“มีดน้อยรึ!” ที่แท้ปิ่นทองประดับอัญมณี ก็คือมีดคู่เล่มน้อยที่มีความยาวประมาณหนึ่งคืบ ไม่รวมหัวปิ่นที่ดูแล้วเหมือนด้ามจับ "อะไรจะประจวบเหมาะถึงเพียงนี้…ราวกับแม่กูแลครูบารู้ว่ากูกำลังต้องการของเช่นนี้" เจ้านางซอมพอมองดูปิ่นที่มารดาทิ้งไว้ให้ด้วยความยินดี “อีเอื้องมึงเร่งปักปิ่นให้กู แล้วรีบเอาดาบหลูบคำนั่น ไปให้ไอ้พวกท้ายเรือน บอกมัน…ให้เอาดาบนี่ไปส่งให้น้องกูที่สุวรรณโคมคำ บอกมันว่าเวียงสรวงถึงคราทุรยศแล้ว”
“เจ้าข้า…” เอื้องสายเร่งปักปิ่นให้รัดกุม แล้วเร่งไปทำตามรับสั่ง
“หากมึงเขาคิดว่ากูจักยอมเดินขึ้นวอ ไปสู่ประตูนรกอย่างดุษฎี...” ซอมพอเอ่ยเสียงเย็นเยียบ จ้องมองประตูเรือนพิมานด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “ก็ลองดูเถิด...ว่าเวียงทุ่งหลวงจะได้มเหสี หรือจะได้เพชฌฆาตไปไว้ในห้องบรรทม!”
เสียงกระพรวนแลฝีเท้าหนักหน่วงของโขลงช้างศึก ดังสะท้อนก้องหุบเขา สลับกับเสียงล้อเกวียนเสบียงที่บดเบียดไปตามเส้นทางรกชัฏกันดาร เจ้าหาญประทับอยู่บนหลังช้างศึก ทอดสายตามองขบวนทัพที่ทอดยาวอย่างยากลำบาก เส้นทางสู่เวียงทุ่งหลวงครานี้ มิใช่ถนนราบเรียบ แต่เป็นป่าทึบที่สลับด้วยหน้าผาแลร่องน้ำลึก
เมื่อขบวนทัพเดินเรียบมาตามลำน้ำงาว บางช่วงสายน้ำมักไหลเชี่ยวบ้างเอื่อยบ้าง ตัดผ่านโขดหินแอ่งเขา เมื่อถึงคราวต้องตัดข้ามฝั่ง เหล่าทหารต่างเร่งรีบนำเอาแพไม้ไผ่และท่อนซุงที่จัดเตรียมมา ลำเลียงลงขึงเป็นสะพานทุ่นชั่วคราว มัดโยงด้วยเชือกหนังอย่างหนาแน่นรัดกุม เพื่อให้เกวียนเสบียงและม้าศึกค่อย ๆ ทยอยข้ามไปได้ ในขณะที่เหล่าช้างศึกร่างมหึมา กลับก้าวเท้าลงลุยน้ำอย่างไม่สะทกสะท้าน ฝ่ากระแสน้ำที่แตกกระเซ็นข้ามไปยังอีกฝั่งอย่างทรงพลัง
เจ้าหาญรู้สึกดั่งมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับอยู่ในอก ยิ่งเข้าใกล้เวียงทุ่งยั้ง ใจกลับยิ่งสั่นไหวอย่างประหลาด ราวกับลางสังหรณ์เตือนว่ามหาภัยกำลังคืบคลานเข้าหาคนที่ตนห่วงหา
เมื่อขบวนทัพหยุดพักแรมกลางทาง ท่ามกลางเสียงแมลงป่าที่ดังระงม เจ้าหาญมิได้หยุดพักร่างที่เหนื่อยล้า มันปรี่เข้าหาเจ้าแสนเมืองสิงห์ เพื่อขอเรียนรู้วิชาเพลงดาบ แลวิชาเวทย์มนต์คาถา อันบุรุษลูกหลานท้าวพญานั่งเมืองควรมี
เจ้าแสนเมืองสิงห์เลิกคิ้วมองราชบุตรหนุ่ม ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อไคล "เจ้าหาญ มึงเดินทางมาทั้งวัน มิพักผ่อนบ้างฤา? กูรึเหนื่อยใจแทบขาด หายใจยังมิทัน มึงแลกูก็เพิ่งได้พัก ยังจะมาเร้าหรือให้กูสอนอันใดอีก"
"ข้าพักมิได้ดอกพี่ท่าน...ยามนี้ข้าก็เป็นเสมือนลูกนก ที่ปีกบ่กล้าขาบ่แข็ง ข้าจะไปเป็นที่พึ่งให้ผู้ใดได้ หากข้ายังด้อยปัญญาและเชิงรบ ข้าจะปกป้องเวียงสรวงแลคนที่ข้ารักได้เยี่ยงไร"
