[บทสนทนาท่ามกลางกลิ่นอายา]
ภายหลังจากการปลดปล่อยทาสในถ้ำเสร็จสิ้น ความเงียบงันที่น่าอึดอัดถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแตรเขาสัตว์ที่ดังก้องกังวานมาจากป่าทึบด้านนอก
ปู๊นนนนนนนน!
เสียงนั้นทรงพลังและเปี่ยมด้วยจิตสังหารจนทำให้ใบไม้รอบปากถ้ำสั่นไหว ร่างเล็กๆ ของไค ที่ซบอยู่บนแผ่นหลังกว้างของร็อคพลันสะดุ้งลืมตาตื่น แววตานั้นนิ่งสงบผิดกับเด็กในวัยเดียวกัน
“มาถึงแล้วสินะครับ... พ่อ” เสียงพึมพำนั้นแ่เบาประดุจเสียงลมพัดผ่าน
ทว่าประสาทััอันเฉียบคมของ ราล์ฟ และ โวล์ฟ สองพ่อลูกเผ่าหมาป่ากลับรับรู้ได้อย่างชัดเจน ทั้งคู่รีบหันขวับมามองเด็กน้อยบนหลังร็อคทันที ราล์ฟก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความห่วงใย แววตาของนักรบกร้านโลกอ่อนแสงลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของหลานชาย
“ไค! เ้าเป็อย่างไรบ้าง? าเ็ตรงไหนหรือไม่?” ราล์ฟถามพลางพยายามสำรวจตามเนื้อตัวเด็กน้อย
ไคส่ายหน้าช้าๆ พร้อมส่งยิ้มสุภาพเพื่อคลายความกังวลให้ผู้ใหญ่ “ผมไม่เป็ไรครับลุงราล์ฟ แค่เพลียจากการใช้สมาธินิดหน่อย... ว่าแต่ สถานการณ์ข้างนอกเป็อย่างไรบ้างครับ?”
ไคไม่รอช้า เขาเริ่มยิงคำถามเพื่อประมวลผลข้อมูล (Data Analysis) ทันที เขาถามถึงรินที่ไปแจ้งข่าว จำนวนคนที่มาช่วย รวมถึงตำแหน่งที่ทีมของเซนแยกออกไป เมื่อทราบว่าเซน กัลป์ และเอลิน แยกไปตัดกำลังของกลุ่ม 4 คนที่แยกออกไป 1 ใน 3 กลุ่มของพวกล่าทาส และเสียงแตรเมื่อครู่น่าจะเป็สัญญาณขอความช่วยเหลือที่พ่ายแพ้ต่อพลังของพ่อเขา ไคก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
‘ถ้าเป็พ่อกับแม่ ลุงกัลป์และน้ามาคัส... กลุ่มที่สี่นั่นคงถูกจัดการเรียบแล้ว’ ไควิเคราะห์ในใจ
ทว่าความกังวลที่แท้จริงยังไม่จางหายไป “ลุงราล์ฟครับ... ผมต้องไปหาพ่อ เดี๋ยวนี้!”
“ไม่ได้!” ราล์ฟปฏิเสธทันควัน “ข้างนอกนั่นคือสมรภูมิ เ้าควรกลับหมู่บ้านไปกับขบวนอพยพ มันปลอดภัยกว่า!”
