เมื่อวันเทศกาลโคมไฟเวียนมาถึง มู่เฉินได้หาข้ออ้างจ้างวานศิษย์ในสำนักให้รับผิดชอบงานเวรแทนทั้งหมด วันนี้เขาตัดชุดใหม่เข้ารูปสะอาดงาม ตั้งใจจะให้ตัวเองดูดีที่สุดในยามพบแม่นางฮวาอี้หรง
ถึงเวลานัดหมาย มู่เฉินออกเดินทางไปยังศาลาหอจันทร์เสี้ยว เขาต้องถามทางหลายครั้งกว่าจะไปถึง เมื่อมาถึงกลับพบว่าที่นี่แม้อยู่ในเขตเมือง ทว่ากลับเงียบสงบกว่าที่อื่นนัก ดุจสถานที่ที่ถูกตัดขาดออกจากความพลุกพล่านภายนอก
เมื่อแจ้งชื่อกับคนเฝ้าประตูแล้ว เขาก็ได้รับการนำทางเข้าสู่พื้นที่ภายใน กำแพงสี่ด้านสูงล้อมรอบอย่างแ่า ด้านหน้ามีสวนหญ้าและไม้ดอกผลิบานแต่งแต้มสีสัน มีกลิ่นหอมอวลจางๆ ชวนผ่อนคลาย จากนั้นเป็สระน้ำขนาดใหญ่มีสะพานไม้ทอดยาวออกไปยังศาลากลางน้ำ บรรยากาศเงียบสงบ อบอวลด้วยรสชาติแห่งความเป็ส่วนตัวเพียบพร้อม มู่เฉินเพียงก้าวเข้ามาก็รู้แล้วว่า ค่าใช้จ่ายสถานที่เช่นนี้ต้องสูงล้ำแน่นอน ตระกูลฮวาคงมิใช่ตระกูลธรรมดา
สองข้างทางมีโคมไฟแขวนเรียงราย แสงสว่างอุ่นละมุนทอดเป็ทางสู่ศาลากลางน้ำ เสียงลมพัดเบาๆ ทำให้เปลวไฟโคมโยกไหวอย่างนุ่มนวล ราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือน
เมื่อเดินเข้าใกล้ มู่เฉินก็ได้เห็นสองสตรีอยู่ในศาลา คนหนึ่งคือสาวใช้ อีกคนคือคุณหนูที่เขาเฝ้าคิดถึง แม้ยังมองเพียงแต่ไกล ก็เห็นแล้วว่าคืนนี้ฮวาอี้หรงงดงามจนแทบไม่อาจหาสิ่งใดเทียบได้
นางสวมอาภรณ์แพรบางสีอ่อนทอแสงระยิบระยับยามต้องแสงโคม งามสง่าดุจดอกเหมยกลางหิมะ ใบหน้างามบริสุทธิ์ รอยยิ้มอ่อนโยนราวแสงจันทร์ มู่เฉินใจเต้นแรงไม่เป็จังหวะ ค่อยๆ เดินเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อถึงก็ทักทายอย่างสุภาพ ฮวาอี้หรงเพียงโบกมือเบาๆ ให้สาวใช้เดินออกไป เหลือเพียงทั้งสองอยู่ในศาลาเดียวกัน แม้เงียบสงัดแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษ ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม แต่กลับมิได้เอ่ยคำใดออกมา ต่างหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย
เพื่อทำลายความประหม่า มู่เฉินเอ่ยถามถึงสถานที่ ฮวาอี้หรงยิ้มละไมแล้วตอบ “ที่แห่งนี้เป็ของตระกูลฮวาของข้า ท่านแม่เป็ผู้ดูแลกิจการ” แล้วกล่าวต่ออย่างไม่ปิดบัง “ท่านพ่อของข้าเป็ขุนนางเมืองหลวง ส่วนท่านแม่เป็อนุ จึงพาข้ามาอยู่ที่เมืองนี้”
นางเพียงอ่านสีหน้ามู่เฉินก็เหมือนจะรู้คำถามในใจ
มู่เฉินตะลึงที่นางตอบราวอ่านใจได้ เขาเองก็เลยเล่าเื่ราวของตน บ้านเกิด ความฝัน และหนทางที่นำเขามาถึงวันนี้ ฮวาอี้หรงฟังอย่างตั้งใจ แววตาแฝงรอยอบอุ่น แต่ในใจจริงนางก็รู้มาบ้างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้ส่งคนไปสืบเื่ของเขา
