“อี้เฉิน ?” หลี่เสียนตะลึงลาน
น้ำตาของหลี่หรูยังไหลอาบหน้า ทว่าสีหน้ายินดีกลับกลายเป็ตกตะลึง
“สองวันก่อน หลี่อี้เฉินะโโหวกเหวกในคุก ร้องว่า้าพบ ท่านเ้าเมือง บอกว่าตนเองมีเบาะแสสําคัญจะรายงาน จากนั้นท่านเ้าเมืองก็คลี่คลายคดีสําเร็จ ตามกฎหมายต้าฉินเมื่อทําคุณไถ่โทษ พวกเ้าจึงถูกปล่อยตัวอย่างปลอดภัย” เ้าหน้าที่ตอบ
“เป็...เป็เช่นนี้หรือ...”
หลี่เสียนกล่าวตะกุกตะกัก เขารับหลี่อี้เฉินกลับมาเลี้ยงดูั้แ่ตัวเท่าลูกแมว หลานชายคนนี้เป็เช่นไร เขามีหรือจะไม่ทราบอย่างกระจ่าง?
หลี่เสียนสงสัยว่าเ้าหน้าที่กําลังโป้ปด แต่เขาไม่มีหลักฐาน เ
จ้าหลานชายลูกกระต่ายผู้นั้น....ใบหน้าของหลี่หรูพลันหมองลง
ไม่ใช่บุตรชายของนางอาศัยเส้นสายช่วยครอบครัวเอาไว้หรือ เหตุใดจึงเป็หลานชายตัวเดือดร้อนผู้นี้ เขาก็ติดอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ
ท่ามกลางความสงสัยมากมายหลี่เสียนนําพาบุตรภรรยาออกทางประตูหลังของศาล พบเห็นหลี่อี้เฉินที่กําลังหวีผมทรงรังไก่ ยืนรออยู่หน้าประตูอย่างร้อนรน
ทันทีที่พบเห็นหลานชาย ความคลางแคลงที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ ล้วนไม่สําคัญอีกต่อไป บุรุษฝึกยุทธ์ผู้นี้รู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจขอบตาแดงก่ำ สาวเท้าก้าวใหญ่ๆไปเบื้องหน้า เดิมคิดจะโอบกอดหลานชายผู้นี้ แต่ก็รู้สึกเขินอาย จึงออกแรงตบบ่าเขาที่หนึ่ง กล่าวว่า “อี้เฉินทําได้ดีมาก”
แรงตบครั้งนี้ แทบทําให้หลี่อี้เฉินต้องจบชีวิตลง
“ท่านอารอง ท่านเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดระดับสูงสุด พวกเราต่างกันถึงหนึ่งระดับชั้น" หลี่อี้เฉินกล่าววาจาเหล่านี้อย่างเป็ธรรมชาติไม่รู้สึกแปลกหน้าแม้แต่น้อย แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกประหลาดใจกับความเป็กันเองนี้ ขณะเดียวกัน เมื่อมองผ่านบ่าของอารองไป ก็พบเห็นสตรีด้านหลังสามคน
เฮอะ อาหญิงก็มีวันที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลําบากเช่นนี้ ความคิดผุดขึ้นโดยไม่อาจควบคุม
ความรู้สึกยินดีในความเดือดร้อนของผู้อื่นได้เกิดขึ้นไม่นาน เขาพลันถูกใบหน้าของน้องสาวดึงดูดความสนใจไป
ดรุณีน้อยสวมชุดนักโทษหลวมกว้าง เส้นผมปล่อยสยายอยู่ข้าง ใบหน้างดงามแบบโบราณ จมูกโด่งเป็สัน ยามมองไปให้ความรู้สึกคล้ายหญิงงามเืผสม ในวัยนี้ยังเป็่วัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผสมผสานจนเป็เสน่ห์ที่ยากจะเบือนสายตาได้
“ข้ากลับมีน้องสาวที่งดงามเปล่งปลั่งถึงเพียงนี้” หลี่อี้เฉินรู้สึกตื่นตะลึง
ความทรงจําของเ้าของร่าง ภาพลักษณ์ของน้องสาวผู้นี้เลือนรางยิ่งนัก คาดว่าคงไม่ใส่ใจนางสักเท่าใด กอปรกับอาหญิงที่เป็เช่นนี้ จึงกลายเป็เกลียดบ้านเผื่อแผ่ถึงนกกา มิได้มีความรู้สึกที่ดีต่อญาติผู้น้องคนนี้มากนัก
เมื่อรู้สึกถึงสายตาร้อนแรงของญาติผู้พี่ที่มองมา หลี่หลิงเยวี่ย ะโขึ้นว่า “พี่ใหญ่” ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเขินอาย
“พี่ใหญ่”
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้อง “แจ๋ว” ดังขึ้น
หลี่หลิงอินอายุห้าปี เ้าตัวน้อยรีบวิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าหลี่อี้เฉินกะทันหัน แหงนหน้ามองเขา
หลี่อี้เฉินโบกมือกล่าวว่า “ไม่มีลูกกวาดให้เ้า ข้าเองก็เพิ่งออกจากคุกมา”
เ้าของร่างไม่ชอบบรรดาญาติผู้น้อง แต่กลับมีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อญาติผู้น้องคนเล็กนี้ อาจเพราะนางได้รับการถ่ายทอดหน้าตามาจากมารดา
“คุกคือสิ่งใด?”
“คือสถานที่ที่เ้าหลับนอน่หลายวันนี้
“เช่นนั้นพี่ชายอีกคน ได้นําลูกกวาดมาหรือไม่”
“เขาไม่ได้มา”
“อ้อ” เ้าตัวน้อยมีสีหน้าผิดหวัง พี่ชายอีกคนที่นางเอ่ยถึง คือพี่ชายแท้ๆ หลี่เหยา เพียงแต่นางไม่ทราบความแตกต่างระหว่างญาติผู้พี่กับพี่ชายแท้ๆ
น้องคนเล็กเป็เด็กน้อยโง่เขลา ไม่ฉลาดสักเท่าใด คงได้รับ การถ่ายทอดมาจากมารดา...เ้าของร่างเชื่อเช่นนั้น
สุดท้ายเขาหันไปมองอาหญิงหลี่หรู สตรีที่ชอบวางก้ามต่อหน้าหลี่อี้เฉินมาโดยตลอด คงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ต้องกล่าวขอบใจเสียงอ่อน กับหลานชายตัวเคราะห์ร้ายผู้นี้
สตรีงดงามพยักหน้าฝืนๆ กล่าวอย่างไม่เต็มใจ “ขอบ...ขอบใจอี้เฉินมาก....”
ในเวลานั้น สมองของหลี่อี้เฉินพลันปรากฏภาพความทรงจําอันเลือนราง
ในตอนที่เขาถูกอาหญิงไล่ให้ไปอยู่ในเรือนเล็กๆ ข้างบ้านตระกูล หลี่ หลี่อี้เฉินโกรธถึงขีดสุด ชี้นิ้วขึ้นฟ้าสาบานว่า ภายภาคหน้าข้าหลี่อี้เฉินจะต้องได้ดิบได้ดี ท่านอย่ามาเสียใจก็แล้วกัน!
ยามนี้นึกดูแล้วช่างกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
หลี่อี้เฉินมองดูความสัมพันธ์ของเ้าของร่างกับอาหญิง จากมุมมองบุคคลที่สาม อันที่จริงไม่สามารถโทษหญิงงามผู้นี้ทั้งหมด หลี่อี้เฉินฝึกยุทธ์ แต่ละปีใช้เงินไปร้อยกว่าตําลึง นี่เท่ากับเงินเก็บ สองสามปีของครอบครัวที่มีฐานะดีทั่วไป อาหญิงจะรู้สึกตัดพ้อก็มิใช่เื่ประหลาด ด้วยเหตุนี้หลี่อี้เฉินจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ท่านอาหญิงยังไม่ต้องรีบขอบคุณ เมื่อกลับไปรับประทานอาหารที่บ้านแล้ว ค่อยกล่าวอีกรอบหนึ่ง”
หลี่หรูพลันเบิ่งตาโต จ้องมองหลานชายตัวเคราะห์ร้ายอย่างมีโทสะ
หลี่เสียนรู้สึกสมองพองโต กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “กลับบ้านกันก่อน”
หลี่เหยาหิ้วกาสุรา เดินโงนเงินกลับมาถึงจวนสกุลหลี่ สถานที่ที่เขาใช้ชีวิตมาสิบเก้าปี บัดนี้หน้าประตูมีแผ่นป้ายอายัดทรัพย์ ผู้คนจากไป หอห้องว่างเปล่าแรมร้าง
หลี่เหยาใช้เท้าถีบประตูใหญ่ ข้ามธรณีประตู เดินโงนเงน เข้าไปหลายก้าว แล้วเดินย้อนกลับมาปิดประตู การผูกคอตายไม่ใช่เื่น่าชื่นชม ยิ่งมิใช่เื่ที่มีเกียรติสําหรับบัณฑิตเช่นเขา ฉะนั้นไม่ควรทําให้เป็ที่สนใจของทางการ ต้องรักษาหน้า!
เขาเดินจากเรือนชั้นนอก เข้าไปสู่เรือนชั้นใน รู้สึกยาวนานราวกับชั่วชีวิต
อายุสามขวบอ่านหนังสือได้ ห้าขวบท่องบทกวีได้ สิบขวบคุ้นเคยกับคัมภีร์ของปราชญ์เมธี อายุสิบสี่ปีเข้าเรียนในสถานศึกษาอวิ๋นลู่ อายุสิบแปดปีสอบได้ตําแหน่งจวี่เหริน
หากบอกว่าเป็ผู้มีพร์โดดเด่น ก็ไม่เกินเลยไปนัก ความฉลาดเฉลียวของเขา ความรอบรู้ของเขา ได้บ่มเพาะบุคลิกที่ถือดี
ที่ผ่านมา ยามอยู่ต่อหน้าผู้คนเขาแสดงท่าทางหยิ่งทะนง เป็บุคคลที่โดดเด่นมีอนาคต จะเป็เสาหลักให้แก่ตระกูลหลี่ในวันหน้า
ในฐานะบุรุษชาติอาชาไนยสูงเจ็ดเชียะ ยินดีตายอย่างเกริกไกรมากกว่ามีชีวิตอยู่อย่างอัปยศ
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หลี่เหยา ยกกาสุราในมือขึ้นดื่มจนหมด ออกแรงขว้างกับพื้นจนแตก
อาศัยความมึนเมาพุ่งเข้าไปในห้อง ฝนหมึก ยกพู่กัน เขียนบทกวีอําลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต
หลี่เหยาหัวร่อยาวนานสามครา พุ่งออกจากประตู คว้าเชือกที่เตรียมไว้ ผูกกับต้นแปะก๊วย ในลานบ้าน เขารู้สึกใพอพบว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย กลับมิได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกว่าไม่เคยสมใจเช่นนี้มาก่อน
ทันใดนั้นพลันเข้าใจเหล่าบัณฑิตที่ปล่อยตัวตามใจ ไม่หวาดกลัวสิ่งใด เหตุใดจึงสามารถยิ้มเยาะทั่วหล้าได้
แม้แต่ความตายยังไม่กลัว ในโลกนี้ยังมีสิ่งใดคู่ควรให้พรั่นพรึง
เมืองหลวงคึกคัก เป็เมืองที่เจริญที่สุดในแผ่นดิน
หลี่อี้เฉินเดินผ่านเมืองโบราณครึกครื้น มีรถมากมายราวสายธารไหลริน มีม้าพ่วงพีราวกับั สองฟากเต็มไปด้วยร้านค้า ธงหน้าร้านโบกสะบัดตามสายลม
กวีบทหนึ่งผุดขึ้นในสมองของเขา “กิ่งใบหลิวตกครื้มราวหมอกควัน แลสะพานงดงามดั่งภาพวาด ม่านสีเขียวบังลมปลิวสะบัด ดารดาษสิบหมื่นบ้านครัวเรือน*”
อันที่จริงเมืองหลวงแห่งนี้ยังเจริญยิ่งกว่าเมืองเฉียนถังในบทกวี บันทึกของต้าฉินได้ระบุว่า "รัชศกหยวนจิ่งปีที่หนึ่ง เมืองหลวงมีประชากรหนึ่งร้อยเก้าสิบหกหมื่นเศษ”
บัดนี้เป็รัชศกหยวนซึ่งปีที่สามสิบหกประชากรในเมืองหลวงคงมีมากกว่าสองร้อยหมื่นแล้ว
จวนสกุลหลี่เป็เรือนสามเข้าสามออก เลี้ยงดูหญิงรับใช้เจ็ดแปดคน บัดนี้ได้ปลดคนรับใช้ทั้งหมดออก ประตูใหญ่ปิดแน่น ผู้คนจากไป บ้านเรือนว่างเปล่า
หลี่หรูมองดูแผ่นกระดาษปิดหน้าประตู ความรู้สึกมากมายประดัง เข้ามา “ไม่รู้ว่ายามนี้เหยาเอ๋อร์จะเป็อย่างไร เขาจะต้องเป็ห่วงพวกเรามากอย่างแน่นอน ก่อนเข้าคุก เด็กคนนี้ยังบอกว่าจะต้องช่วยพวกเราออกมาให้ได้”
นางกล่าวพลางเดินเข้าไปด้านใน
บ้านเรือนในเมืองหลวงมีราคาแพง เรือนสามเข้าสามออกขนาดใหญ่ อย่างน้อยคงมีราคาสักห้าพันตําลึง มัดจําสามส่วน ก็เป็เงิน หนึ่งพันห้าร้อยตําลึง....ถุย มาถึงโลกในอดีตแล้ว ยังมัวคิดถึงราคาอสังหาริมทรัพย์อีก?
หลี่อี้เฉินฉีกยิ้มเล็กน้อย
หลี่เสียนกล่าวปลอบภรรยาว่า “เหยาเอ๋อร์ศึกษาคัมภีร์ปราชญ์เมธีมากมาย มีนิสัยหนักแน่นพึ่งพาได้ ยามนี้คาดว่าคงกําลังวิ่งเต้นให้พวกเราอยู่ รอให้เขากลับมาแล้ว พวกเราสร้างความประหลาดใจให้เขาสักครา”
แย่แล้ว....ใบหน้าหลี่อี้เฉินพลันซีดเผือด เขาทราบว่าสวี่เหยากําลังคิดสั้น
ในสายตาของอารองกับอาหญิง หลี่เหยาเป็คนหนักแน่น ไม่กล่าวล้อเล่นเหลวไหล เป็บัณฑิตที่มีจิตใจมั่นคงแข็งแกร่ง
“ฮา ฮา ฮา ข้าสวี่ซินเหนียน ยามมีชีวิตเป็คนเสรี ยามตาย เป็ผีทะนง”
“หลี่เหยาแม้มีความสามารถมากมาย แต่์กลับไร้ความยุติธรรม"
“หากฟ้าไม่ให้กําเนิดข้าหลี่เหยา ต้าฉินจะมืดมนอนธกาลไปชั่วนิรันดร์....”
ใต้ต้นแปะก๊วย บัณฑิตคนหนึ่งยืนบนเก้าอี้ ปลดที่รัดผมของตนโยนทิ้ง สะบัดศีรษะไปมา ปล่อยให้ผมกระเซอะกระเซิง
เขา้าเป็บุรุษคลั่ง ้าเป็คนทําตามอําเภอใจ สอดศีรษะเข้าไปในห่วงเชือก ทันใดนั้นพลันเห็นคนในครอบครัวจ้องมองมา ด้วยสายตาแตกตื่น
ข้าหลี่เหยารักเสรีไร้พันธนาการ... หลี่เหยาแม้มีความสามารถ ์กลับไร้ความยุติธรรม....หากฟ้าไม่ให้กําเนิดข้าหลี่เหยา ต้าฉินจะมืดมนอนธกาลไปชั่วนิรันดร์…หลี่เหยาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบกับคนในครอบครัว พลันรู้สึกว่าตนเองตายช้าไปก้าวหนึ่ง