บทที่ 30
เหตุการณ์วุ่นวายภายในโรงสุรา
ชายหนุ่มที่เป็คนดูแลร้านด้านหน้าวิ่งเข้ามาหยุดลงด้านหน้าของซูฉี หญิงสาวแสดงใบหน้าสงสัยมองไปที่ชายผู้นั้น
“ มีอันใดอย่างงั้นรึ? ” นางถามอย่างขมวดคิ้ว
“ คือว่าท่านแม่ทัพอยากจะพบท่านน่ะขอรับ ” ชายผู้นั้นพูดขึ้นมา
‘ นั้นอย่างไรพูดยังไม่ทันขาดคำเลย ดูเหมือนว่าเื่จะมาถึงตัวข้าเสียแล้ว ’ นางเพิ่งคิดไปเมื่อครู่ เพียงแค่คู่เดียวเท่านั้นก็กลับมีเื่ราวมุ่งตรงมาถึง
ซูฉียกมือสะบัดมือไปมา “ กลับไปบอกท่านแม่ทับข้าไม่ได้รับแขก ข้ามีหน้าที่ในการดูแลด้านหลังร้านเท่านั้น ”
นางบอกปัดไปอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นเหงื่อตกมันแสยะยิ้มราวกับว่ามีบางอย่าง ซูฉีเห็นคนผู้นั้นแสดงท่าทางเก้ๆกังๆหนังจึงถามขึ้น “ มีเื่อะไรอีก? ”
“ ไม่ได้นะขอรับถ้าท่านไม่ไปไม่ได้เด็ดขาด”
“ ท่านแม่ทัพบอกว่าถ้าท่านไม่ไปพบท่านแม่ทัพแล้วก็… ท่านแม่ทัพจะพังร้านของพวกเรา ”
ซูฉียกมือขึ้นมากุมขมับ ในตอนนี้นางแทบอยากจะกรีดร้องออกมาภายในใจ คนผู้นั้น้าอะไรกันแน่
“ เข้าใจแล้ว ” นางพูดอย่างกัดฟันก่อนที่จะเดินตามชายผู้นั้นไป
โต๊ะส่วนตัวที่ตั้งอยู่ชั้นสอง ซูฉีเดินตามมาจนถึงโต๊ะของแม่ทัพหวง วันนี้หวงเจียวลู่ยังคงเป็บุรุษท่าทางองอาจมีใบหน้าหล่อเหลาเช่นเดิม เขาไม่ได้สวมใส่ชุดเกราะทหารแต่ว่าสวมใส่เป็ชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท
หวงเจียวลู่นั่งยกสุราขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางผ่อนคลาย เห็นหญิงสาวที่ตนเองนั้น้าพบเดินทางมาถึง มันวางจอกสุราลงเหลือบสายตาไปมองนางพร้อมกับแสยะยิ้ม
ซูฉีใบหน้าบิดเบี้ยว มองดูก็รู้ได้ในทันทีว่านางไม่พอใจ
“ อันใดกันเหตุใดคุณหนูซูถึงแสดงใบหน้าแบบนั้น? ” หวงเจียวลู่พูดด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ มุมปากของมันยังคงปรากฏรอยยิ้มอันกวนประสาทอยู่เช่นเดิม
ซูฉีกัดฟันพูด “ คือว่าข้ามีงานการมากมายที่ต้องทำ ท่านแม่ทัพอยากพบข้ามีเื่อันใดอยากจะพูดอย่างนั้นหรือเ้าคะเชิญพูดมาได้เลย ”
“ รีบพูดข้าจะได้รีบไปทำงานของตนต่อ ”
“ รีบร้อนอะไรขนาดนั้น? ”
“ เอาแบบนี้เป็อย่างไรถ้าตัวของเ้าไม่มีเวลาว่างมากนัก ข้าจะพังร้านแห่งนี้เ้าจะได้มีเวลานั่งสนทนากับข้า ” หวงเจียวลู่พูดเย้าหยอกออกมา
“ กองทัพเกราะดำเกรียงไกรสง่างาม คงจะไม่ทำเื่เช่นนั้นอย่างแน่นอน ท่านแม่ทัพใหญ่มีเื่อะไรที่อยากจะพูดก็เชิญพูดออกมาเถอะเ้าค่ะ ” นางกัดฟันพูด
