เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงกลับมาตั้งสติจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมกับยื่นส่งกระดาษให้สองพี่น้องได้ดูใกล้ๆ
“พรุ่งนี้พี่เฟิงเฉินพาข้าไปพบเถ้าแก่เวิ่นด้วยคนเถอะเ้าค่ะ”
เฟิงเฉินที่กำลังมองตัวอักษรงดงามบนกระดาษอย่างตื่นตาตื่นใจก็พลันให้ต้องตวัดสายตากลับขึ้นมามองมู่ตานอีกครั้ง
“นี่เ้าจะขายกระดาษให้เถ้าแก่เวิ่นหรือ”
“ถูกต้องเ้าค่ะ” นางตอบอย่างมั่นใจ
“ทำไมพวกเราไม่เอาไปขายในตลาดเองเล่าเ้าคะ ข้าว่ากระดาษที่พวกเราทำต้องขายได้ราคาดี” เฟิงเออร์ที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดร้อนรน
“เฟิงเออร์เป็เด็กขยันนักเ้าจะออกไปขายกระดาษเองเลยหรือ” นางแกล้งทำเป็ใ จากนั้นก็หัวเราะลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ “กระดาษไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะแวะซื้อกลับบ้านเหมือนผักปลา ยิ่งชาวบ้านทั่วไปยิ่งไม่คิดจะซื้อกระดาษอย่างนี้ติดบ้านแน่” มู่ตานค่อยๆ อธิบายความคิดของนางให้สองพี่น้องฟังอย่างใจเย็น
เฟิงเฉินที่ได้ฟังอยู่ก็พอเข้าใจ เขารับจ้างใช้แรงอยู่ในตลาดไท่หยางมานาน ก็ไม่เคยเห็นพ่อค้าแม่ค้าไปตั้งแผงขายกระดาษให้ชาวบ้านทั่วไปซื้อใช้จริงๆ คนที่จะซื้อได้ก็คงมีแต่ระดับขุนนาง คหบดีมีเงินเท่านั้น และคนระดับนั้นคงไม่มีใครลงมาจับจ่ายตามตลาดเองเป็แน่
“รึเถ้าแก่เวิ่นเป็คนที่ไม่ควรคบค้าด้วยเช่นนั้นหรือพี่เฟิงเฉิน” นางตั้งคำถามเพราะตัวนางเองก็เพิ่งเคยเจอเถ้าแก่เวิ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังพูดคุยกันแทบนับประโยคได้
“มิได้ๆ เถ้าแก่เวิ่นถือว่าเป็พ่อค้าที่มีน้ำใจมากทีเดียว อีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็บัณฑิต หรือไม่ก็ขุนนางมีเงินทั้งสิ้น บางทีพ่อบ้านที่ดูแลจวนใหญ่ๆ ก็ส่งบ่าวมายื่นรายการที่ร้านให้เถ้าแก่เวิ่นเป็คนจัดหาส่งไปที่จวนเป็ประจำ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดียิ่งเ้าค่ะ”
วันนี้เฟิงเฉินออกจากบ้านแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน จะแปลกกว่าหน่อยก็ตรงที่มีเฟิงเออร์และมู่ตานติดตามเข้าตลาดมาด้วย
“เฟิงเออร์ให้พี่ชายเ้าช่วยถือห่อผ้าให้ดีหรือไม่” มู่ตานมองเด็กน้อยที่ถือห่อผ้าเอาไว้แนบอก
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าอยากถือเองเท่านี้ไม่นับว่าหนักอะไรเ้าค่ะ วันวันข้าแบกถังรดน้ำผักหนักกว่านี้หลายเท่านัก” เด็กน้อยส่งสายตาเปี่ยมสุขกลับมาให้มู่ตาน ส่วนคนเป็พี่ชายก็ได้แต่ส่งยิ้มบางๆ มองตอบด้วยสายตาเอ็นดูเท่านั้น
