***ลูกชายของราชสีห์ [ไพไรต์]
"ผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตถูกปราบแล้ว! ทุกคน ถอยก่อน! "
"ขนคนเจ็บขึ้น [เกล-อาบอก] คันไหนเต็มแล้วให้รีบพาออกไปก่อนเลย! "
ได้ยินเสียงกรีดร้องที่วุ่นวายดังขึ้นจากทั้งสองฝั่งของตัวเอง
สติยังคงพร่ามัว แต่ถึงกระนั้นก็พอที่จะกลับมารับรู้สถานการณ์ได้แล้ว
ความทรงจำสุดท้ายที่พอจะนึกออก คือภาพที่ตัวเองถูกอสูรกายสองเขาสีแดงส่งลอยขึ้นท้องฟ้า
"นี่ผม...กำลังถูกขนออกไป? "
แรงสั่นะเืจากแผ่นหลังที่กระทบแผ่นไม้ ทำให้รู้ว่าตัวเองกำลังถูกขนออกไปในฐานะผู้าเ็
แต่ผมไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกแม้แต่ความร้อนหรือความหนาว ไม่อาจแม้แต่จะส่งคำสั่งให้ขยับร่างกายได้
หวังว่าคงไม่ถึงขั้นพิการถาวรหรอกนะ…
"เสียงฟ้าร้อง… หยุดแล้ว…"
เสียงโจมตีที่ดังลั่นราวกับเทพเ้าพิโรธนั้นได้เงียบหายไป
บางที่พวกอสูรกายคงไม่อยากเสียแรงโดยใช่เหตุกับศัตรูที่หันหลังหนีนั่นละ…
ผมพยายามเอียงคอเพื่อหันไปมองดูสถานการณ์รอบตัว
มีคนาเ็จำนวนมากกำลังถูกขนขึ้นรถลากความเร็วสูง [เกล-อาบอก]
[เกล-อาบอก] คือชื่อของสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างงูที่มีขนาดลำตัวยาวเรียวประมาณสิบถึงสามสิบเมตร
มันคือสายพันธุ์ที่เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดในทวีป สามารถเลื้อยจากศูนย์กลางของทวีปมาที่ริบขอบชายหาดนอกสุดขอบทวีปซึ่งไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร ได้ภายในหนึ่งวันเท่านั้น แถมยังมีแรงเยอะ เลยเหมาะกับการนำมาใช้เป็สัตว์ลากเลื่อนอย่างที่เห็น
ข้อเสียเดียวคือพวกมันขี้ขลาดตาขาวมาก
รถลากที่ใช้ขนนักรบกว่าสิบล้านชีวิตได้หนีหายจากไปจนเหลือเพียงไม่กี่คันรถ
บางทีพวกมันคงใกลับเสียงโจมตีเมื่อกี้ เลยพากันหนีไปเกือบหมด
"พาคนเจ็บขึ้นไปก่อน! พวกที่เหลือวิ่งเท้ากลับบ้านเอา! "
ถ้าให้วิ่งด้วยฝ่าเท้ากลับศูนย์กลางทวีป มันจะต้องใช้เวลามากถึง 20 วันเป็อย่างน้อย
"ฮึก…"
พอคิดแล้วน้ำตามันก็ไหลออกมา
การจะวิ่งผ่านป่าที่เต็มไปด้วยกับดักธรรมชาติมันอันตรายมาก และใช่ว่าพวกอสูรกายจะปล่อยให้พวกเราถอยหนีได้ง่าย ๆ
แม้แต่เด็กไร้ประสบการณ์อย่างผมยังคิดได้เลย ว่าต้องมีการไล่ล่าเกิดขึ้น
เพราะแบบนั้นผมถึงร้องไห้
วันนีจะมีสักกี่คนที่รอดชีวิต?
จะมีสักกี่คนที่กลับไปถึงบ้านได้?
ผมไม่อาจรู้ได้เลย…
ลูกชายของผู้กล้าอะไร? ทำอะไรไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ?
