เช้าวันถัดมา บรรยากาศในหมู่บ้านดอนตะวันพราวดูสงบเงียบกว่าปกติ เนื่องจากวันนี้เป็วันหยุดพักผ่อนของ 'หน่วยสำรวจรุ่นจิ๋ว' หลังจากผ่านศึกหนักกับฮ็อบก็อบลินมาเมื่อคืนก่อน เพื่อนๆ คนอื่นคงกำลังนอนสลบไสลหรือขลุกอยู่กับครอบครัว แต่สำหรับนักวิจัยอย่างผม... วันหยุดคือเวลาทองของการเก็บข้อมูลเชิงลึก
ผมมุ่งหน้าไปที่บ้านบารอนเป็ที่แรกเหมือนเช่นเคย
“แอ๊... กา!” เสียงใสๆ ของนีน่าวัย 1 ขวบเศษดังขึ้นทันทีที่เห็นผมเดินเข้ารั้วบ้านมา เธอพยายามก้าวขาจ้ำม่ำพุ่งตรงมาหาผมด้วยท่าทางเตาะแตะเกือบจะล้มมิล้มแหล่ ผมรีบเข้าไปประคองนีน่าน้อยไว้พลางเล่นหยอกล้อกับเธออยู่ครู่หนึ่ง น้ามาเรียยิ้มให้ผมอย่างใจดีเหมือนทุกครั้ง ก่อนที่ผมจะขออนุญาตเดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก
ทว่า... บรรยากาศข้างในวันนี้กลับต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นถ่านหินยังคงอยู่ แต่เสียงค้อนที่เคยดังกระหึ่มกลับเงียบสนิท ผมเห็นลุงบารอนเพิ่งจะตื่นจากการงีบหลับสั้นๆ บนม้านั่งไม้ สภาพดูโทรมเพราะโหมงานหนักมาตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ส่วนผู้ช่วยทั้งสองคนกำลังสลับกันพักและขัดตะไบแท่งโลหะ อิงกอต (Ingot) ที่ขึ้นรูปเสร็จเมื่อบ่ายวานนี้จนเริ่มขึ้นเงา
“ลุงบารอนครับ... ตีเสร็จแล้วเหรอครับ?” ผมเดินเข้าไปทักเสียงเบา
บารอนเงยหน้าที่เต็มไปด้วยเขม่าขึ้นมองผมพลางถอนหายใจยาว แววตาดูจิตตกอย่างเห็นได้ชัด
“ไค... เ้าหนู ข้าว่าข้าล้มเหลวว่ะ ข้าลองทำตามที่เ้าบอก ตีทบสลับชั้นเหล็กเหนียวกับเหล็กแข็งอย่างดี พยายามทำอย่างประณีตที่สุดจนครบ 10 รอบตามที่ข้าตั้งใจ... แต่ดูนี่สิ”
เขาชูแท่งโลหะอิงกอตที่ผู้ช่วยเพิ่งขัดเสร็จให้ผมดู
“ข้าขัดมันจนขึ้นเงาแล้ว แต่มันไม่มีลวดลายระลอกน้ำอะไรแบบที่เ้าเล่าเลยสักนิด แถมเนื้อเหล็กมันยังดูแปลกๆ ข้าลองทดสอบความแข็งดูแล้ว... โครงสร้างมันดูจะเปราะกว่าที่ข้าคิดไว้ด้วยซ้ำ ทำไมกันนะ? หรือข้าฝีมือไม่ถึง?”
ผมจ้องมองแท่งโลหะนั่นนิ่งๆ ‘ก็นั่นน่ะสิ... 4,096 ชั้นน่ะ ชั้นเหล็กมันบางจนถึงระดับไมครอนไปแล้ว โครงสร้างผลึกมันเลยเสียสมดุลจนรวมตัวเป็เนื้อเดียวกันแบบผิดสัดส่วนไปหมด’ ผมคิดในใจ แต่จะบอกตรงๆ ก็คงไม่ได้
“ลุงครับ... พอจะมีอะไรที่เขียนได้บ้างไหมครับ?” ผมถามด้วยท่าทางไร้เดียงสา
บารอนขมวดคิ้วสงสัยแต่ก็สั่งผู้ช่วย “เฮ้ย! ไปเอาแผ่นไม้กระดานกับแท่งถ่านมาให้เ้าหนูไคทีสิ”
เมื่อได้อุปกรณ์มา ผมก็วางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะแล้วส่งแท่งถ่านให้บารอน
“ลุงบารอนบอกว่าเริ่มด้วยเหล็ก 4 ชั้นใช่ไหมครับ? ลองเขียนตัวเลขดูหน่อยสิครับลุง ถ้าเราเอา 4 ชั้นมาทบกันหนึ่งครั้ง มันจะกลายเป็เท่าไหร่เหรอครับ?”
