บทที่ 6 หรือสามีของเธอจะหนีไปแล้ว? (รีไรต์)
อวิ๋นโหย่วฝูต้องไปโรงพยาบาลจริง ๆ เพราะต้องไปล้างแผล
แต่ตอนนี้ใครจะไปอยากให้อวิ๋นอ้ายจวินช่วยกัน
“ไม่ต้องหรอก ฉันเดินไปเองได้” อวิ๋นโหย่วฝูปฏิเสธทันที
“อารอง โรงพยาบาลมันไกลจากที่นี่ เดินไปก็เสียเวลา แถมถ้าเกิดไปชนอะไรเข้า แผลจะไม่ฉีกเอาเหรอครับ ผมยืมรถเข็นจากบ้านหูฟางมา อารองนั่งรถเข็นไปก็ได้…”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้นก็มีเพื่อนบ้านเดินผ่านมาเธอชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น “บ้านซานซานมีแขกมาเหรอ?”
บ้านพักคนงานอยู่ติดกันหมด เป็เพื่อนร่วมงานในโรงงานที่ทำงานด้วยกันมาเป็สิบ ๆ ปี คุ้นเคยกันดี แถมบ้านพักก็ค่อนข้างแออัด ไม่ค่อยเก็บเสียง แค่ชะโงกหน้าเข้ามาก็รู้เื่ของบ้านข้าง ๆ แล้ว
“ใช่ นี่พี่ชายแท้ ๆ ของอวิ๋นเจิน มาที่นี่เป็ครั้งที่สองแล้ว”
“พี่ชายของอวิ๋นเจินเหรอ งั้นก็ญาติฝั่งลุงใหญ่เธอสิ ทำไมถึงยอมให้เขามาถึงบ้านได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกนั้นจะมาฮุบงานของพวกเธอหรอกเหรอ?”
เพื่อนบ้านช่างพูดเหลือเกิน…อวิ๋นซานเห็นโอกาสจึงทำหน้าราวกับว่าไม่รู้จะทำยังไง “ก็ใช่น่ะสิคะ บอกว่าจะพาพ่อหนูไปตรวจซ้ำ ทั้ง ๆ ที่พ่อก็บอกว่าไม่ต้องแล้ว เขาก็ยังตื๊อไม่เลิก”
“หน้าไม่อายจริง ๆ เล่นแบบนี้หวังให้พวกเธอใจอ่อน พอมาหลาย ๆ ครั้งก็คงลืมไปเื่ที่พวกเขาทำอะไรไว้ เชอะ! แสร้งทำเป็คนดีแต่กลับคิดร้ายกับญาติตัวเอง”
เพื่อนบ้านคนนี้เป็คนที่รักความยุติธรรม เธอกลัวว่าครอบครัวอวิ๋นซานจะใจอ่อนและโดนหลอกอีก จึงจงใจพูดเสียงดัง เพื่อเรียกความสนใจเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ให้มาล้อมอวิ๋นอ้ายจวินแล้วช่วยกันประณามเขา
ถึงแม้อวิ๋นอ้ายจวินจะหน้าหนาทนทานแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ทนไม่ไหว สีของเขาตอนนี้มีทั้งเขียวสลับแดง “อารอง ทุกคน พวกคุณเข้าใจผมผิดหรือเปล่าครับ?”
อวิ๋นโหย่วฝูก็ไม่คิดจะให้คำตอบแก่เขา “อ้ายจวิน แกไปทำงานของแกเถอะ ฉันไม่ต้องให้ใครมาช่วย”
อวิ๋นอ้ายจวินรู้ว่าต่อให้ตื๊อแค่ไหนก็คงไม่ได้ผล จึงพยักหน้า “อารอง ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็ไปบอกกับหูฟางได้เลยนะครับ”
รอจนเขาเดินจากไป อวิ๋นซานจึงกล่าวขอบคุณเพื่อนบ้าน “ขอบคุณทุกคนมากนะคะ”
“ไม่เป็ไรหรอก คราวหน้าถ้าพวกเขากลับมาอีกก็ะโเรียกได้เลย”
อวิ๋นซานยืมรถสามล้อจากเพื่อนบ้าน พาพ่อตัวเองไปโรงพยาบาลชุมชนเพื่อทำแผล จากนั้นเธอจึงไปทำงาน
ก่อนหน้านี้เธอได้ลางานกับหัวหน้าหนึ่งอาทิตย์ หัวหน้าไม่พอใจอย่างมากแต่พอเห็นเธอกลับมาก่อนกำหนด สีหน้าก็ดีขึ้นเพราะตอนนี้กำลังขาดคน
พออวิ๋นซานมาถึงที่ทำงาน ก็ถูกตามตัวไปตรวจนับชุดกันหนาวของคนงาน
คนงานหนึ่งคนจะมีชุดทำงานสามชุด แบ่งเป็ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ตอนนี้เป็ฤดูหนาวแล้วแต่ชุดทำงานฤดูหนาวยังไม่ได้แจกจ่าย เพราะระหว่างนี้เกิดปัญหาบางอย่างทำให้ล่าช้า