ฝนเริ่มโปรยปรายลงมากระทบร่าง
สายฝนได้หลอมรวมกับหยาดน้ำตาของผม
ผมที่ทำได้แต่เพียงร้องไห้ออกมา
ทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น
าวันที่ 39 เดือนเยอร์รัส ปีที่ 20 ได้จบลงแล้ว
วันแห่งความโศกเศร้าได้ผ่านพ้นไปสู่รุ่งอรุณของวันใหม่
พระอาทิตย์ทั้งสองยังคงขึ้นในทิศตะวันออก
เหล่านกน้อย สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ พวกมันยังคงดำเนินชีวิตของมันต่อไป
ถึงแม้ว่าจะชีวิตจำนวนมากจะล้มหายตายจาก แต่โลกยังคงหมุนต่อไปโดยหาได้สนใจชีวิตที่จากไปไม่
คงมีแต่สัตว์ที่มีสติปัญญาที่ยังคงวนเวียนยึดติดอยู่กับอดีต
ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้ถูกระบุออกมาใน่เย็นของวันที่ 40
ผู้เสียชีวิตของผู้มาเยือนจากทวีปต่างแดนมีเพียงแปดสิบชีวิต
ส่วนฝ่ายชนเผ่าท้องถิ่นนั้น กลับมียอดผู้เสียชีวิตมากถึงสี่ล้านชีวิต
มีผู้ที่ถูกจับตัวมากถึงหนึ่งพันคน
ท่ามกลางผู้ที่กลายมาเป็เชลยานั้น มีระดับผู้กล้าอยู่ถึงสี่คน
สองคนคือผู้กล้าชนเผ่าหมี รูบี้ กับผู้กล้าชนเผ่ากอลิล่า สโมกกี้ควอร์ต ที่บานาเอาชนะแล้วจับตัวมาได้
อีกสองคนคือผู้กล้าชนเผ่าหนู อเมทิสต์ กับผู้กล้าชนเผ่าเสือ อความารีน
มีคนไปเจอผู้กล้าหนูซ่อนตัวอย่างหวาดกลัวอยู่ภายในเมืองตรงแถวคลังเสบียงอาหาร
ว่ากันว่าเขายอมแพ้ทิ้งอาวุธในมือทันทีที่เห็นมดทาสสองคนเดินผ่านมาเอาสเบียงอาหารไปให้องค์ราชินีเมื่อตอน่เช้าของวันที่ 40 นี้
ส่วนผู้กล้าเสือ อความารีน นั้น พวกเขาไปพบเธอกำลังนอนในสภาพหายใจรวยรินใกล้ตาย ในตอนที่ส่งคนเข้าไปเคลียร์พื้นที่เมื่อเช้านี้เช่นกัน
ขาทั้งสองข้างของเธอถูกสะเก็ดะเิปืนใหญ่จนฉีกขาดออก พร้อมกับที่มีเืสีฟ้าจำนวนมากไหลออกมาเป็ทางยาว
แต่ด้วยไฟแห่งนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ เธอจึงฉีกเสื้อผ้าของตัวเองออกมามัดปากแผลหยุดเืเอาไว้ และสู้กับความตายจนกระทั้งมีคนมาพบเห็น
ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับความช่วยเหลือ ก่อนจะถูกจับมามัดรวมกับเฉลยศึกคนอื่นในเวลาต่อมา
"ไม่นะ ผู้กล้ามาลาไคต์ ผู้กล้าควอร์ตไซต์…"
ผู้กล้ารูบี้ที่ถูกมัดเชือกกำลังกรีดร้องทั้งน้ำตาอยู่ตรงหน้าูเาศพที่ถูกเอามาสุมกองรวมกัน
ร่างของผู้กล้ากระต่ายขนสีเขียวไม่เหลือสภาพของสตรีที่เคยน่ารักอีกต่อไป
ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวไปด้วยความเ็ป ิัถูกกัดฉีกขาด ราวกับถูกสัตว์ร้ายขย้ำใน่ชีวิตสุดท้าย
ส่วนผู้กล้าหมาป่านั้น เขาอยู่ในสภาพที่ครึ่งท่อนล่างหายไปทั้งหมด