แกก... แกก... เสียงประตูไม้ค่อยๆ ถูกเปิดออกช้าๆ โดยหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่เฟิงเฉินรู้จักดี
“พี่เฟิงเฉินมาแล้วหรือ” เสี่ยวซีที่เพิ่งออกมาเปิดประตูร้านเอ่ยทักทายอย่างเช่นทุกวันเพราะรู้ว่าเฟิงเฉินมักจะมายืนรอก่อนที่ร้านจะเปิดเพื่อให้น้าเขยหรือเถ้าแก่เวิ่นได้เรียกใช้
“มาได้สักพักแล้ว ข้าเอาของที่ยืมมาคืนเ้าลองตรวจสอบดูได้”
“ตรวจสอบอะไรเล่าพี่เฟิงเฉินคนกันเองทั้งนั้น แล้วข้าก็รู้ว่าพี่ไม่มีทางทำให้ข้าลำบากใจแน่” ในขณะที่เสี่ยวซีพูดกับเฟิงเฉินมือไม้ก็ไม่ได้อยู่นิ่งหยิบนั้นจัดนี่ภายในร้านเพื่อเตรียมรับลูกค้ายามเช้าอย่างขะมักเขม้น
“วันนี้เถ้าแก่เวิ่นอยู่หรือไม่” เฟิงเฉินสอบถามเพื่อความแน่ใจทั้งที่ตัวเขาเองรู้อยู่แล้วว่าเวลาเช้าๆ เช่นนี้ส่วนใหญ่เถ้าแก่เวิ่นมักไม่ออกจากร้าน แต่จะคอยดูแลสิ่งต่างๆ ให้พร้อมสำหรับต้อนรับลูกค้าก่อนเสมอ
“ยังอยู่กับน้าหญิงด้านในนู่น ว่าแต่พี่เฟิงเฉินมีอะไรหรือ” หญิงสาวรู้สึกว่าเฟิงเฉินดูแปลกกว่าทุกวัน เหตุใดวันนี้จึงช่างซักช่างถามนัก
“ข้าพาเฟิงเออร์กับมู่ตานญาติของข้ามาหาเถ้าแก่ด้วย เลยอยากถามให้แน่ใจ”
.
.
“ได้ยินว่าพาใครมาหาข้า” เถ้าแก่เวิ่นที่บนใบหน้ามักมีรอยยิ้มอยู่เป็นิจทักขึ้นด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
“เถ้าแก่” เฟิงเฉินรีบค้อมตัวทำความเคารพอย่างเช่นทุกวัน “ข้าพาเฟิงเออร์กับมู่ตานมาหาเถ้าแก่ขอรับ”
“มาด้วยหรือ คราวที่แล้วข้ามีธุระยังไม่ทันได้คุยก็ต้องรีบออกไปเสียก่อน แล้วตอนนี้อยู่ที่ใดเล่า”
“ข้าจะออกไปตามเดี๋ยวนี้ขอรับ”
.
.
“คารวะเถ้าแก่เวิ่นเ้าค่ะ” สองเสียงใสกังวาลเอ่ยทักทายผู้าุโกว่าอย่างนอบน้อม “ตามสบายเถอะคนกันเองทั้งนั้น”
เฟิงเฉินทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะไม่ค่อยมั่นใจนัก
“เถ้าแก่อย่างที่ท่านรู้ว่าข้าพูดอ้อมค้อมไม่ค่อยเป็ งั้นข้าจะขอเรียนเถ้าแก่ตามตรง จริงๆ แล้ววันนี้พวกเรามีกระดาษมาเสนอเถ้าแก่ขอรับ” พูดจบเฟิงเออร์ก็ขยับออกไปยื่นส่งห่อผ้าให้เถ้าแก่เวิ่นทันที
“กระดาษหรือ” ห่อผ้าสีซีดจางหากแต่สะอาดถูกส่งถึงมือเถ้าแก่เ้าของร้าน เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยหากแต่ก็รับห่อผ้ามาค่อยๆ เปิดออก ทันทีที่เห็นกระดาษสีขาวนวลในมือก็ถึงกับนิ่งอึ้ง พลางคิดในใจว่ากระดาษลักษณะนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แม้แต่กระดาษที่เขาคิดว่าดีที่สุดในร้านยามนี้ก็ยังไม่ขาวเนียนละเอียดเท่า แล้วเด็กๆ พวกนี้ไปเอากระดาษมาจากที่ใดกัน!