“ลุงครับ...” ไคจ้องตาลุงราล์ฟด้วยแววตาแน่วแน่จนราล์ฟต้องชะงัก
“ผมมีเื่ที่ต้องบอกพวกพ่อ ที่ผมได้เห็นจากชายที่เป็เหมือนหัวหน้ากลุ่มล่าทาสที่ชื่อ กัลลัส... มันไม่ใช่แค่เื่พวกล่าทาสทั่วไป แต่มันอาจส่งผลถึงความเป็ความตายของพวกเราทุกคน ถ้าผมไม่บอกพ่อถึงเื่ความสามารถที่แท้จริงของมัน พ่ออาจจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงได้นะครับ”
ราล์ฟนิ่งอึ้งไป เขาเริ่มรู้ซึ้งถึงความฉลาดที่เกินวัยของไคมานานแล้ว และครั้งนี้แววตานั่นไม่ได้ล้อเล่น เขาจึงจำต้องพยักหน้ายอมรับ ไคขอลงจากหลังร็อคเพื่อจัดแจงตำแหน่งหน้าที่
“จอร์จ ร็อค... พวกพี่รีบตามไปคุ้มกันพวกรินและพี่สาวลูมิน่าเดี๋ยวนี้เลยเถอะครับ” ไคสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
แต่ทั้งสองก็ไม่ยอมง่ายๆ
"ไคให้ข้าไปด้วยเถอะต้องมีประโยชน์แน่ๆ" ร็อคกล่าวทักท้วง
"ไม่ข้าจะไปช่วยลงโทษพวกมันที่เคยทำกับพวกเราและเอลฟ์พวกนั้น" จอร์จก็ยังเป็ผู้ผดุงความยุติธรรมเช่นเดิม
“ทางนี้มีทั้งพ่อ แม่ ลุงกัลป์ ลุงราล์ฟ และน้ามาคัส ซึ่งเป็กำลังรบสูงสุดของหมู่บ้านอยู่แล้ว ผมปลอดภัยดี แต่ทางนู้นมีเอลฟ์ที่าเ็จำนวนมาก พวกพี่เป็ความหวังเดียวของพวกเขา” ไคกล่าวปฏิเสธ พร้อมบอกให้ไม่ต้องกังวล และชี้ให้เห็นว่าสิ่งไหนควรให้ความสำคัญก่อน
ร็อคและจอร์จมองหน้ากัน แม้จะอยากอยู่ช่วยใจจะขาด แต่เหตุผลของเด็กน้อยนั้นเถียงไม่ออก ทั้งคู่พยักหน้าอย่างลูกผู้ชายแล้วรีบออกวิ่งตามขบวนอพยพไปทันที
แต่สำหรับ โวล์ฟ พี่ใหญ่เผ่าหมาป่า เขากลับยืนนิ่งไม่ขยับ
“ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นพ่อ!” โวล์ฟประกาศต่อหน้าราล์ฟ
“ข้าเป็นักรบคนหนึ่ง พวกมันยังเหลือกันอีก 7 คน ต่อให้เรามีกำลังรบสูงสุด แต่เื่จำนวนเรายังเสียเปรียบ อย่างน้อยข้าก็พอจะช่วยถ่วงเวลา ดึงศัตรูไว้สักคนสองคนก็ยังดีไม่ใช่หรือครับ!”
ราล์ฟมองดูความมุ่งมั่นในดวงตาของลูกชายที่เริ่มฉายแววของจ่าฝูง เขาไม่อาจเมินเฉยต่อความกล้าหาญนี้ได้
“ตกลง... แต่เ้าต้องสัญญากับพ่อ โวล์ฟ... รักษาชีวิตเป็อันดับแรก ห้ามบุ่มบ่ามเด็ดขาด!”
“ข้าขอให้คำสัตย์ด้วยเกียรติของนักรบหมาป่าครับ!”
ราล์ฟหันมามองไค
“งั้นเราต้องเร่งฝีเท้ากันหน่อย... ไค เ้าวิ่งตามพวกข้าไม่ทันแน่ ขึ้นหลังข้ามา!” ราล์ฟแบกไคขึ้นหลังอีกครั้งก่อนจะออกตัววิ่งเต็มกำลัง
โดยไม่ลืมผ่อนความเร็วเป็ระยะเพื่อให้โวล์ฟตามทันและไม่เสียแรงเปล่าก่อนถึงเวลาต่อสู้จริง
[การรวมตัวของเหล่ายอดฝีมือ และกลยุทธ์ลวง]
ท่ามกลางความสลัวของพงไพรที่ใบไม้หนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ยามบ่าย เสียงพุ่มไม้ที่เสียดสีกันอย่างรุนแรงดังใกล้เข้ามา ราล์ฟและโวล์ฟพุ่งทะยานออกมาจากเงามืด ทว่าในเสี้ยววินาทีที่พวกเขาก้าวเท้าพ้นแนวป่าเพื่อเข้าสู่จุดที่พวกเซนแยกตัวไป ปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
“ไค!!!”