แค่เห็นก็ทราบแล้วว่าเขาสิ้นใจตายแทบจะในทันที
"พวกเ้ามีพิธีศพมั้ย? เข้าใจที่พวกเราพูดหรือไม่? "
บานาพยายามอย่างหนักเพื่อจะสื่อสารกับชนเผ่าท้องถิ่น
แต่ว่าสตรีหมีขนแดงไม่อาจเข้าใจภาษาของบานาได้ ส่วนบุรุษกอลิล่าขนน้ำตาลเองก็ไม่คิดอยากที่จะเสวนาด้วยเช่นกัน
"บานา ถ้าไม่รีบ เดียวมันจะกลายเป็แหล่งรวมเชื้อโรคกับล่อสัตว์ร้ายมานะ"
"... ช่วยไม่ได้ งั้นจัดการเลยสเลบ"
ศพจำนวนสี่ล้านชีวิตที่ถูกนำมาสุมรวมกันกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟสีแดง
เผ่าทั้งห้าจากต่างแดนที่มาล้อมวง ต่างเริ่มร้องเพลงสวดศพตามธรรมเนียมความเชื่อของพวกเขา
เสียงบรรเลงที่โศกเศร้าซึ่งมีภาพกองเพลิงสะท้อนเป็ฉากหลังนั้น ได้ส่งไปถึงเหล่าชนเผ่าที่ถูกจับตัวมานั่งหน้ากองเพลิงนี้
ตอนแรกพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าจะจับพวกเขามานั่งหน้ากองศพไปเพื่ออะไร
ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมถึงมัดเพียงแค่มือ แต่ไม่ยอมมัดเท้าของพวกเขาเอาไว้
แต่ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว
เสียงเพลงที่มีท่วงทำนองเศร้าหมองปนสรรเสริญนั้น ได้ส่งไปถึงจิตใจของพวกเขา
ถึงจะไม่เข้าใจภาษา แต่ความรู้สึกที่ส่งมาตามท้วงทำนองของดนตรีนั้นมันส่งไปถึงจิตใจของพวกเขา
มันคือภาษาสากลที่ต่อให้ไม่เข้าใจความหมาย ก็สามารถที่จะเข้าใจความ้าของผู้ส่งสารได้
ว่าผู้มาเยือนอยากทำพิธีศพให้กับพวกพ้องที่ตายไปอย่างสมเกียรติชาตินักรบ
ไม่ใช่แค่เฉพาะกับพวกเดียวกัน แต่รวมไปถึงชนเผ่าท้องถิ่นอย่างพวกเขาด้วย
ความอ่อนโยนนั้นได้ละลายกำแพงที่ปิดกั้นหัวใจของพวกเขา จนมีท่าทีต่อต้านที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นผู้กล้ารูบี้จากเผ่าหมีจึงกล้าที่จะลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสวดศพที่เป็ภาษาถิ่นของเธอเองออกมา
แล้วไม่นานนัก คนอื่นจึงเริ่มกล้าที่จะลุกขึ้นยืนแล้วร้องเพลงสวดศพตาม
ไม่มีใครที่คิดจะหนี และฝ่ายผู้รุกรานเองก็ไม่คิดที่จะห้ามปรามการกระทำนั้นของพวกเขา
ความสัมพันธ์ที่เป็มิตรระหว่างเผ่าได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ถึงจะเป็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นก็ตามที
วันที่ 50 เดือนเยอร์รัส ปีที่ 20
***ลูกชายของราชสีห์ [ไพไรต์]
เป็เวลาสิบวันแล้วที่พวกเราได้ทำากับพวกอสูรกาย
"พวกมันไม่ได้ไล่ตามมาหรอกหรือ? "
