คำพูดของสุกิจเหมือนเข็มนาฬิกาที่จู่ๆ ก็ถูกกระชากให้เดินไปข้างหน้าเร็วขึ้นหลายเท่าตัว
จนผมรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตายทั้งๆ ที่ยืนอยู่บนพื้นห้องนอนตัวเอง
เพราะคลื่นั์ของความจริงที่เรียกว่า 'เดดไลน์' นั้นมันทรงพลังกว่าเื่ลี้ลับใดๆ ที่ผมเพิ่งเผชิญมา
และมันได้ซัดกระหน่ำจนกิจวัตรยามเช้าที่เคยละเมียดละไมพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
ผมไม่เสียเวลาคิด ผมรวบชายผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่รองตัวหยกอยู่ขึ้นมาห่อมันอย่างลวกๆ ไม่กล้าแม้แต่จะมองมันตรงๆ ด้วยซ้ำ
ก่อนจะยัดมันลงไปในช่องซิปด้านในสุดของกระเป๋าสะพาย
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของผมหดแคบลงเหลือแค่คำว่า 'สิบโมงครึ่ง'
ผมสาดน้ำใส่หน้าจากก๊อกโดยตรง คว้าเสื้อเชิ้ตมาสวมอย่างลวกๆ วิ่งลงบันไดสวนกับกลิ่นน้ำเต้าหู้ของอาม่าโดยไม่หยุด
ทำเพียงแค่ะโบอกท่านจากหน้าประตูบ้านว่าต้องรีบไปประชุมด่วน แล้วพุ่งตัวออกจากบ้านไปให้ถึงออฟฟิศให้เร็วที่สุด
สมองของผมกลายเป็สนามรบ...ซีกหนึ่งยังคงเห็นภาพไอสีขาวจางๆ เหนือขุนหยก...ส่วนอีกซีกหนึ่งกำลังคลั่งหมุนอยู่กับคำว่า "สิบโมงครึ่ง"
ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามาถึงหน้าลิฟต์ของตึกออฟฟิศตอนไหน รู้แต่เพียงว่าวินาทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก แสงไฟนีออนเย็นเยียบและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของออฟฟิศก็ดูดกลืนผมเข้าไป...
สู่สมรภูมิที่แท้จริงของวันนี้
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างเร่งรีบตอนเจ็ดโมงครึ่งพอดี ในออฟฟิศที่ยังคงเงียบสงัดและมืดสลัว
มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงนิ้วของผมที่เริ่มรัวอยู่บนคีย์บอร์ดเท่านั้น
ตัวเลขดิจิทัลบนมุมจอคอมพิวเตอร์คือศัตรูตัวฉกาจที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่ปรานี
ผมลากย้ายบล็อกข้อมูล, แทรกตัวเลขสถิติจากไฟล์ใหม่, และปรับแก้กราฟที่แสดงมูลค่าหลักล้านที่เรียงรายอยู่ในสไลด์สามสิบกว่าหน้าด้วยความเร็วที่ไม่เคยทำมาก่อน
สมองของผมทำงานแข่งกับเวลาจนร้อนผ่าว ลืมเื่ไอความร้อน ลืมเื่ขุนหยกไปชั่วขณะ...
ตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญคือ "สิบโมงครึ่ง"
เก้าโมงสี่สิบห้า...โทรศัพท์ตั้งโต๊ะก็ส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมา ผมกดรับสายโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากหน้าจอ
"ถึงไหนแล้วเพ้ง ข้อมูลรัฐบาลต้องแน่นๆ นะ เอาแบบที่บอร์ดถามแล้วตอบได้หมด" เสียงของสุกิจดังลอดมา เป็การย้ำเตือนที่เหมือนแส้ฟาดลงกลางหลัง
"กำลังเร่งอยู่ครับพี่" ผมตอบสั้นๆ แล้ววางสายไปทันที
สิบโมงสิบนาที...แก้มเดินหน้าซีดมาหยุดอยู่ที่โต๊ะผม
"พี่เพ้ง...พี่สุกิจให้มาตามค่ะ เขาอยากได้ไฟล์มารีวิวก่อนสิบโมงยี่สิบ"
เส้นตายถูกขยับเข้ามาอีก!
ผมไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่พยักหน้ารับโดยไม่เงยหน้ามองเธอ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นที่ขมับ
สิบโมงยี่สิบห้า...โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมปล่อยให้มันกรีดร้องต่อไปโดยไม่รับสาย
ทุกวินาทีมีค่าเกินกว่าจะมาเสียเวลาไปกับการรายงานความคืบหน้าแล้ว
ในที่สุด...หลังจากการตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขครั้งสุดท้าย ผมก็กดแนบไฟล์ลงในอีเมล ส่งให้พี่สุกิจ
นิ้วโป้งที่สั่นเทาเล็กน้อยกดปุ่ม 'Enter'
ผมเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าจอ...
10:35 น.
...ช้าไปห้านาที
วินาทีที่ไฟล์ถูกส่งออกไป แรงกดดันมหาศาลที่บีบอัดอยู่พลันสลายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและอาการสั่นเทาที่ปลายนิ้ว
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้จนสุด รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ
ผมเหลือบมองตัวเองที่สะท้อนจางๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับไป
ผมยับเยิน...และเหนียวตัวไปหมด
ผมเหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีก่อนการประชุมจะเริ่ม จึงตัดสินใจลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัว
ในห้องน้ำที่เงียบสงัด ผมเปิดน้ำก๊อกแล้ววักขึ้นล้างหน้าอย่างแรง
ความเย็นของน้ำช่วยเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาได้บ้าง
ผมเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจก...สภาพของชายวัยสี่สิบเจ็ดที่เหมือนเพิ่งผ่านามา ดวงตาแดงก่ำจากการนอนไม่พอและจ้องจอต่อเนื่อง ขอบปากแห้งผาก
และในตอนนั้นเอง...เสียงท้องของผมก็ร้องประท้วงขึ้นมาดังลั่นในความเงียบ
ผมเพิ่งนึกได้...ั้แ่เช้า ผมยังไม่มีแม้แต่น้ำเปล่าสักหยดตกถึงท้องเลย
ผมหัวเราะแห้งๆ ให้กับภาพสะท้อนในกระจก ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ จัดเสื้อเชิ้ตที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ แล้วเดินออกจากห้องน้ำไป...
ผมตรงไปยังตู้กดน้ำที่มุมห้องครัว กดน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้ท้องหายว่าง แต่น้ำเย็นๆ ที่ไหลผ่านลำคอก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง
ถึงเวลาเข้าสู่สนามรบของจริงแล้ว
สิบเอ็ดโมงตรง...
ผมก้าวเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ที่สว่างจ้าและเย็นเฉียบราวกับห้องผ่าตัด นั่งลงที่มุมห้องเช่นเคย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับผิดคาดไปอย่างสิ้นเชิง
การประชุมผ่านไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นจนน่าประหลาด
ผู้บริหารระดับสูงดูจะพอใจกับข้อมูลชุดใหม่ที่ผมยัดเข้าไปในนาทีสุดท้าย พวกเขาพยักหน้ารับฟัง, ถามคำถามเชิงกลยุทธ์สองสามข้อ ซึ่งสุกิจก็ตอบได้อย่างฉะฉานโดยมีสไลด์ของผมเป็แบ็กอัพชั้นดี
ไม่มีการซักไซ้ไล่บี้ในรายละเอียด ไม่มีการสั่งแก้หน้างาน ทุกอย่างจบลงด้วยคำว่า "ดีมาก" และรอยยิ้มจางๆ ของประธาน
ผมเดินออกจากห้องประชุมอย่างมึนงง สวนทางกับความรู้สึกตอนเตรียมงานโดยสิ้นเชิง
"เพ้ง! ยอดเยี่ยมมาก" สุกิจเดินมาตบไหล่ผมดังป้าบๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ฉันบอกแล้วว่านายทำได้ ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปวันนี้คือคีย์สำคัญเลย"
"ขอบคุณครับพี่" ผมตอบรับ พยายามยิ้มออกมา
"วันนี้ทำได้ดีมากเพ้ง เหนื่อยมาทั้งเช้าแล้ว ไปพักก่อนเถอะ บ่ายสองค่อยกลับเข้ามาก็ได้ ถือว่าเป็รางวัล"
เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน มันเป็รอยยิ้มของผู้ชนะที่เพิ่งนำทัพรบชนะศึกมาหมาดๆ