เสียงะโที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและอาวรณ์ดังกังวานขึ้น พร้อมกับร่างของ เอลิน ที่พุ่งทะยานออกมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นประดุจสายฟ้าฟาด แม้แต่ราล์ฟที่ยังคงอยู่ในโหมด [Feral Instinct] เต็มกำลัง ประสาทััที่ถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุดของเขาก็ยังทำได้เพียงแค่มองตามเงาสีขาวที่วูบผ่านไปอย่างน่ามหัศจรรย์ เอลินคว้าตัวไคลงจากแผ่นหลังของราล์ฟไปไว้ในอ้อมกอดอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ราวกับว่ากลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที ร่างของลูกชายจะมลายหายไปกับสายลม
เอลินกอดไคไว้แน่นจนใบหน้าเล็กๆ ของเขาแทบจมหายไปในอกของเธอ ความอบอุ่นและกลิ่นหอมจางๆ ของแม่ที่ไม่ได้ััมาตลอด่เวลาที่ยาวนานราวกับผ่านมาหลายวันทำให้ไครู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างแท้จริง เอลินผละร่างลูกชายออกมาเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือที่สั่นเทาพลิกตัวเขาไปมาอย่างลนลาน สายตาของเธอตรวจสอบทุกตารางนิ้ว ั้แ่เส้นผมที่ยุ่งเหยิงไปจนถึงรอยขูดขีดเล็กๆ บนฝ่ามือ
“ไค! ลูกแม่! าเ็ตรงไหนไหม? พวกมันทำอะไรลูกหรือเปล่า? เ้าพวกสารเลวนั่นมันรังแกอะไรลูกแม่ไหม!” เอลินถามรัวเร็ว
น้ำตาแห่งความอัดอั้นคลอหน่วยตาจนแทบจะหยดลงบนแก้มของลูกชาย
“ผมไม่เป็ไรครับแม่... จริงๆ นะครับ ผมปลอดภัยดีทุกอย่าง” ไคตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ผู้เป็แม่
แม้การโดนจับพลิกซ้ายพลิกขวาจะทำให้เขารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเหมือนถูกเหวี่ยงไปมาในเครื่องปั่น แต่ในหัวใจของอดีตนักวิจัยและอาจารย์คนนี้กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขาเข้าใจดีว่านี่คือ 'ความรัก' ที่ไม่มีตรรกะใดๆ มาอธิบายได้
เมื่อแม่เริ่มสงบสติอารมณ์ลง ไคจึงหันไปสบตากับ เซน ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เื้ั พ่อของเขาไม่ได้พุ่งเข้ามาทำตัววุ่นวายเหมือนแม่ แต่ไหล่ที่เคยตึงเขม็งบัดนี้กลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยดุดันดุจราชสีห์ในยามออกศึก บัดนี้กลับฉายแววแห่งความห่วงใยและโล่งอกอย่างปิดไม่มิด แม้จะไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก แต่สายตานั้นบอกชัดเจนว่า 'ยินดีที่เ้าปลอดภัย... เ้าลูกชาย'
ไคปรับสีหน้าให้จริงจังทันที เขารู้ดีว่าเวลาทุกวินาทีในตอนนี้คือความเป็ความตายของทุกคน
“พ่อครับ... เราต้องเปลี่ยนเส้นทางกันเดี๋ยวนี้” ไคเริ่มเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจนทุกคนในที่นั้นต้องหันมาฟัง
“เราต้องเคลื่อนที่ไปในทิศตรงข้ามกับทางที่พวกรินและพวกเอลฟ์ใช้หนีไป และที่สำคัญ... เราต้องจงใจทิ้งร่องรอยไว้ให้ชัดเจนที่สุดครับ ทิ้งรอยเท้า รอยหักกิ่งไม้ หรือแม้แต่เศษผ้า ทำทีเหมือนว่าเราเพิ่งช่วยทาสเสร็จแล้วกำลังรีบหนีหัวซุกหัวซุน เพื่อล่อให้พวกมันตาม 'เป้าหมายปลอม' อย่างพวกเรามาทางนี้แทนครับ”
เซน กัลป์ และราล์ฟ นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เด็กชายวัย 6 ขวบเพิ่งเสนอแนะออกมา ก่อนที่กัลป์จะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