เจ้าแสนเมืองสิงห์ดูดมูรี่พ่นควันไล่ยุง หัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหยิบดาบเหล็กดำคู่กายขึ้นมา “เจ้าหาญ…หากมึงตั้งใจเอากูเป็นครู ไปเอายอดไม้ดอกขาวผ้าหนึ่งผืนน้ำหนึ่งขัน มากราบนับกูเป็นครูเสีย แต่วิชาของกูนั้นต่างจากขุนหลวงอินทร์ถวาย ด้วยกูเรียนไปเล่นไป หากมึงต้องการวิชาที่แข็งแกร่ง โน้นไปยกขันให้อินทร์ถวายรับมึงเป็นศิษย์เถิด แต่หากคิดดีแล้วเช่นนั้นจงดูรอยดาบของกูให้ดี ดูแล้วจดจำใส่หัวใส่เกล้าด้วยไอ้หาญ กูขี้คร้านจักสอนสั่งมึงทุกวี่วัน ส่วนพระบทเวทมนต์คาถาที่กูจักสอนให้นี้ มิใช่เพียงท่องบ่น แต่ต้องสลักลงไปในลมหายใจ...ตั้งจิตให้มั่นก่อนจักคิดใช้การมัน”
“ข้าคิดดีแล้ว ขอเรียนรู้วิชาพี่ท่านนี้แล พี่ท่านอินทร์ถวายการงานมากโข ไหนเลยจักมีเวลามาสอนสั่งข้า หลายคืนมานี้หมู่เราทั้งผองปลอดภัย ก็ด้วยมนต์คาถาของพี่ท่านมิใช่ฤา ไอ้หาญยามเด็กนั้นเอาแต่คิดเรื่องสนุกมิใส่ใจศึกษา ข้ามารู้ตัวก็เมื่อประดาบกับพี่ท่านพรหมเสก ว่าข้านั้นอ่อนด้อยนัก มิเหมาะสมคู่ควรจักเป็นเชื่อสายหนอสวรรค์”
“คิดได้ก็ดี ไปเตรียมของมา กูจักสอนมึงเอง”
ภายใต้แสงไฟกองใหญ่ เงาของบุรุษทั้งสอง ยังคงวาดลวดลายดาบสลับกันไปมา เสียงไม้แทนดาบกระทบกันดังแว่วท่ามกลางป่าลึก เจ้าหาญข่มความล้า กัดฟันเรียนรู้ทั้งเชิงธนูเชิงดาบแลอาคมสายกำบัง ที่เจ้าแสนเมืองสิงห์ตั้งใจถ่ายทอดให้ ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลรินคือความหวังที่จักเติบใหญ่ขึ้นเป็นยอดคน ลบล้างคำสบประมาทแลกลับไปยืนเคียงข้างครอบครัวอย่างสง่างาม
พ่อครูช้างผู้ทำหน้าที่เฝ้ารออยู่หน้าทางออกของป่าดงดำ พอเห็นเจ้าพลายกบูรเดินออกมาพร้อมนายทหารที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่นาย ก็พากันตีเกราะเคาะไม้ให้สัญญาณบอกต่อคนอื่น ๆ ที่ต่างก็เฝ้ารอคอยเจ้ามหาชีวิตด้วยใจจดจ่อ หมอกหนาที่ปิดแน่นก่อนหน้านี้เปิดออก แต่ในจำนวนคนที่หลุดออกมานั้น กลับไม่มีเจ้ามหาชีวิตขุนหลวงอินทร์ถวายที่พวกตนรอคอยรวมอยู่ด้วย
“พระบาทเจ้าเล่า! อยู่เสียที่ใด…เหตุใดจึงไม่ออกมากับท่าน” หมอช้างหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ด้วยสีหน้าร้อนใจ
“บาทเจ้าลงจากหลังเจ้ากบูร เข้าต่อสู้กับช้างผีในดงนั่น เพียงอึดใจหมอกก็จางหายไป ข้าเห็นทางออกด้านทิศนี้ จึงรีบพาทุกคนออกมาตามที่พระองค์รับสั่งไว้ เราเสียคนไปหลายเหลืออยู่เพียงเท่านี้ ข้ามองหาพระบาทเจ้าจนทั่ว แต่กลับไม่พบพระองค์เลย จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่าพระองค์จักออกไปทางอื่น เอาเช่นไรดีพ่อครู ข้าจักย้อนกลับไปตามหาก็ให้รู้สึกขลาดเขลานัก ผีช้างนั่นน่ากลัวยิ่งนัก แววตาของมันลวงเราได้ ร่างของมันก็เปลี่ยนจากช้างเป็นคนได้ ข้าเคยได้ยินแต่เสือผี นี่คราแรกเลยหนาที่ได้เห็นช้างผี”