ตอนแรกพวกเราคิดว่ากลุ่มที่ยอมเสียสละอยู่ข้างหลังจะตายกันหมด เพราะการไล่ล่าของพวกอสูรกาย
แต่สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
พวกเราไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่คงต้องขอบคุณโชคช่วยนั้น เลยทำให้หน่วยรถลาก [เกล-อาบอก] วิ่งไปรับผู้ที่ตกค้างหลายสิบรอบทุกวันจนกระทั้งหนีกลับมาได้กันหมดครบทุกคน
แต่ใช่ว่าจะมีความสุขที่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้
"ผู้กล้าแบไรต์ ม่ายยยยย! "
“แม่ฮะ พ่อไปไหนละ แม่ฮะะะะะ! ”
เสียงกรีดร้องทั้งน้ำตาของชนเผ่าสิงโตยังคงดังกึกก้องอยู่ในศูนรักษากลาง
มันดังติดต่อกันมาได้สิบวันสิบคืนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้เลย
ดูเหมือนตอนที่ผมถูกซัดลอยมานั้น จะทำให้อุปกรณ์ปลอมตัวปลิวหายไปด้วย
พอไม่ค้นพบร่างของพ่อตกอยู่ที่ไหนในสนามรบ ทุกคนเลยเข้าใจไปเองว่าพ่อของผมได้ตายไปแล้ว
"แง่! ท่านแม่! ท่านแม่เขาไม่กลับมาอ๊ะ! ท่านแม่! "
ตรงนี้เองก็มีอีกคนที่กำลังร้องไห้ติดต่อกันมาสิบวันสิบคืน
เธอคือสตรีที่มีขนสีฟ้าพูนุ่ม เพื่อนสมัยเด็กขี้อ้อนของผม [โทแพซ]
แม่ของเธอคือผู้กล้า [อความารีน] สตรีจากชนเผ่าเสือที่ดุดันและสง่างามคนนั้น
ไม่มีใครค้นพบร่างของเธอ และไม่เจอในกลุ่มที่หนีตายมาจากสนามรบ พวกเขาเลยลงความเห็นว่าได้ตายไปแล้วเหมือนกับผู้กล้ารู้บี้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้กลับมา
"ฮือ… ไพไรต์… อย่าตายนะ… อย่าแอบหนีไปต่อสู้อีกนะ... ฉัน… ไม่เหลือใครอีกแล้ว… แง…"
"ไม่เป็ไร… ผมไม่ตายหรอก จะไม่หนีไปร่วมการต่อสู้แบบนี้อีกแล้ว..."
การที่ผมไปร่วมการปราบอสูรกายโดยไม่บอกเธอ คงกำลังทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว
พ่อของเธอเป็นายพราน และหายตัวไปอย่างลึกลับั้แ่สมัยที่เธอยังเล็ก ส่วนแม่ของเธอก็ไม่กลับมาจากการปราบปรามอสูร
ตอนนี้เธอเลยเหลือแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้น
"หลับไปแล้วหรือ…"
แม่เสือสาวขี้อ้อนได้ร้องไห้จนเหนื่อยล้า ก่อนจะหลับลงบนตักของผมก่อน่หัวค่ำของวัน
ผมจับเธอประคองขึ้นเตียงผู้าเ็ พร้อมกับดึงผ้าห่มที่ถักจากเส้นใย [สไปเดอร์-อาบอก] มาห่มให้กับเธอ
"...ขอออกไปข้างนอกสักเดียวนะ"
นอนไม่หลับ
มีเื่ให้ต้องคิดมากมายจนไม่อาจข่มตาหลับลงมาได้
ผมไม่รู้เลยว่าถ้าหากอสูรกายบุกเข้ามาถึงที่นี่ ผมจะยังสามารถปกป้องเพื่อนสาวที่รักยิ่งคนนี้ได้อีกหรือเปล่า
เพราะว่าผมเป็ชายที่อ่อนแอผิดกับพ่อของผม...
"โอ๊ย!? "
ดันเผลอไปชนเข้ากับอะไรกันเนี่ย?