“ฉลาดมากไค... ถ้าเราดึงความสนใจไปที่กลุ่มที่มีกำลังรบสูงสุดอย่างพวกเรา พวกรินและพวกทาสที่าเ็ก็จะมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นมาก” เซนกล่าวพร้อมกับวางมือหนาลงบนไหล่ลูกชายเบาๆ เป็การยอมรับในสติปัญญา
"อื่มๆ" กัลป์พยักหน้าเห็นด้วยกับเซน
ในขณะที่ขบวนเริ่มออกเดินทางตามแผนกลยุทธ์ลวง ไคที่ขี่หลังเซนอยู่ก็เริ่มกระซิบบอกข้อมูลเชิงลึกที่เขาเก็บรวบรวมมาด้วย [Anatomical Scanner]
“พ่อครับ... หัวหน้าของพวกมันชื่อ กัลลัส หน่วยล่าทาสนี้ชื่อว่า 'เขี้ยวโลหิต' มันอันตรายกว่าโจรทุกคนที่พ่อเคยเจอมาแน่ๆ” ไคหยุดเล็กน้อยเพื่อเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด
“ผมเห็นมันลงโทษลูกน้องที่เฝ้ากรงพลาด... มันเตะยามคนนั้นที่มีร่างกายกำยำกระเด็นไปไกลหลายเมตรด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนเตะลูกฟาง และที่สำคัญที่สุด... พ่อต้องระวังมือทั้งสองข้างของมันให้ดีนะครับ”
ไคพยายามเว้นวรรคเพื่อไม่ให้ดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์กำลังบรรยายรายงานผลการทดลอง
“แขนข้างหนึ่งของมันสามารถพ่นเพลิงออกมาได้เหมือนอสุรกาย ส่วนอีกข้าง... แม้ผมจะมองไม่ชัด แต่มันเหมือนซ่อน 'เขี้ยวเล็บ' หรือกลไกบางอย่างที่น่าขนลุกเอาไว้ มันไม่ใช่แค่มนุษย์ปกติแน่ๆ พ่อห้ามประมาทเด็ดขาดนะครับ”
ไคใช้คำว่า "ความรู้สึก" และ "ภาพที่เห็น" มาทดแทนการอธิบายเื่การไหลเวียนของมานาที่บิดเบี้ยวและการผสานร่างกับอาร์ติแฟกต์ เพราะเขารู้ดีว่าเซนใช้สัญชาตญาณในการต่อสู้มากกว่าทฤษฎี ซึ่งเซนและกัลป์ก็รับฟังด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นตามลำดับ
โดยที่ไม่มีใครในกลุ่มยอดฝีมือของดอนตะวันพราวจะคาดคิดเลยว่า... เป้าหมายที่กัลลัสโหยหาที่จะบดขยี้ให้จมดินด้วยเพลิงแค้นที่สุมอกมาตลอด 16 ปี ไม่ใช่แค่การล่าทาส แต่คือชายที่กำลังแบกลูกชายไว้บนหลังที่อยู่ตรงหน้านี้เอง
[วิกฤตกลางพงไพร: ความบังเอิญที่เหมือนโชคร้าย]
ในขณะเดียวกัน ยามบ่ายที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ขบวนของรินและเหล่าเอลฟ์ที่าเ็กำลังลัดเลาะไปตามเส้นทางอ้อมที่รกชัฏ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด ริน และ ลูน่า เคลื่อนไหวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ประดุจิญญาป่า สอดส่องสายตาหาศัตรูอย่างไม่ลดละ
ทั้งคู่สื่อสารกันด้วย "คลื่นเสียงความถี่สูง" (Ultrasonic communication) ที่ไคเคยสอนและฝึกให้เป็ความลับ ซึ่งทำให้พวกเธอคุยกันได้โดยที่หูมนุษย์หรือโจรทั่วไปจะไม่ได้ยิน แม้จะมีเพียงลูน่าที่ออกเสียงได้สมบูรณ์ แต่รินที่อยู่บนต้นไม้อีกฝั่ง และไมโล ไมล่า ที่อยู่บนพื้นดิน ก็รับรู้รหัสสัญญาณได้ครบถ้วน
แต่แล้ว... รินที่นำหน้าอยู่พลันชะงัก เธอส่งสัญญาณมือ "หยุด" ทันที ลูน่ารีบส่งคลื่นเสียงบอกไมโลและไมล่าเบื้องล่าง ทั้งกลุ่มค่อยๆ หมอบย่อตัวลงท่ามกลางพงหญ้าสูง
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก กลุ่มเขี้ยวโลหิตอีก 4 คนที่แยกตัวออกมา ดันมาหยุดนั่งพักอยู่ในเส้นทางที่พวกเธอต้องผ่านพอดี พวกมันไม่ได้รีบไปตามเสียงแตร แต่กลับกำลังนั่งดื่มเหล้าคุยกันอย่างอารมณ์ดี ลูน่าสั่งการผ่านคลื่นเสียงทันทีให้ทุกคนค่อยๆ เลี่ยงออกไปทางซ้ายอย่างช้าๆ
แต่ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังจะผ่านไปด้วยดี... เอลฟ์ที่าเ็สาหัสคนหนึ่งกลับหน้ามืดเพราะพิษาแ ร่างของเขาหมดแรงทรุดล้มลงกระแทกพื้นดินดัง ตุ๊บ!!