บารอนรับแท่งถ่านมาแบบงงๆ ก่อนจะเริ่มเขียนเลข 4 ลงไป
“ก็เอามาทบกัน... 4 บวก 4 ก็เป็ 8 ไง” เขากดแท่งถ่านเขียนเลข 8
“แล้วถ้าทบรอบที่สองล่ะครับ?” ผมแสร้งถามต่อ
“ก็ 8 บวก 8 เป็ 16...” บารอนเริ่มเขียนต่อด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
“รอบที่สามก็ 32... รอบที่สี่ 64... รอบที่ห้า 128...”
พอถึงตัวเลข 128 บารอนเริ่มชะงัก นิ้วมือหนากุมแท่งถ่านค้างไว้ ตัวเลขเริ่มเยอะจนเริ่มสับสนในการคำนวณในใจ
“เฮ้ย! เ้าไปขอยืมลูกคิดมาจากบ้านผู้ใหญ่บอร์นทีสิ!” เขาหันไปสั่งผู้ช่วย
เมื่อได้ลูกคิดมาและตั้งสติได้ บารอนก็เริ่มดีดลูกคิดสลับกับการเขียนตัวเลขอย่างตั้งใจ มือที่ถือแท่งถ่านเริ่มสั่นเล็กน้อยขณะที่เขาเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในคณิตศาสตร์
“รอบที่หก 256... รอบที่เจ็ด 512... รอบที่แปด 1,024... รอบที่เก้า 2,048... และรอบที่สิบ...”
บารอนหยุดมือไปครู่ใหญ่ ดวงตาที่เคยหม่นแสงเบิกกว้างขึ้นเมื่อเขาเขียนตัวเลขสุดท้ายออกมา 4,096
ตัวเลขสี่หลักสีดำเด่นหราอยู่บนแผ่นไม้ ทำให้โรงตีเหล็กทั้งโรงตกอยู่ในความเงียบงัน บารอนจ้องมองตัวเลขนั้นราวกับเห็นดวงธรรมที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืด
“สี่พัน... เก้าสิบหกชั้น...” บารอนพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ “พระเ้าช่วย! ข้าพับมันจนละเอียดเกินไป! ชั้นเหล็กมันบางจนรวมเป็เนื้อเดียวกันไปหมดแล้ว ลวดลายมันถึงหายไป... และโครงสร้างมันก็รับแรงไม่ได้เพราะมันเสียสมดุลระหว่างความแข็งกับความเหนียว!”
บารอนตบเข่าตัวเองดังฉาด เขาลุกขึ้นยืนด้วยพลังที่กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
“ข้าเข้าใจแล้ว! 200 ถึง 500 ชั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะสร้างลายระลอกน้ำและรักษาความเหนียวไว้ได้! ข้าต้องทดสอบใหม่!”
“เฮ้ย! จุดเตา!” บารอนะโสั่งผู้ช่วยเสียงดังลั่น
“ล้างอ่างน้ำ! เตรียมผงถ่านละเอียดมา! รอบนี้ข้าจะไม่ยอมพลาดอีก!”