ก่อนจะตบไหล่ผมอีกทีเป็เชิงให้กำลังใจแล้วเดินแยกตัวไปอีกทาง ทิ้งให้ผมยืนอยู่กับความโล่งใจที่ถาโถมเข้ามา และความเงียบงันของชัยชนะที่ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง
"พี่เพ้ง เก่งสุดๆ ไปเลยค่ะ" แก้มเดินเข้ามายิ้มให้ "หนูนั่งลุ้นจนมือเย็นไปหมด"
"พี่ก็เหมือนกัน" ผมหัวเราะ "ไปหาอะไรกินกันหน่อยมั้ย พี่หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย"
มื้อกลางวันที่ร้านอาหารตามสั่งใต้ตึกออฟฟิศกลายเป็มื้อที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือนของผม
ผมสั่งข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวพิเศษ พร้อมด้วยเกาเหลาอีกชาม
แก้มมองผมกินด้วยสายตาทึ่งๆ ขณะที่ตัวเองค่อยๆ เขี่ยเส้นในชามก๋วยเตี๋ยว
"พี่เพ้ง...เหมือนคนอดอยากมาเป็อาทิตย์เลยนะคะ"
"ก็เมื่อเช้าเหมือนออกรบจริงๆ นี่นา" ผมตอบไปยิ้มไป รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังได้เติมพลังงานที่ขาดหายไปกลับคืนมา
ก่อนนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงเล็กน้อย ผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ตั้งใจว่าจะเริ่มจัดการอีเมลที่ค้างอยู่
ผมเปิดโปรแกรมขึ้นมาทยอยอ่านและเคลียร์อีเมลสำคัญไปได้สองสามฉบับ
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อพักสายตาเพียงครู่เดียว... หลังจากเื่วุ่นวายั้แ่เช้ามืด และความตึงเครียดที่เพิ่งผ่านพ้นไป...
และนั่นคือความผิดพลาด
ความอิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงมื้อใหญ่ ประกอบกับอากาศเย็นๆ ในออฟฟิศ และความอ่อนเพลียสะสมที่รอโอกาสอยู่แล้ว ก็ถาโถมเข้ามาจู่โจมผมทันที
เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมาอย่างต้านทานไม่ไหว ตัวอักษรสีดำบนพื้นขาวพร่าเลือน... เสียงคีย์บอร์ดรอบตัวเนิบนาบลง... ห่างไกลออกไป... เหมือนเพลงกล่อมเด็ก
ทันใดนั้น...ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว...ขุนหยก...
มันยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าที่วางอยู่ข้างๆ ผมรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง...ความอยากรู้อยากเห็นที่น่ากลัว...อยากจะหยิบมันออกมาดูอีกครั้ง
ผมส่ายหัวแรงๆ ไล่ความคิดนั้นทิ้งไป อย่าหาเื่ใส่ตัวเลยเพ้ง...งานวันนี้ก็หนักพอแล้ว
ผมพยายามฝืนตัวเองให้จดจ่อกับหน้าจออีเมลที่ค้างอยู่ แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด...
...คอของผมก็พับลง...แล้วทุกอย่างก็มืดดับไป
...ไม่ใช่ความมืดสนิท แต่เป็ความมืดที่พร่าเลือนเหมือนผมกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของทะเลสาบอันเงียบสงัด...
คราวนี้ไม่มีภาพ...แต่มี "เสียง" มาก่อน
เป็เสียงของผู้หญิง...เสียงที่ทุ้ม นุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด
นางไม่ได้ขับร้องเป็บทเพลง แต่กำลังฮัมเพลงในลำคอเบาๆ
เป็ท่วงทำนองโบราณที่เรียบง่ายแต่กลับกรีดลึกลงไปในใจ ปลุกความรู้สึกโหยหาอาวรณ์บางอย่างที่ผมไม่เคยรู้จักให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง...
แล้วม่านหมอกในหัวก็ค่อยๆ จางลง...พร้อมกับ "กลิ่น"...
เป็กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์ที่อบอวลไปทั่ว... กลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์และสงบนิ่ง
ในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบา และ... เสียงเข็มที่แทงทะลุเนื้อผ้าดัง... ฉึก... ฉึก... เป็จังหวะสม่ำเสมอ
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฉากไม้แกะสลักลวดลายเมฆาอันวิจิตร สาดลงบนโต๊ะไม้สีเข้มขัดเงาจนขึ้นเงาสะท้อน เผยให้เห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยอ้อยอิ่งในลำแสง
แล้วสายตาของผมก็ถูกดึงดูดไปยังภาพเบื้องหน้า...