“ใครวะ!!!” เสียงะโของโจรดังลั่น
พวกมันเด้งตัวขึ้นทันทีพร้อมกระชับอาวุธ และ Artifact ในมือ วิ่งกรูเข้ามาทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
“พบเจอศัตรูข้างหน้า! ทุกคนรีบมาสมทบด่วน!” รินตัดสินใจโพล่งะโแจ้งข่าวเสียงดังลั่นเพื่อดึงความสนใจมาที่ตัวเธอและเปิดเผยตำแหน่งของกลุ่มโจร และเพื่อให้หน่วยลาดตระเวนทั้ง 5 คนพุ่งออกไปรับหน้าก่อนที่พวกโจรจะเห็นกลุ่มเอลฟ์
ลูน่าที่เห็นภาพรวมทั้งหมดรีบสั่งการผ่านคลื่นเสียงความถี่สูงทันที
“พี่รินรับหน้าพร้อมหน่วยสำรวจ! ไมโล ไมล่า พี่ร็อค พี่จอร์จ พาพวกเอลฟ์ถอยหนีไปก่อน เดี๋ยวฉันจะตามไปสมทบ!”
ไมล่าที่รับสารถึงกับหน้าเครียด เธอรีบกระซิบบอกร็อคและจอร์จ ทั้งหมดจึงเริ่มพาเหล่าเอลฟ์ที่ตัวสั่นเทาถอยห่างออกมาจากจุดปะทะ ทิ้งให้รินและนักรบของหมู่บ้านประจันหน้ากับมัจจุราชที่กำลังพุ่งเข้ามา!
[การเข้าปะทะและการตัดสินใจที่แลกมาด้วยน้ำตา]
ท่ามกลางแมกไม้ที่หนาทึบและเงามืดของพงไพร เสียงโลหะปะทะกันดัง เคร้ง! เคร้ง! สนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องจนฝูงนกพากันบินหนีด้วยความตระหนก ศึกระหว่างหน่วยสำรวจหมู่บ้าน 5 นายและริน ปะทะกับกลุ่มเขี้ยวโลหิต 4 คน กลายเป็สมรภูมิที่ตึงเครียดและกดดันเกินกว่าที่ใครจะคาดการณ์ไว้
แม้นักสำรวจประจำหมู่บ้านจะมีความมุ่งมั่นและผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักภายใต้การดูแลของกัลป์และราล์ฟ แต่ด้วยข้อจำกัดทางกายภาพที่ปริมาณมานาในร่างเบาบาง พวกเขาจึงใช้เวทไร้ธาตุได้เพียงคนละหนึ่งบทอย่างตะกุกตะกัก บางคนพยายามใช้ [Hardening] เคลือบคมดาบแต่ก็รักษาความเสถียรไว้ได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับพวกเขี้ยวโลหิตที่อาศัยพลังมหาศาลจาก Artifact เกรดกองทัพ ที่ส่องแสงสีแดงวาบจ้าจากสายรัดแขนและแหวนอาคม พวกเขาจึงตกเป็รองอย่างเห็นได้ชัดในทุกจังหวะการเข้าทำ
รินเคลื่อนที่ดุจเงาพรายพุ่งเข้าจู่โจมจากมุมอับด้วยมีดสั้นคู่ที่ตีทบจากเหล็กชั้นดี เธอใช้เวท [High-Speed Accel] เร่งกระแสประสาทและกล้ามเนื้อจนร่างกายกลายเป็ภาพติดตาพุ่งเข้าหาช่องโหว่ของศัตรู ทว่ากลุ่มเขี้ยวโลหิตกลับไม่ใช่โจรป่ากระจอกๆ พวกมันมีการประสานงานที่เยี่ยมยอดประดุจทหารอาชีพ และใช้ Artifact สร้างข่ายมนตราป้องกันไว้ได้ทันท่วงทีทุกครั้งที่รินเข้าประชิด