ผมยืนมองบรรยากาศที่กลับมาเดือดพล่านอีกครั้งด้วยรอยยิ้มจางๆ ‘การสอนปรมาจารย์... บางครั้งแค่คณิตศาสตร์พื้นฐานก็เปลี่ยนโลกได้แล้วล่ะ’
เช้าวันต่อมาคือ "วันปฏิบัติงานจริงครั้งแรก" ของพวกเราทั้ง 8 คน แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องลงมายังหน้าประตูหมู่บ้านที่พวกเรามายืนรวมตัวกัน ในมือทุกคนยังคงเป็อาวุธชุดเดิม ส่วนโล่ไม้เสริมเหล็กของจอร์จที่เคยร้าวจากการปะทะกับฮ็อบก็อบลินก็ถูกเปลี่ยนเป็อันใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ "แววตา" ของเพื่อนๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและจริงจัง
“วันนี้ไม่มีคุณเซน... ไม่มีลุงกัลป์... ทุกคนห้ามประมาทเด็ดขาดนะ” จอร์จ เอ่ยเตือนในฐานะหัวหน้ากลุ่มพลางเช็กความเรียบร้อยของสายรัดโล่ เขาดูสุขุมขึ้นมากในวันนี้
“รับทราบ!” ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะก้าวพ้นรั้วหมู่บ้านออกไปสู่เขตป่าดอนตะวันพราว
[ภารกิจสำรวจภาคสนาม: ่สาย]
การสำรวจในวันที่ไม่มีผู้ใหญ่คุมนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความกดดันที่ต้องตัดสินใจเองทำให้ประสาทััของทุกคนตื่นตัวถึงขีดสุด ริน ลูน่า และ ฝาแฝดไมโล-ไมล่า ทำหน้าที่เป็เรดาร์เคลื่อนที่อยู่แนวหน้า หูและจมูกของพวกเขาขยับไม่หยุดเพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า
“ข้างหน้า... กลิ่นเหม็นเน่าของสไลม์โคลน 3 ตัว!” ไมโลกระซิบสั่งการพลางหมอบต่ำ
กลุ่มของเรารีบจัดขบวนตามที่เคยฝึก จอร์จและร็อคเข้าปะทะแนวหน้าเพื่อดึงความสนใจ ขณะที่โวล์ฟใช้ระยะของหอกคอยแทงสกัดจุดอ่อนด้านข้าง ผมยืนคุมเชิงอยู่กลางวงคอยมองผ่านโหมดสแกนเพื่อหา 'จุดศูนย์กลางมวล' ของสไลม์เพื่อให้ลูน่ายิงหน้าไม้เข้าเป้าในครั้งเดียว
[Anatomical Scanner Lv.2] [Target: Slime (x3) - Core Identified]
“ลูน่า! องศาต่ำลงอีกนิด... ยิง!” ผมสั่งการเสียงเรียบ
ฉึก! ลูกศรหน้าไม้ปักทะลุแกนกลางของสไลม์ตัวแรกจนมันละลายกลายเป็น้ำทันที ส่วนอีกสองตัวถูกจอร์จและโวล์ฟจัดการตามระเบียบ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็ระบบ ไร้ซึ่งความลนลาน
ตลอดทั้งวัน พวกเราลาดตระเวนไปตามเส้นทางที่ได้รับมอบหมาย พบเจอเพียงมอนสเตอร์ระดับต่ำอย่างก็อบลินและสไลม์ ซึ่งไม่ได้สร้างความลำบากให้กลุ่มที่เคยผ่านศึกหนักมาแล้วแม้แต่น้อย
[การรายงานผล : ่เย็น]
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มฉาบทับยอดไม้ พวกเราเดินทางกลับเข้าสู่หมู่บ้านพร้อมกับรถลากที่มีซากมอนสเตอร์ หินเวทขนาดเล็ก และสมุนไพรหายากที่ลูน่าเก็บมาได้ ผมนำกลุ่มไปที่ลานหน้าหมู่บ้านเพื่อรายงานผลต่อ หัวหน้ากัลป์ และ ผู้ใหญ่บอร์น ที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าลุ้นระทึก