“กระดาษเหล่านี้มัน” เถ้าแก่เวิ่นไม่เพียงทำหน้าตาตื่น มือยังสาละวนพับห่อผ้าให้กลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว “ร้านของข้าไม่รับของร้อนหรอกนะเฟิงเฉิน”
มู่ตานที่ยืนอยู่ด้วยได้ยินดังนั้นจึงรีบอธิบาย “เถ้าแก่เวิ่นอย่าเพิ่งร้อนใจ พวกเราไม่มีทางนำของเช่นนั้นมาให้เถ้าแก่แน่ กระดาษพวกนี้เป็กระดาษที่พวกเราสามพี่น้องทำขึ้นเองเ้าค่ะ”
“ทำเองอย่างนั้นหรือ”
เฟิงเออร์ขยับตัวเข้ามาใกล้เถ้าแก่เวิ่นอีกนิดพลางพูดขึ้นว่า “ทำเองแน่นอนเ้าค่ะ ข้านี่เอากระดาษออกจากตะแกรงเองกับมือเลยนะเ้าคะ” สีหน้าจริงจังของเฟิงเออร์ทำเอาเถ้าแก่เวิ่นถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“อย่างนั้นหรือ วันนี้คงเป็วันดีของข้าสินะเนี่ย มีแม่ค้าตัวน้อยมาเสนอสินค้าให้ถึงร้าน งั้นก็เข้าไปข้างในก่อนเถอะ เสี่ยวซีข้าฝากเ้าดูหน้าร้านด้วย” เขาหันไปสั่งหญิงสาวจากนั้นจึงเดินนำไปทางด้านหลังร้านอย่างสุขุมเยือกเย็น
“ได้เ้าค่ะ” เสี่ยวซีรับคำแต่สายตายังคงติดจะอยากรู้อยากเห็นยิ่ง
เมื่อทั้งสามเข้ามานั่งภายในร้าน เถ้าแก่เวิ่นก็ไม่รอช้ารีบเปิดห่อผ้าสีซีดออกอีกครั้งทันที ซึ่งครั้งนี้เขาค่อยๆ พินิจกระดาษในมืออย่างละเอียด เนื้อกระดาษให้ััเหนียวนุ่ม อีกทั้งยังมีสีขาวเนียนเรียบอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเอามือลูบเนื้อกระดาษเบาๆ จากนั้นจึงหยิบขึ้นส่องกับแสงแดดที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา จนได้เห็นว่าเนื้อกระดาษไม่บางไม่หนาดูเหมาะกับการเขียนอักษรยิ่ง!
“เถ้าแก่เวินลองเขียนอักษรลงกระดาษดูสักแผ่นดีหรือไม่เ้าค่ะ” มู่ตานเชิญชวนพร้อมกับถือวิสาสะจัดเตรียมกระดาษให้พร้อมสำหรับการทดลองสินค้าของนาง
เถ้าแก่เวิ่นเห็นนางมั่นใจถึงขนาดนั้นจึงหยิบพู่กันจรดน้ำหมึกอย่างผู้ชำนาญ ไม่นานตัวอักษรคำว่าเซียนที่ดูทรงพลังก็ปรากฏบนหน้ากระดาษ แววตาคล้ายมีประกายพาดผ่านปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง แม้จะเป็เพียงเสี้ยวอึดใจหากก็ยังไม่อาจรอดพ้นสายตาของหญิงสาวไปได้ เถ้าแก่เวิ่นยกกระดาษที่มีตัวอักษรขึ้นส่องอีกครั้ง
“เป็กระดาษที่ยอดเยี่ยม” เขาเอ่ยคล้ายกับกำลังพูดกับตัวเอง