นางรู้ดีว่าคนผู้นี้อย่างไรเสียก็คงจะขู่ไปอย่างนั้น ถึงกองทัพเกราะดำจะน่ากลัวเกรียงไกร แต่ว่านั่นก็เป็เพียงแค่ภายในสนามรบ พวกเขาไม่เคยคิดหันดาบเข้าหาพวกเดียวกันเอง มีแต่เหล่าศัตรูเท่านั้นที่หวาดกลัว
ซูฉีจึงรู้ดีว่าคนพวกนี้พูดเพียงเย้าหยอกไม่ได้คิดจะเอาจริงเอาจัง แต่ที่นางต้องแสดงท่าทางแบบนี้ ก็เป็เพราะว่านางอยากจะออกห่างคนพวกนี้ให้มากที่สุดตามที่ตั้งใจเอาไว้
แต่ว่าคนผู้นี้ก็ยียวนกวนประสาท อันที่จริงแล้วถ้ามิได้มองถึงประสบการณ์แรกที่พบเจออันย่ำแย่ ซูฉีก็มองว่าคนผู้นี้ก็มีใบหน้าหล่อเหลา
แต่ว่าเพราะประสบการณ์พบเจอครั้งแรกย่ำแย่เช่นนี้ นางจึงรู้สึกอยากจะออกห่างจากคนผู้นี้
“ ข้ารู้สึกว่ากองทัพเกราะดำมาอยู่ที่โรงสุรา เหมือนกับว่ามันจะมีเื่อะไรเกิดขึ้นเลย? ” ซูฉีพูดอย่างไม่ปกปิด
“ คิดมากเกินไปแล้วในวันนี้กองทัพฝึกฝนอย่างหนักมาหลายเดือน เป็วันพักผ่อนในรอบหลายเดือนค่าให้เหล่าทหารดื่มสุราได้อย่างตามใจ อยากจะทำอะไรก็ทำวันนี้ก็เป็วันพักผ่อนของข้าเช่นเดียวกัน ” หวงเจียวลู่ยกสุราขึ้นดื่ม
กองทัพเองก็มีวันหยุดเช่นเดียวกัน หวงเจียวลู่แม้ว่าจะเป็แม่ทัพที่เหี้ยมโหด แต่ในสายตาของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา คนหนุ่มผู้นี้ก็เป็คนมีความสามารถและมีอุดมการณ์
หวงเจียวลู่รู้ดีกองทัพแม้ว่าจะเคร่งเครียดเพียงใด อยู่ภายในกฎระเบียบและกฎเกณฑ์เป็เวลานานพวกทหารย่อมเหนื่อยล้า
เพราะแบบนั้นจึงมีวันปลดปล่อยแบบนี้ปรากฏขึ้นมา
“ อ๋อ.. เช่นนั้นอย่างงั้นหรือเ้าคะ ถ้าเช่นนั้นท่านก็เชิญนั่งดื่มสุราเพลิดเพลินกับวันพักผ่อนของท่านไปเถอะเ้าค่ะข้าคงต้องขอตัวไปทำงานก่อน ” นางก้มศีรษะของตนเองพร้อมจะถอยออกจากสถานที่แห่งนี้
ทันทีที่นางจะก้าวออกไป บรรยากาศบริเวณรอบๆเปลี่ยนไป หวงเจียวลู่ที่เคยแสดงรอยยิ้ม บนใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มอยู่อยู่ก็ปรากฏความตึงเครียด
ทหารรักษาความปลอดภัยรอบร่างกายแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มีประมาณห้าคน พวกเขาล้วนแล้วใช้มือของตนจับกระบี่ที่อยู่ข้างเอว
ความตึงเครียดปรากฏขึ้นในชั่วพริบตา ซูฉีที่กำลังจะเดินออกจากจุดนี้นางก็หยุดนิ่งเช่นเดียวกัน นางััได้ถึงความตึงเครียดที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาด
ดวงตาบนใบหน้าอันงดงามของนางร้ายผู้นี้กำลังเหลือบสายตาไปมองทางซ้ายขวา แม้แต่เด็กยังมองออกเลยบรรยากาศเช่นนี้กำลังมีบางอย่างเกิดขึ้น
หลังจากบริเวณรอบๆตกสู่ความเงียบสักพัก วัตถุบางอย่างพุ่งผ่านสายลมจากด้านนอกเข้ามา หวงเจียวลู่ตบโต๊ะหนึ่งครั้งเกิดกลายเป็เสียงดัง ปั้ง!!!