ทั้งสองสนทนากันเรื่อยเปื่อย ยามสบตากันก็ยิ้มอย่างอ่อนหวาน บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความสุขที่ไม่อาจลืมเลือนได้
มู่เฉินจ้องใบหน้านาง แสงโคมไฟสีส้มอ่อนสะท้อนผิวขาวกระจ่างราวหยก สวยงามจนหัวใจแทบหยุดเต้น เขาอยากจะสวมกอดนางสักครั้ง แต่โต๊ะตรงกลางก็ราวกับขวากหนามขวางกั้น
ยามนี้เพียงแค่คิดจะขยับเท้า ภายในใจก็กลัวเสียเหลือเกินว่านางจะรู้ทัน
ทันใดนั้นเสียงกลองดังขึ้นจากที่ไกล แสงหลังกำแพงปลายสระน้ำพลันสว่างไสว โคมไฟนับพันดวงค่อยๆ ลอยสู่ท้องฟ้า ประดุจดวงดาวเคลื่อนลงมาจาก์ ฮวาอี้หรงตื่นตาตื่นใจ รีบลุกขึ้นยืนเกาะราวศาลา มองโคมไฟด้วยความเบิกบาน แล้วหันมายิ้มเรียกให้มู่เฉินมาดูเคียงข้าง
มู่เฉินจึงเดินไปยืนใกล้ๆ ทั้งสองยืนเคียงกัน แสงโคมสะท้อนในดวงตาทั้งคู่ ชั่วขณะนั้นราวโลกทั้งใบเหลือเพียงเขาและนาง
มือของทั้งสองที่วางบนราวศาลา ค่อยๆ ขยับเข้าหากัน สุดท้ายก็ทับซ้อนและกุมกันแน่นอย่างไม่ต้องเอ่ยคำใด ความอบอุ่นแผ่ซ่านจนหัวใจสั่นสะท้าน
มู่เฉินกำลังจะเอ่ยวาจา ทว่ากลับรู้สึกลมหายใจอุ่นๆ ััแก้ม เขาหันไปก็พบว่า ฮวาอี้หรงเขย่งตัวขึ้นฝากจุมพิตอ่อนโยนบนแก้มของเขาอย่างแ่เบา แล้วรีบผละออกด้วยความเขินอาย
มู่เฉินดั่งตัวลอย ิญญาแทบถอดจากร่าง รู้เพียงหัวใจพองโตดุจอยู่ในความฝันที่ไม่อยากตื่น
ฮวาอี้หรงกลับไปนั่งที่ด้วยใบหน้าแดงเรื่อ ส่วนมู่เฉินเมื่อได้สติ ก็กลับไปนั่งยังที่ของตน
ทั้งสองทำเพียงหยิบของว่างขึ้นมากิน แต่รสล้วนจืดชืดเพราะหัวใจยังคงพองโตเต็มเปี่ยม
ค่ำคืนนั้น ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่อยไปจนดึก แม้มิได้ออกไปยังงานเทศกาลที่พลุกพล่านภายนอก แต่ต่างรู้ดีว่าที่เงียบสงบแห่งนี้คือบรรยากาศที่ดีที่สุด
เมื่อถึงเวลาจากลา ทั้งสองค่อยๆ เดินออกจากศาลากลางน้ำ ข้ามสะพานไม้กลางสระ พอมาถึงกลางสะพาน มู่เฉินรวบรวมความกล้า โผเข้ากอดฮวาอี้หรงไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายออก
ฮวาอี้หรงมิได้ขัดขืน เพียงยืนนิ่งราวกับไม่อยากให้่เวลานี้ผ่านไป
เมื่อถึงประตูด้านนอก คนใช้รออยู่พร้อมโค้งคำนับ มู่เฉินเอ่ยคำลาพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข จากนั้นเดินออกจากศาลาหอจันทร์เสี้ยว แม้จะก้าวพ้นออกมาแล้ว แต่หัวใจยังคงล่องลอยในความสุขไม่เสื่อมคลาย
—---------------------------------------------