ผมเห็นมือคู่หนึ่ง... ขาวผ่องและเรียวงาม ปลายนิ้วของนางจับเข็มทองคำเล่มเล็ก บรรจงปักลงบนผืนผ้าไหมสีดำขลับที่ขึงตึงบนสะดึงอย่างชำนาญและมั่นคง
เข็มสีทองสะท้อนแสงเป็ประกายวูบวาบทุกครั้งที่มันแทงทะลุผืนผ้าไหมขึ้นลง ดึงเส้นด้ายสีแดงสดราวกับเืให้ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นเป็...
ัสี่เล็บ...
สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่รองเพียงองค์จักรพรรดิ... หัวใจผมกระตุกวูบด้วยความรู้สึกยำเกรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทันใดนั้นเสียงฮัมเพลงก็หยุดลง...ความเงียบเข้ามาแทนที่จนผมได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มที่ปักลงบนผืนผ้า...
...แล้วมือคู่นั้นก็หยุดนิ่ง ก่อนที่เสียงเดิมจะเอ่ยขึ้น...
น้ำเสียงที่แม้จะแ่เบา แต่กลับก้องกังวานและแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"...เต้าเอ๋อร์..."
"พี่เพ้ง...พี่เพ้งคะ!"
เฮือก!
ผมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระชากิญญากลับเข้าร่าง!
ผมเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานด้วยความตื่นตระหนก กลิ่นไม้จันทน์และภาพัสี่เล็บหายวับไป เหลือเพียงกลิ่นกระดาษและแสงไฟนีออนของออฟฟิศ
แก้มยืนอยู่ข้างๆ ผมพร้อมกับเอกสารในมือ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"พี่หลับเหรอคะ...เห็นพี่ฟุบไป หนูเรียกตั้งหลายที"
ผมมองไปรอบๆ ตัว...ออฟฟิศ...เพื่อนร่วมงาน...ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
แต่ท่วงทำนองโบราณที่อบอุ่นแต่ทว่าทรงอำนาจ และชื่อเรียกที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกแยกนั้น...
ยังคงก้องอยู่ในหัวราวกับเป็เสียงของตัวเอง
--- จบตอนที่ 4 ---
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน! เสวี่ยซื่อจื้อ (血誓志) / ธ.ปณิทัศน์ กลับมาแล้วครับกับตอนที่ 4!
ตอนนี้สมกับชื่อตอน "โลกคู่ขนาน" จริงๆ ครับ ชีวิตของ 'เพ้ง' กำลังถูกฉีกออกเป็สองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือโลกความจริง ที่ต้องสู้รบกับเดดไลน์ "สิบโมงครึ่ง" และการประชุม Excom สุดโหดจนแทบหมดแรง แต่อีกฝั่งคือโลกแห่งนิมิต ที่คราวนี้ไม่ได้พาเขาไปสนามรบ แต่กลับพาไปพบกับภาพที่ดูสูงศักดิ์และสงบนิ่ง... กลิ่นไม้จันทน์หอม และภาพของ "ัสี่เล็บ" ที่กำลังถูกปักลงบนผืนผ้าไหม
และที่สำคัญที่สุด... เสียงเรียกเดิมก็กลับมาอีกครั้ง "...เต้าเอ๋อร์..."
ตกลงแล้ว "เต้าเอ๋อร์" คือใคร? ผู้หญิงที่กำลังปักผ้าและฮัมเพลงนั้น เป็ใครกันแน่? ดูเหมือนว่า "ขุนหยก" จะไม่ได้มีแค่ความทรงจำจากาเสียแล้วสิครับ
ฝากกดติดตาม กดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ ไว้รอตอนต่อไปด้วยนะครับ!
ขอบคุณที่ติดตามครับ! ตอนนี้ปริศนาของขุนหยกกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อตอบแทนนักอ่านทุกท่าน และเพื่อเร่งเื่ราวให้ทันใจ "ใน่ปฐมบทนี้ ผมจะเร่งเผยแพร่เป็พิเศษ โดยจะลงตอนใหม่ "ทุก 2 วัน" ครับ"
แล้วพบกันในตอนที่ 5 "ทางตัน" (วันพุธที่ 5 พ.ย.) ครับ!
— เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์
#เสวี่ยซื่อจื้อ #ธปณิทัศน์ #ดุจัคืนถิ่นลิขิตแค้นใต้ราชัน #นิยายย้อนเวลา #ทะลุมิติ #ราชวงศ์ถัง #เอาตัวรอด #นิยายจีน