Mom in the 70s ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70

    บทที่53. ค่อยๆ เติบโต

    บทที่53.ค่อยๆ เติบโต


     

    “ฮึบฮึบ” เสียงออกแรงถอนหญ้าในแปลงผักดังขึ้นเป็นระยะๆ ให้ได้ยิน


    เหมียวเหมี่ยวที่ตอนนี้อายุ8ขวบแล้วกำลังทำงานช่วยที่บ้านอย่างขะมักเขม้นโดยที่ข้างๆ มีน้องชายคือต้าเป่าวัย6ขวบอยู่ด้วย ตอนนี้ต้าเป่าช่วยงานที่บ้านดีมากและเริ่มรู้ความมากขึ้นด้วย


    “พี่ใหญ่เมื่อไหร่ตูตูกับไคไคจะมาหาพวกเราอีก”ต้าเป่าเอ่ยถามพี่สาวขึ้นมามือก็ถอนวัชพืชในแปลงผักไปด้วย


    “น่าจะเป็นวันหยุดหน้านี้ล่ะ”อย่าว่าแต่น้องชายเธอที่รอการมาของลูกพี่ลูกน้องอย่างตูตูและไคไคเลย ตัวเหมียวเหมี่ยวเองก็รอพวกเขาเหมือนกันเล่นกับตูตู ไคไคสนุกดี อีกทั้งตูตูพูดเก่งมากชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี่ในโรงเรียนและในเมืองอำเภอให้ฟังอยู่ตลอดตัวชิงเหมี่ยวและต้าเป่าเองก็ได้เรียนหนังสือแล้วแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนในตัวตำบลเท่านั้น พ่อบอกว่าไว้รอให้เข้ามัธยมต้นก่อนค่อยไปสมัครเรียนในเมืองอำเภอซึ่งเหมียวเหมี่ยวและต้าเป่าก็ไม่ได้คัดค้านอะไร


    “อื้ม”ต้าเป่าพยักหน้าพร้อมส่งเสียงรับคำพี่สาวไปด้วย


    “เหมียวเหมี่ยวต้าเป่า” เสียงเซียวฉิงไห่เรียกหาลูกๆ ของตนเองดังมาแต่ไกล


    “พ่อ/พ่อ”


    “เสร็จจากตรงนี้แล้วไปตามปู่กลับบ้านไปกินข้าวเช้ากันเถอะแม่คงทำอาหารไว้ให้แล้ว”


    “ครับ/ค่ะ”เด็กทั้งสองรับคำก่อนวิ่งไปหาปู่ที่นั่งยองๆ เพาะเมล็ดพันธุ์ผักอยู่ไม่ไกลนัก


    เซียวฉิงไห่ที่มองตามไปร่างเล็กๆของลูกๆ ไปก็มีรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ลูกๆ ดูสดใสขึ้น และนับตั้งแต่ที่ภรรยาเขากลับมาเด็กๆก็ดูมีความสุขมากขึ้น แม้ภรรยาของเขาจะไม่ค่อยพูดและสุงสิงกับใครเหมือนเมื่อก่อนและเอาแต่ทำงานไปเงียบๆ ก็ตามแต่ก็ดูแลใส่ในลูกทั้งสองและตัวเขามากกว่าเดิมมากคอยดูแลเสื้อผ้าทำอาหารและงานบ้านต่างๆให้ เป็นแบบนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ


    ตอนนี้เซียวฉิงไห่ทำการค้าส่งผักผลไม้ที่ปลูกได้ให้พี่ชายรองบ้านหลินทั้งยังส่งขายให้เจ้าสามและน้องสะใภ้สามไปขายต่อยังเมืองอำเภออีกรายได้เข้าบ้านหลายร้อยหยวนต่อเดือนเลยทีเดียว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมากหากมีเงินเก็บมากพอเขาก็คิดว่าจะขยายสวนผักผลไม้ให้กว้างขึ้นอีกด้วย...


    “พี่สาวเหมียวเหมี่ยวต้าเป่า”


    “นั่นตูตูกับไคไคนี่นา กลับมาแล้วหรือ”เสียงเหมียวเหมี่ยวพูดขึ้นขณะเดินกลับจากสวนผักผลไม้ด้านหลังยังมีปู่กับพ่อและต้าเป่าที่เดินตามมาอยู่


    “สวัสดีครับปู่สวัสดีครับลุงรอง” ร่างกลมๆ ขาวๆ ของไคไคโค้งสวัสดีผู้อาวุโสก่อนตูตูตาโตเหมือนนึกขึ้นได้จึงรับสวัสดีปู่กับลุงรองด้วย