หลังจากค่ำคืนแห่งเทศกาลโคมไฟผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่าง มู่เฉิน และ ฮวาอี้หรง ก็ยิ่งแแ่ขึ้นเกินกว่าจะปิดบังได้ แม้ทั้งสองมิได้เอ่ยคำใดให้ถือเป็การตกลง แต่ทุกสัปดาห์ หากไม่ติดภารกิจใหญ่ มู่เฉินก็จะออกไปพบนางเสมอ ที่คุ้มชาหรูหราของตระกูลฮวา หรือบางครั้งก็เป็ศาลาริมน้ำอันเงียบสงบ ทั้งคู่มักนั่งดื่มชาพูดคุยเื่ราวทั่วๆ ไป ั้แ่ความเป็ไปในสำนัก จนถึงเื่เล็กน้อยที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ
เพียงแค่ได้พบหน้าและจิบชาร่วมกัน ก็ทำให้ทั้งสองยิ้มแย้มอยู่ได้ทั้งวัน ข่าวลือจึงกระจายไปทั่วทั้งสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ กลายเป็เื่ซุบซิบขำขันในหมู่ศิษย์รุ่นเล็ก “ศิษย์น้องมู่เฉินจะไปดื่มชากับคุณหนูตำหนักเมฆาอีกแล้ว” หรือ “คุณหนูผู้เลอโฉมกับศิษย์น้องผู้นั้น ช่างเหมาะสมกันนัก” วาจาเหล่านี้ล้วนเล็ดลอดไปทุกมุมของสำนัก จนแม้กระทั่งศิษย์าุโบางท่านยังแอบหัวเราะยิ้มเมื่อได้ยิน
แต่มิใช่ทุกคนที่หัวเราะได้…
เหยียนอิงเหอ ่นี้กลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นางที่แต่เดิมเคยเฝ้าหามู่เฉินยามว่าง พักนี้กลับห่างเหินลงอย่างน่าใจหาย บางครามู่เฉินเรียก นางเพียงปรายตามองแล้วเดินจากไป มิได้แม้แต่หยุดยืนสนทนาเหมือนแต่ก่อน น้ำเสียงสดใสที่เคยใช้เอ่ยถึงเขาหายไปหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบและระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย
เหล่าศิษย์ในสำนักแม้มิได้พูดออกมาตรงๆ แต่หลายคนก็รู้ดีว่าเหยียนอิงเหอมีใจให้มู่เฉินมานานแล้ว ทว่าเมื่อเห็นว่ามู่เฉินผูกพันกับฮวาอี้หรง นางก็คงไม่อาจแย่งชิงหรือเปิดเผยความในใจได้ เื่นี้ยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสามฝ่ายเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
จนวันหนึ่ง…
เ้าสำนักได้เรียกมู่เฉินกับจ้าวอี้เหรินเข้าพบเป็การส่วนตัว ในห้องโถงใหญ่มีเพียงแสงตะเกียงอันสลัวและเสียงลมพัดลอดผ่านหน้าต่างไม้ ความเงียบกดทับจนหัวใจทั้งสองเต้นแรง
“เื่ราวในครานั้น…บัดนี้ปิดคดีเรียบร้อยแล้ว”
เ้าสำนักเอ่ยช้าๆ แม้ไม่กล่าวรายละเอียด แต่แววตาก็แฝงไปด้วยความหนักแน่น
จากนั้นจึงประกาศมติของสำนัก จ้าวอี้เหรินเลื่อนเป็ศิษย์ป้ายเงินขั้นสาม และ มู่เฉินเป็ศิษย์ป้ายทองแดงขั้นสาม ทั้งคู่ได้รับการเพิ่มเงินเดือนและสิทธิ์หลายประการ
ศิษย์พี่จ้าวอี้เหรินแม้สีหน้าอ่อนแรงเพราะร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่แววตาก็เปล่งประกายยินดี ทว่ามู่เฉินกลับเงียบงัน ยากจะฝืนรอยยิ้มได้เต็มที่ การเลื่อนขั้นนี้แม้เป็เกียรติยศ แต่เื้ัคือการสูญเสียสหายและพี่น้องร่วมสำนักไปมากมาย ภาพเ่าั้ยังติดตรึงในใจไม่เคยเลือน
ในใจมู่เฉินคิดเพียงว่า
“หากแลกการเลื่อนขั้นนี้คืนได้ เพื่อให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ยินดี…”