“บัดซบเอ๊ย! ิัพวกมันแกร่งเหมือนเกราะเหล็กเลย!” นักสำรวจคนหนึ่งสบถพลางกัดฟันเหวี่ยงดาบเข้าปะทะกับขวานั์ของโจรล่าทาสจนข้อมือสะท้าน
แต่แล้วในจังหวะที่หัวใจเต้นระรัวด้วยความล้าและลมหายใจเริ่มขาด่ นักสำรวจหนุ่มคนหนึ่งเกิดเสียจังหวะจากการสะดุดรากไม้เพียงเสี้ยววินาที หนึ่งในกลุ่มเขี้ยวโลหิตที่ดวงตาฉายแววอำมหิตฉวยโอกาสนั้นตวัดดาบยาวอาบมานาฟันสวนเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเขาอย่างโเี้ คมดาบที่ทวีความคมด้วยอาคมฉีกกระชากเนื้อหนังและกล้ามเนื้อจนลึกถึงกระดูก เืสีแดงฉานพุ่งกระฉูดรดใบไม้สีเขียวขจีจนแดงฉาน
“อ๊ากกกกกก!” นักสำรวจหนุ่มร้องลั่นด้วยความเ็ปที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
ทว่าศัตรูไร้ความเมตตา มันวาดเท้าถีบเข้าที่ลิ้นปี่ของเขาอย่างจังด้วยพลังแรงส่งมหาศาล แรงกระแทกส่งร่างของเขากระเด็นไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่ดังกึกใหญ่จนเสียงกระดูกซี่โครงลั่นกร๊อบ!! เขาพ่นลมหายใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมาพร้อมคราบเืคำโตก่อนจะคอพับสลบเหมือดไปในทันที
ลูน่า ที่ซุ่มมองภาพรวมอยู่บนยอดไม้สูงเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ หัวใจของเด็กสาวเต้นรัวประดุจกลองรบ ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจทว่าในสมองของเธอยังคงกึกก้องด้วยคำสอนของไค ‘ในวิกฤต ห้ามใช้อารมณ์... จงใช้ข้อมูลและความเป็จริง’
‘สถานการณ์วิกฤตแล้ว... สถานการณ์ของพวกพี่หน่วยสำรวจเริ่มถึงขีดจำกัด ต่อให้ส่งใครไปช่วยตอนนี้ก็มีแต่จะตายกันหมด’
ลูน่ากัดริมฝีปากจนห้อเืตัดสินใจเด็ดขาด เธอรวบรวมสมาธิส่งคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic) ที่ฝึกฝนมาอย่างหนักไปยังไมโลและไมล่าที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง
“ไมโล ไมล่า! ฟังฉันนะ!” เสียงของลูน่าสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พาพวกเอลฟ์หนีอ้อมไปทิศตะวันออก มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านให้ถึงให้ได้! บอกพี่ร็อคกับพี่จอร์จว่าไม่ต้องห่วงพวกเรา ฉันกับพี่รินจะคุมสถานการณ์ตรงนี้เอง... ไปซะ! ให้พวกเขารีบล่วงหน้าไปก่อน แล้วเราจะตามไปสมทบทันที!”