    “เด็กดีๆแล้วมากันยังไงเล่า” คุณพ่อเซียวเอ่ยถามขึ้น


    “พ่อกับแม่พากลับมาเยี่ยมบ้านครับปู่ตอนนี้โรงเรียนก็ปิดแล้วด้วยครับ” ไคไคเงยหน้ากลมๆน่ารักตอบปู่


    “อ้อดีแล้วๆ เจ้าแฝดซุนซุนกับซานซานน้อยมาด้วยไหม”คุณพ่อเซียวถามหาหลานแฝดตัวน้อยบ้านสามเพราะไม่ได้เจอนานแล้วก็คิดถึง


    “น้องก็มาด้วยครับพ่อกับแม่บอกว่าเดี๋ยวจะพาน้องไปหาปู่ที่บ้านด้วยครับ”


    “ดีๆ”


    เพราะตอนนี้ตูตูกับไคไคอายุ6ขวบแล้วแม้จะตัวกลมแต่ก็ยังตัวยืดสูงกว่าเด็กอายุรุ่นเดียวกันอยู่มากเพราะได้รับการบำรุงเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดีทั้งได้ดื่มนมตลอดอีกทั้งฉลาดรู้ความดังนั้นเมื่อขอพ่อกับแม่ออกมาเดินเล่นในหมู่บ้านจึงได้รับอนุญาตให้ออกมาได้แต่ต้องดูแลตัวเองดีๆเจ้าหัวผักกาดน้อยตูตูกับไคไคคิดว่าจะเดินไปบ้านพี่ชายอี้กันแต่ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนบ้านเซียวเสียก่อนนั้นเอง


    เมื่อกล่าวลาปู่กับลุงรองและญาติตัวน้อยทั้งสองแล้ว ตูตูและไคไคก็พากันเดินไปตามทางดินที่ยังเป็นดินสีน้ำตาลแดงหลังยังสะพายตะกร้าในเล็กอยู่ด้วยเป็นความเคยชินเมื่ออยู่ที่หมู่บ้านแล้วเวลาออกไปนอกบ้านเด็กๆจะสะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง เผื่อเจออะไรจะได้เก็บใส่ตะกร้ากลับบ้านได้ด้วยสองข้างทางเดินผ่านแปลงนา เห็นคนในหมู่บ้านทำงานในแปลงนากันอยู่หลายสิบคนบางคนจำพวกเขาได้ก็หันมาพูดคุยทักทาย ส่วนมากคนเริ่มอยากตีสนิทกับเด็กๆเพราะรู้ว่าคนบ้านเซียวไม่ว่าจะเป็นบ้านใหญ่ บ้านรอง บ้านสามต่างก็ทำการค้าได้ดีกับทั้งนั้นไหนจะยังมีคนบ้านหลินอีก กว่าจะเดินถึงบ้านพี่ชายอี้เด็กๆ ก็เดินๆ หยุดๆเพราะถูกพวกผู้ใหญ่เอ่ยทักทายพูดคุยเสียมากมาย


    “ทำไมมีแต่คนอยากคุยด้วยก็ไม่รู้นะ”ตูตูพูดกับน้องชายฝาแฝดอย่างไม่เข้าใจนัก


    “อื้มไคไคเมื่อยปากมาก” พื้นฐานก็เป็นคนไม่ค่อยชอบพูดอยู่แล้วด้วยพอต้องกล่าวคำทักทายตอบคนไปเยอะไคไคเลยรู้สึกว่าทั้งวันในวันนี้เขาไม่ต้องการพูดคุยกับใครอีกแล้ว


    “ตูตูก็เมื่อย”


    “อื้มรีบไปเถอะ”


    “ครั้งหน้าตูตูจะปั่นจักรยานคันน้อยมาดีกว่า”


    “ไคไคเห็นด้วย”


    พวกเขามีจักรยานคันน้อยที่แม่บอกว่าซื้อมาให้พวกเขาแบ่งกันปั่นเล่นอยู่คันหนึ่งตูตู ไคไคและเชาเชามักจะพากันผลัดกันปั่นเล่นไปรอบๆบ้านที่เมืองอำเภอเป็นประจำแต่รถอยู่ที่บ้านในเมืองอำเภอวันนี้ไม่ได้เอามาด้วยดังนั้นตูตูและไคไคเลยเดินเท้ากันมาไม่นานก็เดินมาจนถึงบ้านพี่ชายอี้ที่ตอนนี้ปรับปรุงอย่างดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้แม้ยังเป็นเพียงบ้านดินอยู่แต่บริเวณบ้านก็สะอาดสะอ้านมาก ทั้งยังล้อมรั้วไม้อย่างดีแล้วด้วย


