ด้วยความเร็วของอาชาเกล็ดนิล หลงเฉินต้องใช้เวลาราวสิบวันในการเดินทางจากเมืองพฤกษาหมอกและไปยังนครหยวนหลิง
เขาเดินทางมาได้ครึ่งหนึ่งขณะที่แบกสัมภาระมากมายมาด้วย เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่จำเป็นต้องแวะเข้าเมืองอื่น ๆ ที่เขาผ่านมาตลอดทาง
แปดวันให้หลัง เขาก็มาถึงเมืองขนาดใหญ่ที่มีกำแพงเมืองสูงตระหง่านและดูน่าเกรงขาม เขาจึงคิดว่าเขาได้มาถึงนครหยวนหลิงแล้ว แต่เมื่อเขาเพ่งมองให้ดี ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่ามันคือ ปราการเยวี๋ยนหยาง หนึ่งในสิบมหาปราการที่อยู่รอบ ๆ นครหยวนหลิงนั่นเอง
ผู้คนมากมายมีคลื่นพลังที่น่าประทับใจอีกทั้งดวงตาที่ลึกซึ้งเดินอยู่ตามท้องถนนของปราการเยวี๋ยนหยาง ขณะจับจ้องไปตามสินค้าที่น่าสนใจมากมาย เห็นได้ชัดว่ามียอดฝีมืออยู่จำนวนมากในที่แห่งนี้
‘ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้าขายหรือการฝึกวิชา ปราการเยวี๋ยนหยางแห่งนี้เหนือกว่าเมืองพฤกษาหมอกอย่างน้อย ๆ ก็ร้อยเท่า! ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นเพียงปราการเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ นครหยวนหลิงเท่านั้น...’
หลงเฉินร้องเสียงดังภายในใจ
เมื่อเห็นท่าทางที่น่าผิดหวังของหลงเฉิน หลิงซีก็ตำหนิ
“เจ้าคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง! รอจนกว่าเจ้าจะได้เห็นเขตแดนขององค์จักรพรรดิก่อนเถอะ แล้วเจ้าจะดีรู้ว่าความยิ่งใหญ่ของจริงเป็นอย่างไร!”
“เขตแดนของจักรพรรดิคืออะไรรึ?”
“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก!”
“……”
“……”
โรงเตี๊ยมที่ดูคึกคักแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ซึ่งสูงใหญ่กว่าโรงเตี๊ยมตะวันฉายในเมืองพฤกษาหมอกหลายเท่านัก เมื่อเห็นการตกแต่งภายในที่งดงาม เขาทำได้เพียงอ้าปากค้างและเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
‘ถ้าถูกใครเห็นว่าข้ามากับเขาคงน่าละอายยิ่งนัก’ หลิงซีคิดในใจ
สิ่งที่นางไม่รู้ตัวก็คือสำหรับคนนอกแล้ว มีเพียงหลงเฉินเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ส่วนหลิงซี นางก็เป็นเพียงวิญญาณที่อยู่ในต่างหู
เด็กรับใช้รีบออกมาต้อนรับเขาอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาเฉียบคมและมองมาที่รูปลักษณ์ของหลงเฉิน และมองออกทันทีว่าหลงเฉินเป็นลูกหลานคนร่ำรวยที่มาจากเมืองเล็ก ๆ
แม้ว่าจะถือว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มมีฐานะ หากแต่ในปราการเยวี๋ยนหยางนั้นไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับนัก เพราะไม่มีเด็กรับใช้ติดตามมาด้วย เขาจึงถูกเพิกเฉยมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเด็กรับใช้จึงพูดกับเขาด้วยความมั่นใจและอวดดีเล็กน้อย
“นายท่าน ท่านจะพักที่นี่เพียงชั่วคราวหรือจะนานกว่านั้นมิทราบ?”