“มา ๆ ไปพักด้านโน้นก่อนเถิด พวกมึงขวัญเสีย แลนี่ก็เพิ่งพ้นไปเพียงคืนเดียว ประเดี๋ยวกูแลครูบาจักปรึกษาหารือกัน อันตัวพวกกูก็มีหลายคนที่เป็นพราน น่าจักพอแกะรอยตามหาพระองค์ได้ไม่ยาก”
แสงตะวันบนท้องฟ้า ส่องแสงลอดช่องเงาใบไม้หนาลงสู่ดิน ขุนหลวงอินทร์ถวายเดินโซซัดโซเซออกมาจากหมอกบังบด ที่บัดนี้สลายหายไปแล้วสิ้น พระองค์พยายามมองหาเจ้ากบูรแลทหารติดตาม แต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่า คงเป็นเพราะเมื่อคืนพระองค์ห่วงแต่จะติดตามสังหารกำหราบช้างผี จนออกห่างจากกลุ่มคนติดตามมาไกลจนคลาดกัน
เจ้ามหาชีวิตก้มมองดูสภาพตัวเอง ที่ทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบดินโคลนเหม็นเน่า ดาบลงยันต์อักขระมนต์สรีกัณไชยก็เปื้อนดินโคลน ไม่ต่างจากเจ้าของที่ใช้งานมัน ขุนหลวงอินทร์ถวายคิดย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อคืน นึกถึงอานุภาพของดาบหลุมคำ ที่เจ้าซอมพอมอบให้ตนเมื่อแรกเจอ ครั้งไปทำศึกเวียงชัย ไม่คิดเลยว่าดาบนี้จักมีอำนาจกำจัดผีร้ายในร่างเงาพลายผีได้ดีถึงเพียงนี้ แต่ไอ้ช้างผีพวกนี้ ก็ไม่ง่ายที่จักกำหราบมันลง หากเป็นคนทั่วไปคงถึงคราวทิ้งร่างถอดวิญญาณไปแดนแถน ตนเองที่รอดมาได้ก็เพราะดาบของเจ้าจอมขวัญ
พระองค์เดินมาถึงลำธารเล็ก ๆ ที่พอมีน้ำให้ล้างเนื้อล้างตัวแลกินดื่มดับกระหาย แต่ก็ไม่วายที่จะเหลียวซ้ายแลขวาระวังภัยตามสัญชาตญาณ แลยังสังเกตมองหาร่องรอยตีนสัตว์ ที่มักปรากฏตามแหล่งน้ำยามหน้าแล้ง หากมีรอยของพวกมัน เท่ากับว่าน้ำนี่ปลอดภัยกินดื่มได้
องค์อินทร์ถวายใช้โพงพางรากไม้ใหญ่กำบังกาย แม้จุดนี้จักปลอดภัย แต่การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ปัญหา พระองค์ทรงล้างคราบดินโคลนออกจากดาบ แล้วปลดเปลื้องเข็มขัดผ้าเคียนเอวแลผ้านุ่งเก้นหม่ำออกซักขยี้เอาคราบดินโคลนเหม็นเน่าออกจากผ้า แล้วบิดน้ำพอหมาด ๆ พึ่งพาดไว้กับโพงพางและโขดหิน ก่อนจะลงไปล้างเนื้อล้างตัวในแอ่งที่มีน้ำลึกเพียงเอว
ความผ่อนคลายยังไม่ทันจะได้ปลิดทิ้ง อีกด้านของป่าฝูงนกกลับแตกฮือ บ่งบอกถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้าหาตัว
องค์อินทร์ถวายรีบขึ้นจากน้ำ รวบหยิบเอาผ้าผ่อนที่ยังไม่ทันแห้งมานุ่งแบบลวก ๆ หยิบดาบประทับขึ้นบ่า มาถึงจุดนี้ให้รู้สึกเสียดายง้าวขอ ที่ใช้แทงไอ้ช้างจ่าฝูงแล้วดึงกลับคืนมามิได้ จนต้องปล่อยให้ติดกายมันไป แล้วทรงมองหาไม้ใหญ่ไม้สูงที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อใช้กำบังกาย
“พวกมึง…หาให้ทั่ว หากเป็นเช่นที่ไอ้หมอผีนั่นว่า แถวนี้แลที่ต้องเจอตัวมัน”
‘ไอ้ทหารเวียงหนองแส กูคิดมิผิดเลย สุดท้ายแล้วเบื้องหลังอีจันทร์แดงแลไอ้อินทร์สรง ก็คือไอ้ท้าวพญาเฒ่าผู้นี้ ดีแล้วที่เหตุการณ์เยี่ยงนี้มาเกิดกับกู มิใช่พระบิดาหรือพี่กูผู้ล่วงลับ’
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH