อาการของเสี่ยวหลงดีวันดีคืน นักบวชอารามเขียวอนุญาตให้ชายหนุ่มพักอยู่ในอารามบนวัด เพราะอย่างไรเขาก็เติบโตเป็บุรุษเต็มตัวแล้ว ที่อารามดับทุกข์ยังมีมู่หรั่นชิวที่เป็สตรีถึงแม้จะยังอายุน้อย แต่ก็ดูไม่เหมาะสมที่จะให้เสี่ยวหลงกลับไปพักที่อารามดับทุกข์ต่อไป
่ระหว่างที่รอให้ร่างกายของเสี่ยวหลงฟื้นฟูเต็มที่ มู่หรั่นชิวก็ส่งจดหมายออกไปที่ชายแดนถึงพี่ชายมู่เกอของนาง ค่ายทหารอยู่ไม่ไกลจากวัดหนานผูเท่าใดนัก เดินทางราวเดือนเศษก็ถึงแล้ว นับจากมู่เกอออกจากบ้านไปถึงวันนี้ก็เป็เวลาเกือบ 4 เดือนแล้ว นางจึงคิดจะเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นที่บ้านให้พี่ชายได้รับรู้ แม้ว่ามู่เกอจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่คงต้องมีคนในหน่วยทหารช่วยเหลืออ่านให้เขาฟังบ้างสักคน นางคิดในใจ
……….
ค่ายทหารเมืองกั๋ว
บริเวณลานฝึกฝนทหารปรากฏร่างทหารหลายร้อยคนกำลังล้อมวงส่งเสียงะโโหวกเหวกกันดังสนั่น
“ข้าไม่ได้ชื่อว่าเ้าโง่!!” มู่เกอแผดเสียงะโก้อง วิ่งไลจับทุ่มร่างสหายทหารที่ฝึกฝนร่วมกันอยู่ลงบนพื้นทีละคน
“เข้าไปพร้อมกัน ดึงมันให้ล้มให้ได้!!” ทหารที่ถูกทุ่มล้มลงไปบนพื้นเมื่อครู่ลุกขึ้นมาส่งสัญญาณให้สหายที่กระเด็นไปคนละทิศละทางเข้าใจ
อีกด้านกลุ่มนายกองสิบกว่าคนก็นั่งดูชมเื่สนุกอยู่ภายนอกวงล้อม พวกเขามีหน้าที่ฝึกฝนทหารใหม่ที่คัดเลือกมาจากชาวบ้านเพื่อมาช่วยเหลือกองทัพแคว้นเหลี่ยง
าระหว่างแคว้นเหลียงกับแคว้นฉีเป็การกระทบกระทั่งกันจากเื่เล็กน้อย แล้วลุกลามจนขยายใหญ่ไปเรื่อย ๆ เส้นแบ่งเขตระหว่างสองแคว้นเป็แม่น้ำเหลี่ยงอ๋าวที่มีระยะทางยาว กำลังทหารของกองทัพจะประจำอยู่บริเวณที่มีผืนแผ่นดินเชื่อมติดกันหรือบริเวณสะพาน แต่อีกฝ่ายก็มักจะลักลอบส่งทหารผ่านเรือข้ามฟากมาสร้างความวุ่นวายอยู่เป็ประจำ กองทัพจึงต้องระดมทหารเกณฑ์มาช่วยเหลือสอดส่องอยู่ตามจุดต่าง ๆ ริมแม่น้ำ
เวลานี้รับทหารใหม่เข้ามาฝึกฝนระเบียบวินัยกันจนพร้อมที่จะแยกกองออกไปประจำยังจุดเฝ้าระวังต่าง ๆ ริมแม่น้ำแล้ว แต่ขณะที่นายกองกำลังจะคัดเลือกทหารใหม่เข้ามาประจำกองร้อยของตนเอง กลับมีการทะเลาะวิวาทในหมู่ทหารใหม่ด้วยกันเสียก่อน
“จับทั้งกลุ่มที่ทะเลาะวิวาทไปลงโทษเป็ตัวอย่างสักหน่อยเป็ไร นี่ต่อหน้าท่านนายกองหลายคนพวกเขายังกล้าแตกแถว” หนึ่งในนายกองบ่นออกมาเตรียมจะเดินเข้าไปห้ามปราม
“ช้าก่อน รอดูต่ออีกสักนิดเถิด เ้าหนุ่มตัวใหญ่นั่นแรงเยอะไม่น้อยเลยเชียว คนสิบกว่าคนยังรั้งเขาไม่อยู่ ข้าขอคนนี้เข้ามาอยู่กองร้อยของข้าแล้วกัน” เยี่ยนอวี๋นายกองหนุ่ม บุตรชายลำดับที่สามของท่านแม่ทัพเยี่ยนรั้งตัวสหายของเขาเอาไว้
“นายกองเยี่ยน เ้าเอาจริงหรือ? ฮ่าๆๆ เ้าไม่รู้อันใดเสียแล้ว เ้านั่นน่ะทหารทุกคนเรียกเขาว่า เ้าโง่ มีเพียงร่างกายที่สูงใหญ่แข็งแรงเท่านั้นล่ะ แต่สติปัญญามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก ไม่มีผู้ใดคิดอยากอยู่ร่วมกองร้อยเดียวกับมันหรอก เป็ภาระให้ต้องดูแลเสียเปล่า” นายกองคนเดิมกล่าวออกมาตามด้วยเสียงหัวเราะของนายกองที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน
“เช่นนั้นข้าย่อมต้องดูให้นานกว่านี้”
ทางฝ่ายมู่เกอ ที่ถูกสหายทหารช่วยกันจับตัวเอาไว้หมายจะล้มเขาลงให้ได้ แต่กลับกลายเป็ว่าไม่มีผู้ใดสามารถรั้งตัวเขาเอาไว้ได้นาน ไม่นานก็ถูกสลัดถูกโยนทิ้งราวกับเป็ตุ๊กตาผ้ากระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศละทาง
เยี่ยนอวี๋และนายกองคนอื่น ๆ เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาชมเื่ครึกครื้นนี้ใกล้ๆ เห็นว่าคนกลุ่มแรกสิบกว่าคนล้วนลุกไม่ขึ้นกันแล้ว เยี่ยนอวี๋จึงสั่งทหารใหม่ที่อยู่ข้างๆ เขา
“เข้าไปอีกสิบคน”
ทหารใหม่เห็นว่าเหล่านายกองไม่ได้ห้ามปรามหรือออกคำสั่งทำโทษพวกเขา ทั้งยังเรียกคนให้เข้าไปจัดการเ้าโง่นั่นเพิ่มก็ยิ่งได้ใจ หมายจะโอ้อวดความสามารถของตนต่อหน้าเหล่านายกอง รีบเสนอตัวออกไปเบื้องหน้าชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ที่ถูกฝูงชนล้อมวงมุงดูเขาอยู่
“เ้าโง่ เห็นหรือไม่ว่าเ้ากำลังทำให้พวกเราต้องขายหน้าต่อหน้าท่านนายกองทั้งหลาย” ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งเดินอาดๆ ออกมาเผชิญหน้ากับมู่เกอ
“ข้าไม่ได้ชื่อว่าเ้าโง่ พวกเ้าต่างหากที่โง่ ข้าพูดตั้งหลายครั้งแล้วพวกเ้าก็ไม่เข้าใจกันเสียที” มู่เกอเถียงหน้าดำหน้าแดง
“ล้มมันให้ได้!!” เสียงะโจากกลุ่มชนที่ล้อมวงกันอยู่ดังเชียร์ขึ้นมา
สิบคนที่เข้ามาใหม่ก็กระโจนเข้าใส่มู่เกอพร้อมกันทันที แต่ไม่ทันไรก็ถูกทั้งหมัดทั้งเข่าทั้งเท้าของมู่เกอ ฟาดกลับจนวงแตกกระเจิง
“เข้าไปอีกสิบคน” เยี่ยนอวี๋สั่ง
มู่เกอไม่ได้รู้สึกกลัวหรือใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองเลยแม้แต่น้อย หลบเท้าหลบหมัดและวิ่งเข้าชนกับทุกคนอย่างไม่ลดละ หลายครั้งก็เกือบจะพลาดพลั้งแต่ก็ใช้ร่างกายที่สูงใหญ่ของตนะโขวางคว่ำคู่ต่อสู้ให้ล้มคว่ำไปพร้อมกับตนเอง ก่อนจะพลิกสถานการณ์กลับมายืนขึ้นจัดการกับกลุ่มต่อไปไม่หยุด
เยี่ยนอวี๋ยิ่งมองยิ่งชอบใจชายหนุ่มที่เขายังไม่รู้จักชื่อนี้ยิ่งนัก เขาสังเกตเห็นแววตาของเ้าโง่ว่าไม่ได้มีร่องรอยของความกระหายเืแต่อย่างใด มีเพียงความไม่พอใจและหงุดหงิดที่ตนถูกเรียกชื่อเช่นนั้น อีกทั้งเขาก็ไม่ได้ลงมือทำร้ายอีกฝ่ายให้าเ็ร้ายแรงอันใด ทั้งๆ มีโอกาสอยู่หลายครั้ง
“พอได้แล้ว!!” เยี่ยนอวี๋ะโหยุดการแสดงฝีมือตรงหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็เหนื่อยหอบ เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยหน้าตาปูดบวมกันเป็แถว
ทหารหลายคนรีบเข้ามาช่วยพยุงตัวมู่เกอเอาไว้ พวกเขาส่วนใหญ่เป็คนที่มาจากหมู่บ้านฝางที่เดียวกับมู่เกอ และรู้ดีว่ามู่เกอสติปัญญาทึบ แต่พอมีเื่อีกทั้งยังเป็คนหมู่มากจึงไม่กล้าเข้าช่วย อีกส่วนหนึ่งก็เป็คนที่ส่งเสียงเชียร์อยู่เมื่อครู่ ได้เห็นเ้าโง่สู้ไม่ถอย หากเป็เวลาต่อสู้กับข้าศึกเข้าจริงๆ เ้าโง่ผู้นี้อาจจะช่วยเหลือพวกเขาได้ จึงคิดจะผูกมิตรเอาไว้
“ทั้งกลุ่มนั่นน่ะ แยกออกมาทางนี้” เยี่ยนอวี๋ชี้ไปยังกลุ่มทหารที่ยืนอยู่เคียงข้างมู่เกอราว 30 กว่าคน
ทหารโดยรอบที่ล้อมวงกันอยู่เมื่อครู่เมื่อเห็นว่าความสนุกสนานเบื้องหน้าได้จบลงไปแล้ว ก็พากันกลับไปตั้งแถวปล่อยให้กลุ่มของมู่เกอ 30 กว่าคนเดินออกไปด้านหน้า ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
หลายคนก็นึกสงสารเ้าโง่กันอยู่มาก อันที่จริงตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา เ้าโง่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดมาก่อน ทั้งยังมีน้ำใจขยันขันแข็ง เพียงแค่พวกเขาชอบหยอกล้อเ้าร่างใหญ่นี่กันมากหน่อยเป็การคลายเหงาก็เท่านั้น แต่ดูเหมือนเ้าโง่จะเริ่มสะสมความไม่พอใจเอาไว้นาน วันนี้จึงได้ะเิอารมณ์จนเป็เื่ทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมา
“เ้าน่ะออกมานี่” เยี่ยนอวี๋กวักมือเรียกมู่เกอให้เดินเข้ามาหาเขา
“เ้าบอกว่าเ้าไม่ได้ชื่อเ้าโง่ เช่นนั้นเ้าเรียกว่าอะไร” ชายหนุ่มถาม
“ข้าแซ่มู่ นามคำเดียวว่าเกอขอรับ แต่ว่าข้าไม่ชอบให้ทุกคนเรียกข้าเช่นนี้” มู่เกอยืนตัวตรงตอบคำถามฉะฉาน
เยี่ยนอวี๋ยกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะซักถามต่อไป
“ไม่ให้ทุกคนเรียกเ้าว่ามู่เกอ ไม่ให้ทุกคนเรียกเ้าว่าเ้าโง่ แล้วเ้าจะให้ผู้อื่นเรียกเ้าเช่นไรเล่า?”
มู่เกอแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน ยืดอกขึ้นเต็มที่ เขาคิดในใจว่านายกองผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก เขาพร่ำบอกสหายหลายคนอยู่นานนับเดือนกลับไม่มีผู้ใดเข้าใจเขา มีเพียงนายกองแซ่เยี่ยนผู้นี้คนเดียวที่เข้าใจเขา
“คนในหมู่บ้านฝางที่ข้าจากมา เรียกข้าว่า ”เ้าทึ่ม" ขอรับ" มู่เกอเงยหน้าขึ้นฟ้าะโก้องเสียงดังฟังชัดอยากภาคภูมิใจ