ในเมืองพฤกษาหมอก หลงเฉินมักถูกต้อนรับอย่างอบอุ่นที่โรงเตี๊ยมและได้รับการทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเสมอ เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นท่าทีเช่นนี้จากเด็กรับใช้
อย่างไรก็ตาม หลงเฉินรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนสลักสำคัญอะไร และการทำตัวให้ไม่เป็นจุดสนใจก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้น เขาจึงไม่ถือสาคนชั้นต่ำพวกนี้และเอ่ยตอบออกไป
“พาม้าของข้าไปให้อาหารด้วยเมล็ดพืชที่ดีที่สุดเท่านั้น แล้วก็นำอาหารดี ๆ มาให้ข้าด้วย นี่ก็ดึกแล้ว ข้าอยากจะพักค้างที่นี่สักคืน”
เมื่อเห็นอาชาเกล็ดนิลของหลงเฉิน เด็กรับใช้ถึงกับผงะไปทันที เขาคิดในใจ ‘คนบ้านนอกเช่นนี้สามารถทำให้ม้าที่ทรงพลังเชื่องได้ ดูเหมือนว่าเขาจะมีฝีมืออยู่บ้าง ข้าคงต้องระวังตัวและไม่ทำตัวก้าวร้าวกับเขา และจะดีกว่าถ้ารับใช้เขาให้ดีกว่านี้!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรีบฉีกยิ้มประจบสอพลอและสั่งให้เด็กดูแลคอกม้านำม้าของหลงเฉินไปให้อาหาร จากนั้นเขาก็พาหลงเฉินขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อไปยังบริเวณที่เขาสามารถนั่งพิงหน้าต่างได้
หลงเฉินมองออกไปนอนหน้าต่างและเห็นเด็กดูแลคอกม้าผูกเชือกอาชาเกล็ดมังกรอย่างเหมาะสมและเตรียมที่จะให้อาหาร
นี่คือของขวัญที่น้องสาวของเขา หยางหลิงชิง มอบให้
ทุกครั้งที่เขามองสัตว์อสูรตัวนี้ เขารู้สึกได้ถึงความอ่อนหวานของนาง จึงแนะนำเด็กรับใช้ให้ปฏิบัติต่ออาชาเกล็ดนิลด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
“ท่านวางใจได้ เด็กดูแลคอกม้าของเราต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขามีฝีมือไม่ธรรมดาและมีประสบการณ์ในการดูแลม้าหายากมากมาย เมื่อท่านเห็นม้าของท่านในวันพรุ่ง อาชาเกล็ดมังกรของท่านจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม!”
เด็กรับใช้จากไปเพียงไม่นาน สำรับอาหารก็ถูกยกขึ้นมา เมื่อทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศของนครหยวนหลิง หลงเฉินก็ยังไม่ปล่อยให้เขาจากไป
“นายท่าน มีอะไรให้ข้าช่วยรึ?”
ขณะที่หลงเฉินกำลังกินอาหาร เขาถามขึ้นเรียบ ๆ
“เจ้ารู้จักปราการเยวี๋ยนหยางดีเพียงใด? รู้หรือไม่ว่าแถวนี้ข้าจะหาสมุนไพรที่ใช้บำรุงวิญญาณได้จากที่ใดบ้าง?”
เด็กรับใช้งุนงงไปชั่วครู่
“ข้าอยู่ที่ปราการเยวี๋ยนหยางตั้งแต่เด็ก แต่ข้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงวิญญาณเลย ท่านถามคนผิดแล้วล่ะ นายท่าน”
หลงเฉินนิ่วหน้า
จากภายในกระบี่หลิงซี นางก็รู้สึกตื้นตันเมื่อพบว่าเขากำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับนาง หัวใจของนางพลันมีความรู้สึกอบอุ่นท่วมท้นขึ้นมา
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะหาสมุนไพรเช่นนั้นได้จากที่ใดล่ะ?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กรับใช้ก็เอ่ยตอบ
“ปราการเยวี๋ยนหยางไม่มีตลาดสมุนไพรวิญญาณ แต่ข้ารู้มาว่าสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งมีทุกอย่างที่ผู้ฝึกยุทธ์ต้องการ ตั้งแต่ทักษะยุทธ์ไปจนถึงสมุนไพรวิญญาณ อาวุธและสิ่งของน่าสนใจมากมาย หากท่านมีเงิน ท่านจะซื้อสิ่งใดก็ได้ที่ท่านต้องการ ส่วนสมุนไพรวิญญาณ ข้าคิดว่าน่าจะมีมากพอกับที่เท่าที่ท่านต้องการ เพียงแต่ว่า...”