“รายงานครับ! การลาดตระเวนรอบหมู่บ้านทางทิศเหนือและตะวันออกเรียบร้อยดี พบสไลม์ 5 ตัว ก็อบลิน 3 ตัว ทุกตัวถูกกำจัดแล้ว และพวกเราก็นำซากที่ใช้การได้กับหินเวทออกมาเรียบร้อยครับ สมาชิกทุกคนปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!” จอร์จรายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
กัลป์และบอร์นหันมามองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ทำได้ดีมากเ้าพวกเปี๊ยก... ไม่สิ หน่วยสำรวจรุ่นจิ๋ว! ข้าภูมิใจในตัวพวกเ้าจริงๆ” กัลป์ตบไหล่จอร์จแรงๆ ด้วยความสะใจ ส่วนผู้ใหญ่บอร์นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจในฐานะพ่อและผู้นำหมู่บ้าน
[บ้านของไค : ่หัวค่ำ]
ผมเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด กลิ่นซุปเนื้อหอมกรุ่นโชยออกมาจากห้องครัว แม่เอลินรีบวิ่งออกมาหาทันทีที่ได้ยินเสียงประตู
“ไค! เป็ยังไงบ้างลูก? เจ็บตรงไหนไหม?” แม่กวาดสายตามองผมั้แ่หัวจรดเท้า พอเห็นว่าผมยังปกติดีและไม่มีรอยขีดข่วนตามสัญญา เธอก็ถอนหายใจยาวพลางลูบหัวผมด้วยความโล่งใจ
“ผมปลอดภัยดีครับแม่ วันนี้ทุกคนทำตามแผนเป๊ะเลย” ผมยิ้มกว้างให้แม่
บนโต๊ะอาหารเย็น พ่อเซนนั่งรออยู่พร้อมกับวางจานอาหารชุดใหญ่
“มานั่งสิไค เล่าให้พ่อฟังหน่อยว่าวันนี้ 'สนามรบ' ของพวกลูกเป็ยังไงบ้าง?”
ผมเล่าเหตุการณ์การต่อสู้และการวางแผนในวันนี้ให้พ่อกับแม่ฟังอย่างละเอียด (แน่นอนว่าตัดส่วนที่ดูอันตรายเกินไปออกบ้างเล็กน้อยเพื่อให้แม่สบายใจ) พ่อเซนพยักหน้าอย่างพึงพอใจพลางคีบเนื้อชิ้นโตให้ผม ส่วนแม่เอลินที่แม้จะยังดูห่วงอยู่บ้าง แต่เธอก็เริ่มมีรอยยิ้มเมื่อเห็นผมเล่าเื่ด้วยแววตาเป็ประกาย
‘การลาดตระเวนวันแรกจบลงด้วยดี...’ ผมมองดูเปลวไฟจากตะเกียงที่วูบวาบในบ้านที่แสนอบอุ่น ‘กรงแห่งความห่วงใยหายไปแล้ว ท้องฟ้ากว้างรออยู่ข้างหน้า... และอาวุธชิ้นใหม่ที่กำลังจะเสร็จ จะเป็จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการวิจัยชิ้นต่อไปของผม’
ผมทานอาหารเย็นอย่างสงบสุขท่ามกลางเสียงหัวเราะของพ่อและแม่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวอยู่ไกลออกไป กำลังจะพัดพาความสงบสุขนี้ไปในอีกไม่ช้า
[โรงตีเหล็ก : ่เช้าตรู่]
เช้าวันต่อมา ผมแวะไปที่บ้านบารอนั้แ่ฟ้ายังไม่สาง นีน่ายังคงหลับปุ๋ยอยู่ในเปล ผมจึงมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กทันที ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์ทั้งสามคนยังคงเหวี่ยงค้อนลงบนเหล็กร้อนแดงอย่างบ้าคลั่ง เสียง ตึง! ตึง! สอดประสานกับประกายไฟที่กระเด็นสว่างไสวราวกับพายุเพลิง แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและรอยคล้ำใต้ตาจากการอดนอน แต่แววตามุ่งมั่นนั่นบอกผมว่าพวกเขาใกล้จะแตะถึง "ความสมบูรณ์แบบ" แล้ว ผมเลือกที่จะไม่เข้าไปขัดจังหวะและเดินเลี่ยงไปยังจุดรวมพลเงียบๆ โดยทิ้งความหวังไว้ในกองเพลิงและค้อนนั้น
[ป่าชั้นนอก : ่สายถึงบ่าย] การลาดตระเวนในวันนี้ราบรื่นจนน่าประหลาดใจ พวกเราจัดการมอนสเตอร์กระจอกๆ ไปได้ตามระเบียบ จนกระทั่งเราข้ามลำธารลึกเข้าไปในจุดที่เป็รอยต่อของป่าดิบ...