หลังจากตรวจนับสินค้าแล้ว พบว่าจำนวนไม่ครบตามที่สั่งและคุณภาพก็ไม่ผ่านมาตรฐานเช่นกัน อวิ๋นซานเคยขายเสื้อผ้ามาก่อน พอได้สินค้ามาก็เลยตรวจสอบดู พบว่าซิปดึงไม่ลื่น บางตัวฟันซิปก็ไม่สบกันทำให้รูดซิปเปิดง่าย หากไม่สังเกตก็จะไม่เห็นข้อบกพร่องนี้
ตอนนั้นเองที่หัวหน้าเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เขาจึงสั่งให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบเสื้อผ้าทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเื่ซิป
เมื่อตรวจสอบจนครบแล้ว ปรากฏว่ามีเสื้อจำนวนมากที่มีปัญหาเื่ซิป ทำให้หัวหน้าขมวดคิ้วด้วยความกังวล เพราะแบบนี้ปล่อยผ่านไปไม่ได้แน่ ๆ ในเมื่อโรงงานของเราจ่ายเงินซื้อสินค้าไปแล้ว แต่กลับได้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ใครจะรับได้กัน
แต่ถ้าจะส่งสินค้าคืนโรงงานเพื่อแก้ไข ก็ต้องใช้เวลานานหลายวัน กว่าจะส่งไปส่งกลับ คงต้องใช้เวลาร่วมครึ่งเดือน คนงานก็จะไม่มีเสื้อผ้าใส่กัน ่เวลาที่ล่าช้าขนาดนั้น คงกระทบต่อกำลังใจในการทำงานของคนงานเป็แน่
อวิ๋นซานจึงบอกกับหัวหน้าว่า “หัวหน้าคะ ถ้ากลัวว่าจะเสียเวลาพวกเราพอจะแก้ไขกันเองได้นะคะ”
โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ร่วมมือกันกับโรงงานเหมืองถ่านหินถือเป็โรงงานพี่น้องกัน เพราะผู้บริหารของทั้งสองโรงงานเป็เพื่อนร่วมรบกันมาก่อน หากไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร การที่พวกเขาสามารถจัดการกันเองได้ก็ย่อมเป็เื่ดี
หัวหน้าจึงถามขึ้นว่า “คุณจัดการได้ไหม?”
อวิ๋นซานจึงหยิบเสื้อตัวอย่างที่มีปัญหาออกมาสามตัว ตัวไหนที่ซิปรูดไม่ลื่นก็จะใช้เทียนไขถู ตัวไหนที่ซิปหลุดง่ายก็ใช้คีมหนีบตรงหัวซิปเบา ๆ ส่วนตัวไหนที่มีปัญหาหนักจนรูดซิปไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนหัวซิปใหม่ซึ่งวิธีนี้ง่ายมากและอวิ๋นซานสามารถทำได้
เสื้อผ้าทั้งหมดมีจำนวนเป็พันตัว หากช่วยกันหลาย ๆ คน ฝ่ายงานสนับสนุนน่าจะใช้เวลาสักสองวันก็น่าจะเสร็จ
“เอาอย่างนี้ก็ได้ พวกคุณช่วยกันแยกประเภทเสื้อผ้าตามปัญหาที่พบ แล้วรวบรวมว่าต้องเปลี่ยนหัวซิปทั้งหมดกี่อัน เดี๋ยวผมจะแจ้งไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้ส่งหัวซิปมาให้”
นอกจากนี้ ยังต้องให้เขาส่งเสื้อผ้าที่ขาดมาให้ด้วยแล้วก็ต้องคำนวณราคาใหม่ด้วย
หัวหน้าจางแจ้งเื่ทั้งหมดไป ทางโรงงานเสื้อผ้าก็ตอบตกลงทันที แถมยังดูจะรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ ่ปลายปีแบบนี้ทางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าต้องเร่งทำงานล่วงเวลาเพื่อผลิตสินค้าให้ทันตามกำหนด ไม่มีคนว่างมาคอยแก้ไขงานให้โรงงานเหมืองถ่านหิน ถ้าพวกจัดการกันเองได้ก็นับว่าเป็เื่ที่ดี
ส่วนอวิ๋นซาน เธอก็ได้รับคำชมจากหัวหน้าไปไม่น้อยที่ช่วยจัดการเื่เสื้อผ้าได้
ในเมื่อเธอเป็คนเสนอตัวเอง เธอก็ต้องลงมือทำอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ให้มีข้อผิดพลาด ในขณะที่เพื่อนร่วมงานก็ทำงานไป สังเกตเธอไป พวกเขารู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไปมาก บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วดูเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น