"พื้นที่ของท่านเทพโนอาร์… "
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือหอคอยสูงทะลุฟ้าสีขาวผิวเรียบที่เด่นเป็สง่า
"... ท่านเทพโนอาร์"
ถัดจากกำแพงโปรงแสงเข้าไปคือพื้นที่ของเทพเ้า
เมืองของพวกเราสร้างขึ้นล้อมท่านเทพโดยเว้นพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้
ไม่ใช่ว่าเป็เพราะความเคารพ แต่เป็เพราะไม่เคยมีใครที่สามารถเยื้องกายผ่านม่านโปรงแสงที่ล้อมตัวหอคอยเข้าไปได้
เคยมีคำกล่าวว่า [มีเพียงคนที่ถูกเลือก ถึงจะเข้าพบเทพเ้าโนอาร์ได้]
"... ท่านเทพโนอาร์"
ในตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวขึ้นมา
"ท่านเทพ… ท่านได้ยินผมมั้ยครับ? "
ในศึกต่อสู้นั้น พวกอสูรกายได้รับการคุ้มครองจากโล่โปรงแสงที่เหมือนกับพลังของเทพเ้า
พวกอสูรมีเทพเ้าลงมาแสดงพลังในการต่อสู้
"พวกเราต่อสู้แล้ว พวกเราดิ้นรนแล้ว"
แต่ทว่าเทพเ้าโนอาร์กลับไม่แสดงพลังเพื่อปกป้องพวกเราเลยแม้แต่น้อย
"ท่าน… ได้โปรด… ช่วยเหลือพวกเราสักนิดไม่ได้เลยหรือครับ? "
ไม่คิดที่จะปกป้องพวกเราเลยสักนิด ไม่เลยแม้แต่น้อย
"ท่านได้ยินผมมั้ย!? พวกเราตายกันเป็เบือ! แผ่นดินของท่านถูกรุกรานและย้อมไปด้วยเืลูก ๆ ของท่าน! ท่านจะไม่ช่วยพวกเราอะไรสักนิดเยี่ยงนั้นเลยหรือครับ! "
แต่ทว่าเสียงกรีดร้องนั้นกลับไม่ได้รับการตอบสนอง
ใช่ ความจริงผมน่าจะรู้ตัวั้แ่แรกแล้ว
เทพเ้าโนอาร์นะไม่เคยสนใจพวกเราเลย
ตำนานคือเื่หลอกลวง พวกเราจะเป็จะตายยังไง ท่านนะไม่สนใจหรอก
พวกเราเป็ได้แค่ก้อนหินริมทางของเทพโนอาร์เท่านั้น
"ไอเชี่ยเอ้ย! "
นี่ผมกำลังทำอะไร?
พอรู้ตัวอีกทีก็คว้าเอาดาบสีดำของพวกอสูรกายที่พ่อส่งกลับมาให้ นำมันขึ้นมาแทงใส่กำแพงโปรงแสงตรงหน้าไปแล้ว
รู้สึกได้ว่าเ้าดาบต้องสาปเล่มนี้กำลังดูดพลังออกไปจากร่างกาย
แสงสีฟ้าที่รุนแรงได้ถูกแผ่ขยายออกจากปลายดาบ ปะทะเข้ากับกำแพงโปรงแสงอย่างรุนแรง
ระลอกคลื่นที่ร้อนระอุได้แผ่กระจายออกเป็วงกว้างจากปลายดาบที่ปะทะนั้น
"นั่นใครนะ! "
แย่ละสิ มีคนเห็นเข้าให้แล้ว
แต่ช่างมันเถอะ
จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ก็ช่างมันแล้ว
"เพราะงั้นเ้าดาบต้องสาป เอาพลังของผมไปให้หมดเลย! "
ผมไม่สนแล้วว่ามันจะเป็อาวุธของอสูรกายหรืออะไร
แต่ขอเอาความไม่พอใจทั้งหมดโจมตีใส่เทพเ้า
ให้เทพเ้าได้รับรู้ถึงความเ็ปของพวกเราบ้าง
"นั่นมันไพไรต์นี่! "
"เป็บ้าไปแล้วเรอะ!? โจมตีใส่เทพเ้าโนอาร์แบบนั้นเดียวก็โดนท่านพิโรธหรอก! "
