รดีซ่านทรวง

    เล่ม 2 - ตอนที่ 9 จะรีบผลิตลูกไปไหน

    ไก่เกาะขอนไม้โก่งคอขันรับแสงอรุณ ร่างสูงกำยำของปัณณวัตรลงจากเตียงเดินไปทางประตูห้องนอนได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟ เมื่อเปิดประตูออก แสงไฟนีออนจากด้านนอกก็สาดส่องเข้ามาขับไล่ความมืด เป็นเหตุให้อนงค์นางตื่นตามเพราะเธอมีหน้าที่หุงหาอาหารให้เขากิน และวันนี้เธอคิดที่จะไปใส่บาตรพระสงฆ์ เนื่องจากตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เธอไม่ได้ตักบาตรเลย“เวียนหัวไหม” เขาถามเพราะเคยมีประสบการณ์เวียนหัวในตอนเช้ามาก่อน“นิดหน่อยค่ะ”“นอนต่อเถอะ”“นางอยากใส่บาตรค่ะ อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ใส่เลย”“อืม...”พออนงค์นางยันตัวขึ้นจากที่นอน เขาจึงเปิดไฟในห้องนอน ทั้งสองหันไปมองลูกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยนอนแผ่อ้าซ่า ปากเลอะคราบน้ำนมและน้ำลาย“จะใส่บาตรใช่ไหม งั้นพี่ไปหุงข้าว”“ค่ะ แต่ทำอะไรใส่บาตรดีคะ นางเหม็นกระเทียม” คนพูดมีสีหน้าพะอืดพะอมขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงกลิ่นกระเทียม“แกงมะเขือเปราะไง”“ดีค่ะ พี่เขมฉล้าดฉลาด”“นางอยากกินอะไร ไข่ตุ๋นใส่ดอกขจรอีกหรือเปล่า” เขาถาม เพราะเมื่อคืนอ่านความคิดเห็นของหลายๆ คนที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ บางคนกินอาหารแบบซ้ำๆ อย่างไม่รู้จักเบื่อ เหมือนตอนนั้นที่เขาชอบกินข้าวคลุกกะปิและมะม่วงเปรี้ยวสับเป็นฝอย“ค่ะ นางอยากกินไข่ตุ๋นใส่ดอกขจรอีก” อนงค์นางตอบขึ้นมาพร้อมกับเกิดอาการน้ำลายสอ“หุงข้าวเสร็จแล้วพี่จะไปเก็บดอกขจร”“เอ่อ...พี่เขมคะ หักฝักข้าวโพดออกมาจากต้นด้วยนะคะ นางอยากกินข้าวโพดต้ม”“ได้”
    อนงค์นางกับปัณณวัตรถูกรุมถามทันทีที่ทุกคนมาถึงหน้าบ้าน เพราะเมื่อวานลุงสนไปกระจายข่าวดีให้ทุกคนได้รับรู้ ทำให้เช้าวันนี้ที่นี่เจี๊ยวจ๊าวยิ่งนัก โดยเฉพาะเหมือนฝันที่ทั้งยินดีและตื่นเต้นไปกับสองผัวเมียที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่ม จึงเอ่ยแซ็วพร้อมเสียงกลั้วหัวเราะและรอยยิ้ม“น้าเขม...น้าเขมจะรีบผลิตลูกไปไหน”“มีเมียก็ต้องมีลูกสิ”“ช้าๆ ก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอก”“จะมีหลายๆ คน”“กี่คน”“สิบ!”“พี่เขม...” อนงค์นางร้องเสียงหลงทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น แถมค้อนให้อีกหนึ่งครั้งพลางทำหน้าบึ้งที่เขาพูดตอบได้อย่างหน้าตายดีแท้นกน้อยที่หนีบหลานสาวเอาไว้ข้างเอวเนื่องจากพามาเลี้ยงที่นี่ด้วยตั้งแต่คอแข็ง เพราะเหมือนฝันต้องช่วยเขตทำงานหาเงินเพื่อเป็นค่านมและผ่อนบ้านน็อกดาวน์ที่ปัณณวัตรขายต่อให้“กี่เดือนแล้วหรือนาง” นกน้อยถาม“หกสัปดาห์แล้วค่ะ” อนงค์นางตอบยิ้มๆ“น้องอัญจะมีน้องแล้ว”โต้งแซ็วอัญชันที่กำลังมองโน่นมองนี่อย่างไม่สนใจอะไรนัก แล้วหนูน้อยก็หันมามองหน้าโต้งตาปริบๆ ราวกับสงสัยว่าเรียกทำไม และดวงตาใสแจ๋วของหนูน้อยก็มองไปทางมะเขือเปราะกับแตงกวาที่ส่งเสียงเห่าขึ้นมาดังลั่นสวนโฮ่ง...