เด็กรับใช้พินิจพิจารณาหลงเฉินก่อนจะเน้นย้ำหนักแน่น
“สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านต้องมีก่อนจะไปที่นั่นก็คือเงิน หากท่านต้องการซื้อของจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งละก็ ถ้าท่านไม่มีหยกศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยสิบชิ้นท่านคงไม่สามารถซื้ออะไรได้...”
จากท่าทางของเขา เห็นได้ชัดว่าเขาคิดว่าหลงเฉินคงมาจากบ้านนอกและคงไม่มีเงินมากมายถึงเพียงนั้น
“สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งงั้นรึ?”
หลงเฉินไม่สนใจเด็กรับใช้ที่ดูถูกดูแคลนผู้คนเช่นนี้ เขาจึงบอกให้เด็กรับใช้ออกไป
“อย่างไรเสีย เราก็จะมุ่งหน้าไปที่เมืองหยวนหลิงอยู่แล้ว พวกเราค่อยมาจัดการธุระที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งในวันข้างหน้าก็แล้วกัน ข้ามีหยกศักดิ์สิทธิ์เพียงชิ้นเดียว ส่วนหยกวิญญาณ ท่านตาให้ข้ามาบ้างแต่ก็ไม่มากนัก...”
หลิงซีใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่หาฟังได้ยาก
“นี่... ทำไมเจ้าต้องรีบร้อนนักล่ะ? เรายังมีเวลาอีกตั้งสองเดือน อยู่สภาพเช่นนี้ข้ายังสบายดี และอีกอย่าง... ตอนนี้ข้าก็มีเจ้าอยู่ด้วย”
หลงเฉินหัวเราะ
“เสี่ยวซี เจ้านี่พูดจาน่าสงสัยจริง เจ้าหลงข้าเข้าแล้วใช่หรือไม่? บอกข้ามาตามตรงเถอะน่า เจ้าติดใจในความหล่อเหลาของข้าและกำลังหาโอกาสจะได้แต่งงานกับข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“เพ้อเจ้ออะไรน่ะ! ข้าไม่ชอบคนอัปลักษณ์อย่างเจ้าหรอก! น่ารังเกียจจริงเชียว!”
ขณะที่หลงเฉินและหลิงซีกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข มีคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้ามาหยุดอยู่บนถนนด้านหน้าโรงเตี๊ยม
ผู้นำของคนกลุ่มนั้นสวมเสื้อผ้าหรูหราสีเหลืองอ่อนและสวมรองเท้านักรบสีดำขลับ เขาเป็นชายหนุ่มที่น่าเกรงขามมากทีเดียว
เขาน่าจะมีอายุราว ๆ ยี่สิบปี ทว่าท่าทางของเขานั้นเย็นชาและมีสายตาที่เฉียบคมราวกับสายฟ้า ท่าทางของเขาบ่งบอกว่าเป็นชนชั้นสูงที่ทรงอำนาจ
เด็กรับใช้ที่ดูแลหลงเฉินก่อนหน้านี้รีบไปต้อนรับเขาอย่างกระตือรือร้น เขามีสีหน้าประจบสอพลอขณะทักทายแขก แม้ว่าเด็กหนุ่มชนชั้นสูงจะมีสีหน้าเหยียดหยาม แต่เด็กรับใช้ก็ยังคงยิ้มต่อไป
“เจ้าเด็กรับใช้ พาม้าของพวกเราไปพักและให้อาหารพวกมันด้วย ต้องเป็นเด็กดูแลคอกม้าที่มีประสบการณ์มากที่สุดและใช้ธัญพืชที่ดีที่สุด จากนั้นเตรียมอาหารที่ดีที่สุดไว้ให้พวกเรา หากเจ้าบริการดี ข้าจะตกรางวัลเจ้าอย่างงาม”
นอกจากชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่แต่งตัวหรูหรา ยังมีพ่อบ้านผอมกะหร่องผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวเข้าพัก ซึ่งหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วเท่านั้นเขาจึงเชิญให้ผู้เป็นนายเข้ามาในโรงเตี๊ยม อย่างไรก็ตาม เวลานี้ชายหนุ่มก็เผยสีหน้าพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไร้อารมณ์
“พาข้าไปที่คอกม้าของเจ้าที”
กลุ่มคนเหล่านั้นมาถึงคอกม้าที่ไม่ไกลจากหน้าต่างของหลงเฉิน
มองเพียงปราดเดียว เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นม้าสีดำมีเกล็ดที่อยู่ในคอก ซึ่งก็คืออาชาเกล็ดนิลของหลงเฉินนั่นเอง
เมื่อเห็นอาชาเกล็ดนิล ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายพลางเอ่ยขึ้น
“ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย! สวรรค์เมตตาข้า...หวงเซียงผู้นี้แล้ว ผู้เฒ่าหลิว นี่มันสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นห้า อาชาเกล็ดนิล ใช่หรือไม่?”
พ่อบ้านหลิวพินิจพิจารณาม้าและร้องออกมา
“ใช่แน่นอน ม้าตัวนี้เปี่ยมไปด้วยพลังและสีขนของมันก็บริสุทธิ์นัก เกล็ดเรียงตัวอย่างสวยงาม นับได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาอาชาเกล็ดนิล ยินดีด้วย นายน้อย ที่ได้มาพบม้าชั้นเลิศเยี่ยงนี้ในปราการเยวี๋ยนหยาง!”
คนรับใช้คนอื่น ๆ ต่างชื่นชมเขา
หวงเซียงรู้สึกปีติยินดีอย่างมาก เขาเดินเข้าไปเพื่อที่จะทำให้ม้าดุดันตัวนี้เชื่อง
เวลานั้น เมื่อทุกคนต่างจับจ้องไปที่อาชาเกล็ดนิลจึงทำให้มันไม่พอใจอย่างมาก มันมองฝูงชนด้วยสายตาเย็นชาและดวงตาของมันค่อย ๆ แดงก่ำขึ้น
“เด็กดี การที่เจ้าได้พบกับข้านับว่าเป็นโชคชะตาของเจ้าแล้ว หากเจ้าชื่อฟังข้า นายน้อยหวงผู้นี้ ข้าก็จะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี!”
ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น หวงเซียงค่อย ๆ เข้าไปใกล้อาชาเกล็ดนิล
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเด็กรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ จะทำอะไรไม่ถูก
เขารู้ดีว่าเจ้าของม้าคือหลงเฉิน อย่างไรก็ตาม นายน้อยหวงผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาและสูงศักดิ์กว่าเขา ในเมื่อเขาตระหนักดีว่าหวงเซียงไม่ใช่คนที่เขาควรมีเรื่องด้วย เด็กรับใช้จึงรู้ว่าเขาควรทำเช่นไร
เขารีบวิ่งไปข้างหน้าหวงเซียงและประจบสอพลอ
“นายน้อย ดูเหมือนว่าท่านจะชอบใจม้าตัวนี้มาก ทว่าเจ้าของของมันเป็นแขกของเรา ทำไมท่านไม่ขอให้เขายกมันให้กับท่านล่ะขอรับ?”
หวงเซียงผงะไปทันทีและมีสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ม้าตัวนี้มีเจ้าของแล้วอย่างนั้นรึ? คนธรรมดามีแต่จะทำให้ม้าตัวนี้หม่นหมอง อย่างไรเสีย บิดาของข้าเตือนว่าอย่ามีเรื่องในที่สาธารณะ ผู้เฒ่าหลิว ให้หยกศักดิ์สิทธิ์กับเจ้าของม้าไปสองชิ้น”
เมื่อได้ยินว่า ‘หยกศักดิ์สิทธิ์สองชิ้น’ ดวงตาของเด็กรับใช้เป็นประกายและร้องออกมาในใจ เขาตระหนักว่านายน้อยผู้นี้จะต้องเป็นคนใหญ่คนโตอย่างแน่นอน ถึงได้สามารถนำหยกศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้จ่ายได้พร่ำเพรื่อ...
พ่อบ้านหลิวรีบทำตามและกำลังจะตามเด็กรับใช้ไป ทว่าในตอนนี้หลงเฉินกลับกระโดดลงมาจากหน้าต่าง เพราะมองเห็นจากหน้าต่างอย่างชัดเจนแล้วว่าหวงเซียงถูกใจม้าของเขา
‘แม้ว่าหวงเซียงผู้นี้จะอายุมากกว่าข้าเล็กน้อย แต่ฝีมือของเขาแก่กล้ากว่าท่านตาเสียอีก...’
แม้เขาจะชะงักไปชั่วครู่ แต่หลงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเขาแม้แต่น้อย
เขาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองพฤกษาหมอกมาตลอด และไม่เคยได้เห็นโลกกว้าง ขณะที่เขามองหวงเซียง เขาก็ตระหนักได้ว่าย่อมมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตนเอง
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมาถึง เด็กรับใช้ก็รีบไปหาเขาพร้อมกับใช้น้ำเสียงประจบสอพลอและพูดเป็นนัย
“นายท่าน นายน้อยหวงของเราอยากจะใช้หยกศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นซื้อม้าของท่าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าอาชาเกล็ดนิลเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นห้า และมีค่าไม่ถึงหยกศักดิ์สิทธิ์ครึ่งชิ้นด้วยซ้ำ แต่นายน้อยหวงของเรา...”
จากคำพูดของเด็กรับใช้ ดูเหมือนว่าหลงเฉินจะได้กำไรอย่างงาม
สำหรับนายน้อยหวง เขายังคงจับจ้องไปที่ม้าด้วยความชื่นชมโดยไม่ได้มองดูหลงเฉินเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม พ่อบ้านหลิวกลับมองหลงเฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็หยิบหยกศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากถุงมิติและโยนมาทางเขา
ในตอนท้าย เขายังเอ่ยขึ้นอีกประโยค
“รับหยกศักดิ์สิทธิ์นี่ไปและไสหัวไปได้แล้ว หากนายน้อยของเรานึกภาพเจ้าขี่ม้าชั้นยอดเช่นนี้ เขาอาจจะหักขาเจ้าทิ้งก็ได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็ไม่ได้มองหลงเฉินอีกเลย
กริ๊ง! กริ๊ง! หยกศักดิ์สิทธิ์สีขาวบริสุทธิ์สองชิ้นร่วงหล่นลงบนพื้น อย่างไรก็ตาม หลงเฉินไม่ได้ยื่นมือออกไปรับพวกมันไว้
เด็กรับใช้ผงะไปในทันทีและตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เขาตำหนิในใจและพึมพำออกมา
“เขานี่ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ แค่รับหยกศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นก็รับไม่ได้”
เมื่อได้ยินว่าหยกศักดิ์สิทธิ์หล่นลงบนพื้น พ่อบ้านหลิวจึงหันกลับมาและมองพินิจพิจารณาหลงเฉินอย่างละเอียด เมื่อเขาเห็นแววตาเยาะเย้ยของหลงเฉิน เขาก็ผงะไปแต่จากนั้นก็หัวเราะ
“เจ้าไม่รู้เลยรึว่าการที่เจ้าไม่มีไหวพริบเช่นนี้จะนำพาเจ้าไปสู้จุดจบที่ไม่น่าดูนัก? เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าไม่เข้าใจในข้อนี้เลยรึอย่างไร?”
*************************