" รีบหยุดเ้าหนูนั่นเร็ว! "
แสงสีฟ้าจากดาบดำกำลังส่องสว่างรุนแรงมากขึ้น ราวกับจะตอบรับความ้าของผม
ในตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างปริแตก
แล้วพอรู้ตัวอีกที ร่างของผมก็หลุดเข้าไปในพื้นที่ของเทพเ้าโนอาร์ไปแล้ว
"!?! "
ทั้งผมและทุกคนต่างดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
ไม่เคยมีใครผ่านเส้นกั้นบาง ๆ นี้เข้ามาได้
ไม่เคยเลยจนกระทั้งวันนี้
"ทะ… ท่านเทพโนอาร์เคลื่อนไหวแล้ว! "
มีเสียงคนะโเช่นนั้นพร้อมกับชี้ไปตรงทางด้านหลังของผม
ผมรีบหันกลับไปดูพร้อมกับถือดาบอสูรเอาไว้ในมือซ้าย
กำแพงสีขาวที่เคยเรียบสนิทกำลังแยกตัวออกเป็รูกว้าง
ข้างในนั้นคือเส้นทางเดินผิวเรียบที่ส่องสว่างไปด้วยแสงนวลตา
เป็สิ่งก่อสร้างที่ไม่อาจจินตนาการได้ว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้
[ยินดีต้อนรับสู่โนอาร์ เรือข้ามทะเลราตรีสู่โลกใหม่ของพวกเรา]
"เสียงใครนะ! "
ผมะโออกไปอย่างตื่นกลัว
[ยินดีต้อนรับสู่โนอาร์ เรือข้ามทะเลดวงดาวสู่โลกใหม่ของพวกเรา]
แต่เสียงนั้นกลับให้คำตอบเดิมวนเวียนอย่างมิรู้จบกลับมาแทน
ผมหันกลับไปมองด้านหลังของตัวเอง
กำแพงโปรงแสงที่แตกออกได้กลับมาเชื่อมปิดลงอีกครั้ง
"มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปสินะ…"
คนที่มารวมตัวอยู่ตรงนี้ต่างกำลังนั่งก้มกราบราวกับมีพระเ้าลงมาโปรดตรงหน้า
แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก
คนที่พึ่งหันมีดเข้าใส่เทพเ้าจะถูกเชิญเข้าไปราวกับเป็ผู้ที่ถูกเลือกตามตำนานได้หรือ?
ไม่มีทาง
ใครมันจะเสริฟชาให้กันคนที่พยายามจะมาทำร้ายกันละ
บางทีนี่อาจเป็ปากทางเข้าสู่ขุมนรกของผมเอง
แต่ช่างมันปะไรสิ
ถ้า้าจะฆ่าผม เดียวผมนี่ละจะฆ่าเทพเ้าแล้วยึดเอาพลังมาปกป้องทุกคนให้ดูเอง
ผมเข้าไปข้างที่พำนักของเทพเ้าด้วยความคิดเช่นนั้น
"นี่มันอะไรกันเนี่ย…"
ข้างในสุดปลายของเส้นทางเดินมีห้องโถงขนาดใหญ่ตั้งปรากฏอยู่
มันสะอาดสะอ้าน ไม่มีฝุ่นจับ แถมยังมีภาพงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้จำนวนมากประดับเอาไว้อยู่โดยรอบ
แถมยังสว่างเจิดจ้าราวกับกำลังอยู่ข้างนอกบนพื้นที่โล่งซึ่งมีแสงอาทิตย์สาดส่องถึง
ข้างใต้ภาพงานศิลปะเคลื่อนไหวนั้น มีภาษาโบราณที่เข้าใจยากเขียนเอาไว้อยู่
แต่โชคดีที่ผมพอจะอ่านมันออกบ้าง
[ภาพบันทึกโลกเก่า]
[ภาพบันทึกการอพยพ]
[ภาพบันทึกการถูกรุกรานจากทะลราตรี]
[ภาพบันทึกโลกใบใหม่]