กระบี่ที่วางอยู่บนโต๊ะสุราเด้งขึ้น หวงเจียวลู่คว้ากระบี่เล่มนั้นดึงออกมาจากฝัก พริบตาเดียวกระบี่อันรวดเร็วตัดวัตถุชิ้นนั้นที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอก
ฉึบ!!! มันคือลูกธนูลูกธนูที่พุ่งเข้ามาถูกตัดจนขาดเป็สองท่อน ซูฉีดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
หวงเจียวลู่ใช้มือของตนพุ่งไปดึงร่างกายของหญิงสาวมาโอบรัดเอาไว้ภายในอ้อมแขน กระบี่ภายในมือของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้น
หลังจากนั้นมันปรากฏร่างของมือสังหารจำนวนมากพุ่งเข้ามาจากทางหน้าต่าง ซูฉีอ้าปากค้างอุทานออกมา “ นี่มันอะไรกัน? ”
นางแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกใ อยู่คนพวกนี้ก็ปรากฏกาย แต่เพียงแค่มองชุดสีดำที่ปกปิดร่างกาย และใบหน้านางก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกมันคือมือสังหาร
หวงเจียวลู่แสยะยิ้มที่มุมปาก พวกมันมีจำนวนนับสิบคนล้อมรอบพวกเขาที่มีเพียงแค่ห้า แม่ทัพหนุ่มผู้นี้แสดงรอยยิ้มในสถานการณ์ที่ตึงเครียด
“ นานขนาดได้แล้วที่ไม่มีคนมาลอบสังหารข้าเช่นนี้ ” หวงเจียวลู่พูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปไกล ผู้คนมากมายต่างยำเกรงแม้ว่ามีคนจากประสงค์ร้าย แต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าส่งมือสังหารมาลอบสังหารอย่างตรงๆ
เพราะแบบนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี
“ ท่านบ้าไปแล้วอย่างนั้นรึ? คนล้อมพวกเรามากมายเช่นนี้กลับแสดงรอยยิ้ม ” หญิงสาวในอ้อมแขนร้องดังขึ้น ซูฉีใจเต้นตึบตึบนางอยู่ภายในสถานการณ์อะไรกันเนี่ย
ในใจของนางก็คิดเอาไว้แล้วเชียวว่าเข้าใกล้คนพวกนี้มีแต่อันตรายและเื่วุ่นวายมากมาย
ยังไม่ทันได้ทำใจเลย หนึ่งกระบี่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผู้ที่อยู่ด้านหน้ามือสังหารพวกนั้นบุกโจมตีในครั้งเดียว
หวงเจียวลู่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแต่ตนเองนั้นกลับไม่มีใบหน้าวิตกเลยแม้แต่น้อย
เห็นพวกมันพุ่งตรงเข้าเขาใช้เพียงแค่กระบี่ภายในมือของตนเองพุ่งทะยานตอบโต้กลับไป แม่ทัพหนุ่มผู้นี้พละกำลังล้นเหลือ กระบี่ของเขานั้นจัดอยู่ว่าเป็สุดยอดวิชา
เพียงตวัดครั้งเดียวคนสองคนที่ตั้งรับถึงกับกระเด็นไปด้านหลัง บ่งบอกถึงความสามารถที่ล้นเหลือของคนผู้นี้
ซูฉีที่อยู่ภายในอ้อมแขนของเขายังรู้สึกตกตะลึง ดูเหมือนว่าผู้คนภายในเมืองหลวงต่างพูดว่า หวงเจียวลู่นั้นเป็ปีศาจหรืออสูรกายมันก็ไม่ใช่เื่แปลกเลยแม้แต่น้อย
“ ฆ่าให้หมด!!! ” แม่ทัพหนุ่มสั่งการออกไป
หลังจากนั้นโรงสุราแห่งนี้ก็ถูกย้อมไปด้วยเื โลหิตสีแดงสดปกคลุมบริเวณพื้นล่างของมือสังหารหลายสิบคนนอนตายเกลื่อนกราด
ผู้ใดจะคิดราตรีนี้กลายเป็ราตรีสีเืไปโดยปริยาย ซูฉีถูกดึงเข้ามาภายในเหตุการณ์ที่วุ่นวายอีกแล้ว นางอยากจะบ้าตายนี่มันเื่อะไรกัน
แล้วผู้ใดหาญกล้าขณะที่คิดจะลอบสังหารแม่ทัพของกองทัพเกราะดำแบบนี้กัน
จบบท