ไมโลและไมล่าที่ได้รับสารผ่านโสตััพิเศษถึงกับน้ำตาคลอเบ้า มือที่ถือธนูสั่นเทา พวกเขารู้ดีว่าคำว่า
"ไม่ต้องกังวล" ของลูน่าในสถานการณ์นี้คือการเอาชีวิตเข้าแลก ทั้งคู่ปาดน้ำตาและสะกดเสียงสะอื้น เก็บซ่อนความโศกเศร้าไว้ภายใต้สีหน้าที่นิ่งเฉยเพื่อไม่ให้เหล่าเอลฟ์ที่าเ็และเสียขวัญต้องตื่นตระหนกไปมากกว่านี้
“พี่ร็อค พี่จอร์จ... เราต้องไปแล้ว” ไมล่ากระซิบสั่งการเบาๆ ทั้งคู่ช่วยกันประคองและพาขบวนเอลฟ์เคลื่อนที่ออกจากจุดปะทะอย่างเงียบเชียบที่สุด ทิ้งไว้เพียงเสียงอาวุธที่ยังคงประหัตปะากันอยู่เื้ั
[ความจริงใต้หมวกเกราะ: ผู้ทรยศไร้หาง]
การต่อสู้เบื้องล่างยังคงดำเนินต่อไปอย่างเสียเปรียบถึงขีดสุด รินพยายามสู้สุดตัว ะโโลดเต้นไปตามกิ่งไม้และโขดหินเพื่อดึงความสนใจศัตรูให้ห่างจากกลุ่มเด็กๆ ในจังหวะที่ล่าทาสคนหนึ่งซึ่งสวมหมวกเกราะเหล็กปิดบังส่วนหัวไว้มิดชิดเผลอหันหลังให้เพราะต้องไปรับมือกับการตลบหลังของริน ลูน่าที่ซุ่มอยู่บนยอดไม้เห็นโอกาสทองที่อาจมีเพียงครั้งเดียว
เด็กสาวนิ่งงันราวกับหยุดหายใจ เล็งหน้าไม้คู่ใจที่เสริมสปริงมานาไปที่รอยต่อของชุดเกราะบริเวณหลังคออย่างแม่นยำ
ฟิ้ววว!
ลูกศรเหล็กพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว ทว่าในจังหวะที่ลูกศรจะเจาะทะลุเนื้อ...
หมับ!
พวกล่าทาสคนนั้นกลับหันขวับมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นและคว้าลูกศรกลางอากาศไว้ได้ด้วยมือเปล่าอย่างปาฏิหาริย์! แรงกระแทกของลูกศรทำให้เกิดกระแสลมปะทะจนฝุ่นคลุ้ง ลูน่าถึงกับอุทานออกมาอย่างลืมตัวด้วยความตกตะลึง
“บ้าน่า! หลบได้ไม่เท่าไหร่... แต่ไม่หลบแล้วคว้าเอาไว้เนี่ยนะ! ประสาทััระดับไหนกัน!”
“หึ... ข้ารู้ตั้งนานแล้วว่ามีหนูซุ่มอยู่บนยอดไม้นั่น กลิ่นอายมานาที่สั่นกลัวของแกมันปิดไม่อยู่หรอก” น้ำเสียงนั้นเ็าและแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
ทว่าแรงกระชากสลัดจากการคว้าลูกศรแรงเกินไป ทำให้หมวกเกราะเหล็กที่สวมอยู่หลุดกระเด็นออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็พาดผ่านดวงตา และความจริงที่ทำให้ทั้งรินและลูน่าต้องค้างแข็ง... บนกลุ่มผมสีเข้มนั้นมีหูที่แหลมคมโผล่ออกมาและสั่นระริกไปตามจังหวะเสียง
เขาคือ มนุษย์สัตว์เผ่าแมว ...เผ่าพันธุ์เดียวกับริน!
รินเบิกตากว้าง แววตาสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและสับสน
“แก... แกเป็เผ่าแมวเหมือนข้า? แต่ทำไม... ทำไมแกไม่มีหางล่ะ! หางของแกไปไหน!” รินโวยวายด้วยเสียงสั่นเครือ
เพราะสำหรับเผ่าแมว หางคือเกียรติยศและเป็หัวใจสำคัญของสมดุลร่างกาย
นักล่าทาสเผ่าแมวแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าเกลียด แววตาของเขาไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์
“หางงั้นรึ? เหอะ... นายทาสคนเก่าของข้าตัดมันทิ้งไปขายเป็ส่วนผสมยาตั้งนานแล้ว มันมีปัญหาตรงไหนไม่ทราบ? สำหรับข้า ร่างกายนี้ก็แค่เครื่องมือหาเงินเท่านั้นแหละ จะหูจะหางมันก็แค่ส่วนเกิน!”
“แกก็เคยเป็ทาส!?” ลูน่าะโลงมาจากต้นไม้ด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความสงสารและโมโห
“ในเมื่อแกเคยโดนกระทำอย่างทุกข์ทรมานขนาดนั้น ทำไม... ทำไมแกถึงยังกลับมาทำเื่ชั่วร้ายแบบนี้กับคนอื่นอีกล่ะ! หัวใจแกทำด้วยอะไร!”