ภาพเ่าั้กำลังเคลื่อนไหวเองอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ผมไม่มีเวลาจะมาสนใจของแบบนี้ตอนนี้หรอก
"ที่แบบนี้เนี่ยนะเป็ที่อยู่ของเทพเ้า? "
พื้นที่สะอาดตามาจบลงแค่ตรงนี้
เลยออกไปจากห้องโถงประดับภาพงานศิลปะ คือเส้นทางคดเคี้ยวที่มืดมิด
มันเป็เส้นทางเหมือนกับถ้ำที่ถล่มลงมา
แต่ที่ปลายสุดเส้นทางอันคดเคี้ยวนั้น มันมีแสงสว่างเจิดจ้าปรากฏให้เห็นอยู่
"เชื้อเชิญให้เข้าไปสินะ? "
ผมขยับเข้าไปในเส้นทางที่มืดมิด รีดประสาทััทั้งห้ารับรู้พื้นที่รอบตัว แล้วเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เส้นทางมันพังทลายลงมามากไปกว่านี้
"... นี่มัน? "
ที่ปลายเส้นทางอันคดเคี้ยวคือห้องโถงขนาดเล็กอีกห้องหนึ่ง
ที่ตรงกลางห้องมีวัสดุสีขาวทรงกลมแบนราบวางแนบชิดแผ่นหินสีชมพูที่เป็ฐานเอาไว้
[ยินดีต้องรับสู่โนอาร์ค่ะ]
"เสียงนี้อีกแล้ว…"
เสียงของผู้หญิงที่เชื้อเชิญให้ผมเข้ามาได้ดังขึ้นอีกครั้ง
เทพเ้าโนอาร์เป็ผู้หญิงเช่นนั้นหรือ?
"โนอาร์…ใช่ไหม? "
ไม่มีความเกรงใจหรือมารยาทต่อเทพเ้าอยู่ในน้ำเสียงของผมอีกต่อไป
[ยินดีต้อนรับค่ะ ดิฉันคือโนอาร์ ระบบดูแลยานอพยพลำนี้ ไม่พบเลขระบุตัวตน รบกวนช่วยลงทะเบียนเลขพลเรือนด้วยค่ะ]
แม่งตอบกลับด้วยวะเฮ้ย…
แต่ถามแบบนี้เหมือนจะหาเื่กันเลยฟะ
อะไรคือยานอพยพ? อะไรคือเลขระบุตัวตน?
ช่วยพูดให้เคลียร์หน่อยสิ ว่าที่เรียกผมเข้ามา ท่านกำลัง้าอะไรจากผมกันแน่!
"ชื่อไพไรต์แห่งชนเผ่าสิงโตผู้ทรงเกียรติ! โนอาร์! แก้าอะไรจากผมกันแน่! ถ้าจะลงโทษที่หันดาบเข้าใส่ก็รีบทำเลยซิฟะ! "
[บันทึกชื่อ เสียง โครงสร้าง เสร็จสิ้น ยินดีต้อนรับคุณไพไรต์ โนอาร์พร้อมที่จะรับใช้แล้วค่ะ]
“รับใช้? ... รับใช้ผม!? เทพเ้าเนี่ยนะ! นี่คิดจะเล่นตลกก็ให้มัน---”
ในตอนนั้นเองที่ผมตระหนักถึงอะไรบางอย่าง
ในเมื่อท่านเทพไม่ลงโทษแล้วยังเสนอตัวให้ใช้งาน แบบนี้มันก็เข้าทางผมพอดีเลยไม่ใช่หรือยังไง?
บางทีการที่ผมหันดาบเข้าใส่ด้วยความน้อยใจนั้น อาจทำให้ท่านเทพโนอาร์กลับมาให้ความสนใจพวกเราก็เป็ไปได้อยู่เช่นนั้นนะ
เพราะแบบนั้นท่านเทพจึงยอมเรียกผมเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือเปล่า?
ใช่ มันต้องเป็แบบนั้นแน่นอน!
ผมปรับความคิดของตัวเองพร้อมกับตั้งสติอารมณ์ใหม่อีกครั้ง
คราวนี้คงต้องพูดจามีมารยาทมากขึ้นหน่อย
“---ผม ไพไรต์ ขอรบกวนท่านเทพโนอาร์ช่วยปราบพวกอสูรกายที่อยู่ทางทิศตะวันออกให้หน่อยครับ”
[---ไม่สามารถทำตามคำร้องได้ค่ะ]
เออ… ท่านเทพครับ?