โฮ่ง...ทุกคนเบนสายตาไปยังเจ้าสองตัว เลยเห็นยอดชายขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาโดยมีนวลตองซ้อนท้าย ปัณณวัตรจึงส่งเสียงดุใส่เจ้าสองตัวที่ยังส่งเสียงเห่ากระโชกโฮ่ง...โฮ่ง...“มะเขือเปราะ! แตงกวา!”โฮ่ง...โฮ่ง...“หยุดเห่า!”โฮ่ง...โฮ่ง...ลุงสนรีบเข้าไปจับมะเขือเปราะ ส่วนโต้งก็รีบเข้าไปจับแตงกวา เพราะพวกมันทำท่าจะพุ่งเข้าไปกัดคนแปลกหน้าที่กล้าบุกรุกสวนแห่งนี้ยอดชายจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างจากเจ้าสองตัวด้วยความหวาดหวั่นเพราะกลัวคมเขี้ยวของพวกมันจะฝังเข้ามาในเนื้อ พอจอดรถมอเตอร์ไซค์เรียบร้อย สองผัวเมียก็ขยับไปยืนอยู่อีกฟากของรถมอเตอร์ไซค์“คนแปลกหน้าเข้ามา พวกมันจะเห่า” ปัณณวัตรเอ่ยบอกผู้ที่เพิ่งเข้ามาเสียงเข้ม“มันจะกัดไหม” นวลตองถามสีหน้าหวาดกลัว“ไม่กัดหรอกค่ะ พวกมันฉลาด ถ้าพวกมันรู้ว่าทำงานที่นี่ก็จะไม่กัด” อนงค์นางตอบพร้อมรอยยิ้มเพื่อให้คนงานใหม่สบายใจ“ใช่ ถ้าพวกมันรู้ว่าทำงานที่นี่ก็จะไม่กัด” บุหลงช่วยยืนยันว่าจะได้รับความปลอดภัยอย่างแน่นอน เนื่องจากรู้จักนิสัยเจ้าสองตัวนี้ที่วิ่งเล่นอยู่รอบๆ ทุกคนมาตั้งแต่ยังเด็ก“ทำงานที่นี่ก็ไม่มีอะไรมาก” เจ้าของสวนผักเข้าเรื่องงาน “มาเช้าๆ แบบนี้ก็แค่เก็บมะเขือเปราะ แตงกวา พริกขี้หนู และยอดชะอม จากนั้นก็ช่วยกันแพ็กให้เสร็จก่อนที่แม่ค้าจากกรุงเทพฯ จะมารับในช่วงเที่ยงหรือบ่าย ทำงานกันเสร็จก็กลับบ้านกัน อ้อ...มีช่วยกันพรวนดิน ให้ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลงบ้าง เงินค่าจ้างก็ตามที่ลุงสนพูดนั่นแหละ ทำได้ใช่ไหม”“ทำได้” ยอดชายพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทำงานกันได้แล้ว วันนี้เราจะเก็บมะเขือเปราะกัน” ปัณณวัตรบอกกับทุกคน แต่มะเขือเปราะกับแตงกวายังส่งเสียงเห่าใส่คนแปลกหน้าโฮ่ง...โฮ่ง...“พวกเอ็งเลิกเห่าได้แล้ว! พวกเขาจะเข้ามาทำงานในสวนของเรา” ปัณณวัตรดุใส่เจ้าสองตัว จากนั้นก็เดินไปหามะเขือเปราะที่อยู่ในมือของลุงสนก่อนโฮ่ง...โฮ่ง...“อย่าไปกัดนะเอ็ง พวกเขามาทำงานให้เรา!” มือใหญ่หยาบกร้านยึดปลอกคอของมะเขือเปราะเอาไว้มั่น ขณะที่ปัณณวัตรพูด เขาจ้องตาของมันอย่างดุดันโฮ่ง...โฮ่ง...“เข้าใจใช่ไหม”โฮ่ง...