“อวิ๋นซาน ก่อนหน้านี้ที่เธอลาหยุด เธอไปเยี่ยมสามีมาเหรอ?” พี่จ้าวที่เป็เพื่อนร่วมงานถามขึ้น
อวิ๋นซานตอบกลับ “ไม่ใช่ค่ะ ไปทำธุระอย่างอื่นมา”
“ว่าแต่เธอแต่งงานมาสองปีแล้วนี่ ลูกสาวก็จะครบปีแล้วสินะ พี่นี่เห็นหน้าสามีเธอครั้งสุดท้ายก็ตอนที่เธอแต่งงานนั่นแหละ”
เพื่อนร่วมงานอยากรู้อยากเห็นกันมาก อวิ๋นซานเป็ลูกสาวคนเดียว คนในโรงงานรู้จักกันหมด ตอนที่เธอยังไม่แต่งงานมีหนุ่ม ๆ มากมายต่างก็หมายปอง อยากจะแต่งงานกับเธอ แต่เธอก็ประกาศว่าจะแต่งฝ่ายชายเข้า
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหนุ่ม ๆ อีกมากมายที่หมายตาเธอ เพราะบ้านไหน ๆ ก็จนเลี้ยงลูกชายไม่ไหว สู้แต่งให้ลูกชายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงดีกว่า ยิ่งอวิ๋นซานเป็คนสวยมากยิ่งเป็ที่หมายปอง
แล้วเธอก็ได้สามีจริง ๆ ตอนที่เธอแต่งงาน เธอก็จัดเลี้ยงที่บ้านพักพนักงานไม่กี่โต๊ะ แจกขนมมงคลให้เพื่อนร่วมงานด้วย ทุกคนก็เลยได้เห็นหน้าสามีเธอ เขาเป็หนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ท่าทางกระฉับกระเฉง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนก้าวหน้า
หลายคนต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าอวิ๋นซานโชคดี แม้แต่แต่งสามีเข้าก็ยังได้คนดี ๆ
อย่างไรก็ตาม สองปีผ่านไปสามีของเธอก็ยังคงหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ชาวบ้านที่ชอบนินทาก็เริ่มคาดเดาไปต่าง ๆ นานาพวกเขาต่างว่า ‘หรือสามีของเธอจะหนีไปแล้ว?’
“วันก่อนเห็นแม่เธอพาช่านช่านลงมาเล่นข้างล่าง ไอหยา ลูกสาวเธอน่ารักจริง ๆ ตัวขาวอวบอ้วน ยิ้มเก่ง พอใครเล่นด้วยก็ยิ้ม น่ารักน่าชังมาก ภรรยาของต้าเฉียงที่อยู่กลุ่มสองสะดุดล้มน้ำหกหมดเลย ก็เพราะหันไปมองลูกสาวเธอ ฮ่า ๆๆ…ลูกสาวเธอน่ารักจริง ๆ พ่อของช่านช่านรู้ไหมนะว่าเธอคลอดลูกสาวน่ารักขนาดนี้ เขากลับมาเยี่ยมบ้างหรือเปล่า?”
เพื่อนร่วมงานยังคงซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อวิ๋นซานได้แต่รู้สึกเหนื่อยใจ การทำงานก็แบบนี้แหละเพื่อนร่วมงานมักให้ความสนใจกับเื่ชาวบ้านมากกว่าเื่งานเสมอ
เธอจึงได้แต่ตอบแบบขอไปที ก่อนจะหาข้ออ้างว่าขอตัวไปเติมน้ำแล้วรีบเดินเลี่ยงออกมา
“เห็นไหม เธอไม่ยอมตอบตรง ๆ ฉันว่าเื่นี้มันต้องมีอะไรแน่ ๆ”
“ฉันบอกแล้ว ผู้ชายที่ไหนที่มีอนาคตจะยอมเป็เขยแต่งเข้ากัน ต่อให้ตอนแรกจะหลงเสน่ห์ในความสวยของอวิ๋นซาน แต่พอได้สติก็คงไม่อยากอยู่ต่อหรอก”
“นั่นสิ น่าสงสารจัง ทิ้งลูกสาวไว้ให้เธอเลี้ยงดูคนเดียว ต่อไปนี้เธอต้องเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่และลูกสาวคนเดียว ชีวิตเธอคงจะลำบากน่าดู”
ไม่นานการพูดคุยของพนักงานฝ่ายงานสนับสนุนก็แพร่กระจายไปยังฝ่ายอื่น ๆ และไปถึงเขตบ้านพักหลี่เว่ยเหอที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนก็ได้ยินเื่นี้เข้า เขารู้สึกสับสน ทำไมเธอถึงเลือกผู้ชายคนนี้กันนะ