[---ไม่สามารถทำตามคำร้องได้ค่ะ]
เจริญพรเถอะ
ตกลงจะช่วยหรือไม่ช่วยกันแน่ฟะ?
[หากจะสั่งการโจมตี ขอแนะนำให้คุณไปร้องเรียนที่ผู้บัญชาการระดับสูงได้โดยตรงที่โซน A ค่ะ]
“แล้วไอโซน A ที่ว่ามันคือเชี่ยอะไรครับ? ”
[ต้องขึ้นลิทฟ์ไปที่ชั้น 100 แต่ตอนนี้ระบบพลังงานทั้งหมดถูกปิดลงไปแล้ว จำเป็จะต้องเปิดเดินเครื่องใหม่อีกครั้งค่ะ]
ยิ่งคุยยิ่งรู้สึกเหมือนกับกำลังคุยกับคนบ้าเลยแฮะ
ท่านเทพครับ ท่านพูดห่านอะไรผมไม่เข้าใจสักนิดเลยครับท่าน...
“เออ… คือ… ไม่เข้าใจเลยครับท่านโนอาร์ ถ้ายังไงช่วยอธิบายเป็ภาษาที่เข้าใจง่ายกว่านี้หน่อยสิครับ”
[...]
เงียบกริบ
ไม่มีเสียงตอบกลับจากท่านเทพผู้ทรงเกียรติ...
[รับทราบค่ะ วิเคราะห์ถึงปัญหาแล้ว เพื่อแก้ปัญหาของผู้ใช้งาน รบกวนใช้ร่างแยกของฉันเป็ผู้จัดการเดินเื่ทั้งหมดแทนได้เลยค่ะ]
“เหวอ!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังประหลาดมาจากเส้นทางเดินที่พังทลายด้านหลังเมื่อกี้
มีแสงสว่างเกิดขึ้นมาจากมุมอับของเส้นทางนั้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก… อุกิ้ว~!
มีเสียงอะไรบางอย่างกำลังเดินมาจากเส้นทางนั้น
“คะ--- ใครนะ! ”
ผมรีบชักดาบอสูรออกมาตั้งท่าต่อสู้
แต่พอได้เห็นเ้าของร่างที่เดินเข้ามา ผมก็ทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ศัตรู
เธอเป็สตรีตัวเล็กที่สูงเพียง 133 เซน มีร่างกายผอมบางน่ารัก ไว้ผมสีเงินถักเป็เปียคู่ยาวทอประกายแสง หางกับหูแมวสีเงินของเธอดูนิ่งสงบไร้อารมณ์ และมีดวงตาที่มองทอดไกลออกไปราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง
เป็สตรีที่ชวนให้เกิดความรู้สึกลึกลับ น่าค้นหา และชวนอยากให้ปกป้องจนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้
เป็ตัวตนที่สวยงาม น่ารัก และสมบูรณ์แบบราวกับเป็เทพธิดาที่ลงมาจาก์
[ดิฉันคือร่างแยกของโนอาร์ หุ่นยนต์หมายเลข 1332213 ชื่อ [โนอาร์] ค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะให้รับใช้หรือคะ?]
เธอคือร่างแยกของเทพเ้าโนอาร์ไม่ผิดแน่นอน
ว่าแต่ทำไมถึงต้องเป็ชุดเมดด้วยละ… แล้วหุ่นยนต์หมายเลข 1332213 มันคือนามสกุลของเทพเ้าหรือยังไง?
เอาเถอะ เพราะในที่สุดท่านเทพก็ยอมลงมาช่วยเหลือพวกเราเสียที!
ได้เวลาที่พวกเราจะโต้กลับพวกอสูรกาย---
“อุกิ้ว~! ”
ในตอนนั้นเองที่เธอเหยียบชายกระโปรงคุณเมดจนล้มหัวฟาดพื้นแล้วแน่นิ่งไป
เออ… ท่านเทพครับ? ท่าน...สามารถช่วยพวกเราได้จริง ๆ ใช่ไหมครับท่าน?