“นั่นอะไรน่ะ!” ลูน่าร้องทัก พลางชี้ไปที่โคนต้นไม้ใหญ่
เบื้องหน้าของพวกเราคือเด็กสาวคนหนึ่ง เธอมีใบหูแหลมยาวแสดงถึงสายเื เอลฟ์ ผมสีเขียวมรกตมอมแมมไปด้วยดินและเื เธอสวมเพียงเสื้อผ้ากระสอบขาดวิ่นคล้ายชุดทาสสมัยโบราณ เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลถลอกและรอยเฆี่ยนตีที่ดูสยดสยองแต่ไม่ถึงแก่ชีวิต เธอหอบหายใจรวยริน ดวงตาที่พร่ามัวฉายแววหวาดกลัวสุดขีด
ผมรีบเข้าไปดูอาการทันที ‘ต้องห้ามเืก่อน’ ผมพยายามนึกถึงตอนที่แม่เอลินใช้เวทรักษา รวบรวมมานาในอากาศมาไว้ที่ฝ่ามือ แต่น่าเสียดายที่โครงสร้างเวทมนตร์ของผมในตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์ พลังที่ออกมาจึงเป็เพียงละอองแสงจางๆ ที่ไม่เสถียรนัก ทำได้เพียงแค่ประทังอาการเบื้องต้นไม่ให้เธอช็อกไปเสียก่อน
“เฮ้ไค! เวทรักษาของนาย... สำเร็จไหม?” จอร์จถามด้วยความใ เพื่อนคนอื่นๆ ตกตะลึงเพราะคิดว่าผมแอบเรียนวิชาลับจากแม่
“แค่พอประทังน่ะ... ทุกคนระวังตัว!” ผมสั่งการฉับพลันด้วยสัญชาตญาณอันตรายที่พุ่งปรี๊ด “ริน! แยกตัวออกไปสำรวจรอบๆ ทันที มีคนตามยัยนี่มาแน่ โวล์ฟ ร็อค จอร์จ เตรียมขบวนป้องกัน! ลูน่า ไมโล ไมล่า คอยคุมเชิง!”
[การเผชิญหน้า : เงาของนักค้าทาส] รินหายลับไปในพงหญ้าได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายฆ่าฟันที่รุนแรง ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะครบมือประมาณ 10 คน เดินออกมาจากพุ่มไม้ล้อมพวกเราไว้เป็วงกลม อาวุธในมือของพวกมันฉายประกายเย็นเยียบ สายตาที่มองมาที่เด็กสาวเอลฟ์นั้นว่างเปล่าและเ็าเหมือนมองเพียง 'สินค้า' ที่พังเสียหาย
“ส่งนังนั่นคืนมาเ้าหนู... อย่าให้พวกข้าต้องเปลืองแรงกับเด็กอย่างพวกเ้าเลย” ชายหนุ่มหน้าบากที่เป็ผู้นำเอ่ยเสียงเย็นพลางลูบคมดาบในมือ
“ไม่มีทาง! พวกเราไม่ยกคนเจ็บให้พวกคนเถื่อนอย่างพวกแกหรอก!” จอร์จะโสวนกลับพลางกระชับโล่ ในกลุ่มเราเริ่มมีการถกเถียงกันด้วยความสับสน ‘ถ้าพาไปหาพ่อ พ่อต้องช่วยแน่’ ‘แต่ดูพวกมันสิ... นี่มันไม่ใช่โจรป่าธรรมดานะ!’