“ดีมาก”ก่อนที่ปัณณวัตรจะไปปรามแตงกวาด้วยวิธีเดียวกัน เจ้าของสวนผักก็คุยกับลุงสนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพราะวันนี้จะไม่อยู่บ้านครึ่งวัน มีแกเท่านั้นที่เขาเชื่อใจที่สุด“ลุง เดี๋ยวผมกับนางจะเข้าไปในเมือง จะพาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสักหน่อย และจะแวะซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงเพิ่มด้วย”“เออ ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนปรางมา”ปัณณวัตรพยักหน้าแล้วหันไปจัดการกับแตงกวาที่อยู่ในมือโต้ง แรกเริ่มคือจับปลอกคอของมัน จากนั้นก็มองเข้าไปในดวงตาของมัน และคุยกับมันเหมือนที่คุยกับมะเขือเปราะ เวลานั้นเหมือนฝันล้วงเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อแขนยาวที่ติดกระดุมเล็กๆ กันเงินหล่นและส่งให้อนงค์นาง เนื่องจากนมผงของลูกน้อยใกล้หมดแล้ว“น้านาง ฉันฝากซื้อนมผงหน่อยสิ”“ได้สิ” อนงค์นางรับฝากซื้อด้วยความเต็มใจ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เธอยินดีทำให้ลุงสน บุหลง นกน้อยที่อุ้มหลาน เหมือนฝัน โน้ต และโต้ง ต่างขยับตัวแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ยกเว้นยอดชายกับนวลตองเท่านั้นที่ไม่กล้าขยับเนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าจะไม่ถูกเจ้าสองตัวนั้นขย้ำเนื้อ“เอานี่” บุหลงส่งกระป๋องพลาสติกให้นวลตองสองใบ เนื่องจากต้องนำไปใส่มะเขือเปราะหลังจากที่เด็ดออกมาจากต้น“มันไม่กัดแน่นะป้า” นวลตองถามผู้อาวุโสกว่าเสียงหวาดกลัว“ไม่กัดหรอก”“แล้วถ้ากัดขึ้นมาล่ะ”“พวกมันฉลาดจะตาย พวกมันฟังพวกเรารู้เรื่อง”บุหลงตอบแล้วมองไปทางอัญชันที่เวลานั้นกำลังเดินเข้าไปเล่นกับพี่ชายทั้งสอง ซึ่งพวกมันก็เล่นด้วยอย่างสนุกสนาน จากสุนัขดุๆ กลายเป็นสนุกขี้เล่นขึ้นมาทันที ทั้งกระดิกหาง ทั้งสะบัดหัว และเห่าด้วยเสียงหยอกล้อโฮ่ง...โฮ่ง...“อิ...อิ...”โฮ่ง...“มา...มา...” อัญชันกระดิกนิ้วป้อมๆ ราวกับกำลังเรียกพวกมัน และเดินโซเซเข้าไปหาโฮ่ง...โฮ่ง...“มา...มา...”ยอดชายกับนวลตองทำใจอยู่ชั่วครู่ ท้ายที่สุดก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามคนอื่นๆ เข้าไปในสวน อนงค์นางจึงตรงเข้าไปอุ้มร่างของลูกน้อย เพราะถึงเวลาที่จะเข้าไปในเมืองกันแล้ว เธอยิ้มพลางพูดหยอกล้อลูกสาว ซึ่งอัญชันก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเพราะหนูน้อยชอบเที่ยวเป็นที่สุด“ไปกันค่ะ ไปเที่ยวกัน”เพียงปัณณวัตรเปิดประตูรถกระบะออก มะเขือเปราะกับแตงกวาก็หยุดยืนอยู่กับที่ พวกมันทั้งสองตัวจ้องเขาตาเขม็ง ชายหนุ่มจึงสั่งเสียงเข้มขณะจ้องตาตอบ“พวกเอ็งเฝ้าสวนไปนะ ข้าจะไปซื้ออาหารมาให้ จะซื้อไส้กรอกมาให้ด้วย เอาไหม”โฮ่ง...โฮ่ง...อนงค์นางฟังแล้วหัวเราะเมื่อสามีจะซื้อไส้กรอกหมูอร่อยๆ มาให้พวกมันกิน ซึ่งไม่ใช่แค่พวกมันเท่านั้นที่ชอบ อัญชันก็ชอบไส้กรอกหมูเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องรดีซ่านทรวง ที่คุณอ่าน