    อี้เหวินเองตั้งใจว่าเก็บเงินได้อีกหน่อยจะมาทำบ้านอิฐหลังจากกระเบื้องไว้เวลากลับมาอยู่เมื่อว่าพวกเขากลับมาด้วยกันและเด็กๆบ้านอี้ก็แยกกลับมาบ้านเดิมของตนเองตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้วตอนนี้ที่บ้านอี้มีไฟฟ้าใช้งานเหมือนบ้านอื่นๆแล้วเพราะก่อนนี้เวลากลับมาที่หมู่บ้านแล้วอี้เหวินและอี้เชาต้องอยู่กับแบบมืดๆและอี้เหวินโตพอที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวได้แล้วจึงติดต่อหัวหน้าฝ่ายผลิตเดินเรื่องของไฟฟ้าเข้าบ้าน


    “พี่เหวินเหวินพี่เชาเชา” ตูตูตะโกนเรียกอยู่ด้านหน้ารั้วบ้าน


     

    “ตูตูไคไค มายังไงกัน มากันเองหรือ”เหวินเหวินที่ตักน้ำเทใส่ถังน้ำในบ้านได้ยินเสียงเรียกจึงเดินออกมามาดูพร้อมเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเพียงเด็กน้อยสองคนเท่านั้น


    “มากันเองครับฮิ ฮิ ตูตูเก่งไหม”


    “หึหึ เก่งๆ เข้ามาในบ้านก่อนเร็วเข้า” อี้เหวินหัวเราะทั้งยังเรียกเด็กๆที่เขาเองเห็นเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ เข้าบ้านก่อนตอนนี้เริ่มสายมากแล้ว

    เมื่ออยู่บ้านอี้ได้สักพักเด็กชายทั้งสี่คนก็ชวนกันไปเดินแถวๆเชิงเขาเพื่อเก็บฟืนเก็บผักโขมป่ากัน เด็กๆในหมู่บ้านบางคนที่เมื่อก่อนชอบล้อชอบแกล้งตูตูกับไคไคเมื่อครั้งแบกตะกร้ามาเก็บผักป่าไปส่งฝ่ายผลิตก็มาเมียงมองเหมือนอยากจะเข้ามาพูดด้วยแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาส่วนอี้เหวินและอี้เชาเองด้วยเป็นเด็กกำพร้าก็ถูกล้อและแกล้งอยู่บ่อยครั้งเช่นกันพวกเขาทั้งสี่เดินวนรอบชายป่ากันไม่ได้สนใจเด็กๆ คนอื่นมากนักและเมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงพากันเดินกลับบ้านสามเซียวโดยอี้เหวินและอี้เชาเดินไปด้วย


    “นั้นไงครับเด็กๆกลับกันมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กผู้ชายผมบอกคุณแล้วว่าไม่ต้องห่วงมากนัก”ฉิงเฟิ่งที่กำลังจะออกไปตามลูกๆกลับบ้านตามคำสั่งภรรยาเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นร่างเล็กๆที่คุ้นตาเดินมาตามทางก่อนจะถึงหน้าบ้าน


    “ก็ฉันเป็นห่วงนี่คะคุณก็..ลูกๆ หลานๆ ทั้งคน”


    “ครับๆหึ หึ ซานซานลูกสาวตัวน้อยของพ่อมาให้พ่ออุ้มดีกว่าฮึบ” ว่าแล้วก็อุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกแล้วพาเดินไปเดินมาส่วนซุนซุนลูกชายอีกคนนั้นยังนอนหลับอุตุอยู่ในเปลอยู่เลย


    วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนบ้านสามเซียวเรียบง่ายและสงบดีมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ก็เป็นไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศแต่ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีมากทีเดียว บ้างเซียวและบ้านหลินเองต่างก็มีชีวิตดีๆจะมีปัญหาติดขัดบ้างแต่ก็สามารถแก้ไขให้ผ่านไปได้โดยดี


    และตอนนี้ซีอินคิดว่าควรจะต้องขยับขยายได้แล้วอาจจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่เจิ้งโจว ส่วนร้านค้าทางนี้คิดว่าจะให้น้องสี่เป็นคนดูแลให้เพราะตอนนี้เขาก็สามารถดูแลในฐานะผู้จัดการร้านได้ดีเลยทีเดียวทางเจิ้งโจวยังมีบ้านและร้านค้าที่ปล่อยว่างไว้อยู่ อีกอย่างทางนั้นเป็นเมืองใหญ่การค้าเปิดกว้างมากกว่าเหมาะสำหรับช่วงกอบโกยเงินหยวนเป็นอย่างมากอีกทั้งที่เจิ้งโจวน่าจะสามารถติดต่อกับสำนักพิมพ์ท้องถิ่นเพื่อลงนิยายได้อีกด้วย...



     

    คล้ายกับเรื่องMom in the 70s ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 ที่คุณอ่าน