ผมรีบเปิดระบบสแกนทันที... และนั่นทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความเครียด [Anatomical Scanner Lv.2] ชายฉกรรจ์เกือบทุกคนมีระดับมานาเสถียรและหนาแน่นพอๆ กับลุงกัลป์ในโหมดต่อสู้เต็มรูปแบบ... แต่ไอ้คนที่คาดว่าเป็หัวหน้า แผ่มานาออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว มันหนาแน่นกว่าพ่อเซนเสียอีก! ไม่แน่อาจจะมากกว่าแม่เอลินด้วยซ้ำ นี่มันคือระดับ 'มืออาชีพ' ที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน ขนาดพ่อกับแม่ยังได้เป็แรงค์ A แล้วนี่จะแข็งแกรงขนาดไหน
‘ต้องถอย... เราสู้ไม่ได้!’ ผมกำลังจะอ้าปากบอกทุกคนให้วางอาวุธเพื่อเจรจาหาทางรอดที่เจ็บตัวน้อยที่สุด
“รับไปซะ! [Power Boost] !!” แต่จอร์จผู้รักความถูกต้องกลับเืร้อนเกินกว่าจะฟังเหตุผล เขาดีดตัวพุ่งเข้าใส่หัวหน้ากลุ่มนั้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี หวังจะใช้ความเร็วปิดเกม!
“จอร์จ! อย่า!!” ผมร้องลั่นแต่มันสายไปแล้ว
เปรี้ยง! มันไม่ใช่แม้แต่การต่อสู้ หัวหน้ากลุ่มค้าทาสเพียงแค่สะบัดหลังมือที่อัดแน่นไปด้วยมานาเข้าใส่จอร์จ ร่างของหัวหน้าทีมเรากระเด็นกลับมาเหมือนลูกขนไก่ กระแทกเข้ากับต้นไม้จนนิ่งสนิท โวล์ฟที่พุ่งเข้าไปช่วยอย่างบ้าคลั่งถูกเตะเข้าที่กลางลำตัวจนกระดูกซี่โครงส่งเสียงลั่นโพล๊ะ เขากระอักเืออกมาก่อนจะสลบไปอีกคน
บรรยากาศรอบข้างเย็นะเืขึ้นทันที ชายหน้าบากเดินเข้ามาช้าๆ พลางแสยะยิ้ม “เด็กสมัยนี้... ไม่ฟังที่ผู้ใหญ่พูดกันเลยจริงๆ ให้ตายสิ”
ในจังหวะที่ความสิ้นหวังปกคลุม ผมรวบรวมสมาธิทั้งหมดพูดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่มนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยินออกไปรอบทิศทาง เป็วิธีส่งข่าวที่ผมเคยซ้อมกับริน ลูน่า ไมโลและไมล่าไว้ ‘ริน... ห้ามออกมาช่วยเด็ดขาด! เ้าสู้พวกมันไม่ได้ รีบกลับหมู่บ้านไปตามพ่อกับแม่มาด่วนที่สุด! ชีวิตพวกเราขึ้นอยู่กับความเร็วของเ้าแล้ว! ไป!!!’
ในขณะที่ลูน่าและฝาแฝดง้างหน้าไม้และธนูด้วยสายตาที่คลอไปด้วยน้ำตาแห่งความกลัว ทั้ง3คน ต่างก็หันมามองที่ผมเพราะได้ยินเสียงนี้แล้วพยักหน้าพร้อมกันเล็กน้อย
ผมมองดู ร็อคที่กำดาบจนมือสั่นเทา พวกค้าทาสเริ่มขยับวงล้อมเข้ามาใกล้ขึ้น
“ทุกคน... วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!” ผมสั่งเสียงเด็ดขาดจนทุกคนชะงัก “ยอมจำนนซะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายกันหมดที่นี่!”
สิ้นคำสั่งของผม พวกค้าทาสหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ พวกมันเดินเข้ามามัดมือพวกเราทุกคนอย่างรุนแรง รวมถึงเด็กสาวเอลฟ์ที่สลบไปแล้ว ผมยอมให้พวกมันคุมตัวไปแต่โดยดี แววตาของผมสงบนิ่งจนน่าขนลุกขณะจ้องมองไปยังทิศทางที่หมู่บ้าน...
‘รีบมานะครับพ่อ... ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนและต้องใช้ "วิธีที่รุนแรงกว่านี้" จัดการพวกมันด้วยตัวเอง แต่ถ้าถึงจุดนั้น... ผมก็ไม่รับประกันว่าพวกผมจะรอดกันซักกี่คน’