“เหตุผลน่ะรึ?” มันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นฟังดูแห้งแล้งและเย็นเยียบ
“ก็เพราะ... เงินมันหอมหวานกว่าศักดิ์ศรี และการเป็ผู้ล่ามันก็ดีกว่าการเป็คนดีที่ท้องกิ่วรอความตายยังไงล่ะ! โลกนี้มันไม่มีที่ยืนให้พวกอ่อนแอหรอก!”
สิ้นคำพูด ร่างของมันก็เลือนหายไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วที่ทิ้งให้รินตามไม่ทัน มันพุ่งเข้าหารินในระยะประชิด ดาบสั้นอาบมานาจาก Artifact ฟันวาบลงมาใส่รินที่กำลังใกับความจริงที่ได้ยิน รินพยายามะโถอยหลังสุดแรงเพื่อรักษาชีวิตตามสัญชาตญาณ แต่คมดาบยังคงกรีดผ่านสีข้างของเธอจนผ้าขาดวิ่น เืสีแดงเข้มไหลซึมออกมาตามาแที่แสบร้อน
“พี่ริน!” ลูน่าเห็นท่าไม่ดี รีบะโลงจากยอดไม้ทิ้งตัวลงมาขวางหน้าเพื่อนทันที เธอรีบกระชากยาและสมุนไพรสมานแผลออกจากกระเป๋าข้างเอว พยายามห้ามเือย่างลนลาน ขณะที่ศัตรูอีก 3 คนเริ่มล้อมกรอบเข้ามา โดยมี หน่วยสำรวจของหมู่บ้าน 4 คนที่เหลือยันไว้ แต่ก็แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าเต็มที สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุดเมื่อกำลังรบหลักาเ็ และความหวังที่จะถ่วงเวลาเริ่มจะเลือนรางลงทุกที!
[เสียงหัวเราะของมัจจุราช: กัลลัส]
ตัดกลับมาที่กลุ่มของกัลลัสที่พุ่งตัวมาถึงจุดที่ลูกน้องทั้ง 4 คนนอนเป็ศพอยู่ แววตามรกตที่วาวโรจน์ของเขาไม่ได้ฉายแววโศกเศร้าให้กับการตายของลูกน้องเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม เขากลับะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนเสียงโลหะเสียดสีกันในอกดังสนั่น
“ฮ่าๆๆๆ! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!” กัลลัสกวาดสายตามองาแที่สะอาดหมดจดบนร่างลูกน้อง
“ดาบที่คมกริบขนาดนี้... แรงเหวี่ยงที่เด็ดขาดแบบนี้... ข้าละหวังจะให้เป็แกจริงๆ เซน!!”
กัลลัสก้มลงมองพื้นดิน เขาพบร่องรอยการถอยทัพที่จงใจทิ้งไว้มุ่งหน้ากลับไปทางปากถ้ำ ยิ่งเห็นรอยนั่น กัลลัสยิ่งทวีความตื่นเต้นจนร่างดัดแปลงสั่นเทาไปทั้งตัว
“คิดจะหนีเข้าไปซ่อนในถ้ำงั้นรึ? เอาสิ! หนีเข้าไป! ดิ้นรนเข้าไป!” เขากางแขนออก แผ่รังสีความร้อนระอุจนใบไม้รอบตัวเริ่มไหม้เกรียม
“ฆ่าจะล่าพวกแกให้หมดทุกคน จะไม่มีใครรอดไปบอกชาวโลกได้ว่าอดีตของข้ามันน่าอัปยศแค่ไหน!”
กัลลัสสั่งการลูกน้องอีก 2 คนที่เหลือเสียงเด็ดขาด
“ตามข้ามา! เหยื่อมันส่งสัญญาณเชิญชวนขนาดนี้ เราจะปล่อยให้พวกมันรอนานไม่ได้!”
อสุรกายกัลลัสพุ่งทะยานตามรอยเท้าไปทางปากถ้ำด้วยความเร็วสูง โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหน้าที่เขากำลังมุ่งไปนั้น ไม่ใช่ทางหนีของเหยื่อที่หวาดกลัว... แต่คือกับดักที่ถูกวางไว้โดยนักวิจัยตัวน้อยและการประจันหน้าที่รอคอยมาตลอด 16 ปี!