13 : เกลียดลูกบอลที่สุด
ยามเช้าวันใหม่สดใสของโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัย ถูกต้อนรับด้วยเสียงทักทายสวัสดีและเสียงพูดคุยที่เหมือนคุยกันได้ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้นของเหล่านักเรียน บางกลุ่มเมาท์กระจาย ส่งเสียงโหวกเหวกเผื่อแผ่เหมือนกลัวโต๊ะรอบข้างจะไม่รู้ว่าคุยเื่อะไรกัน แต่บางกลุ่มก็เงียบสนิท มีเพียงเสียงขูดเขียนของปากกาเท่านั้น
อย่างเช่น โต๊ะของสี่สาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อาคารสนามบาสเป็ต้น
แน่นอนว่ามันคือการทำการบ้านให้ทันก่อนเส้นตายอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งมันเป็วิชาคณิตศาสตร์ที่ใครต่อใครพากันขยาด บวกกับอาจารย์สุดโหดที่สั่งมาที นักเรียนทำกันแทบลากเื แถมเนื้อหาที่เรียนก็เรียกได้ว่ายากบรรลัย
ดังนั้น...หนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย อีกคนหนึ่งทำอีกคนช่วยลอก และเผื่อแผ่ไปให้ใครอีกหลายๆ คน จึงเป็ทางออกที่ดีที่สุดในเวลาเช่นนี้
“นี่ๆ เมื่อวานตอนกลับบ้านน่ะ มีคนโดนรถชนตายด้วยล่ะ” เสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้โต๊ะของกลุ่มเนียร์พูดกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“อื้ม เราก็ผ่านทางนั้นเหมือนกัน เห็นว่าผู้หญิงด้วยนี่ที่ตาย” เพื่อนของเธอพูดต่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเนียร์กำลังแอบฟังอยู่
“เขาบอกว่าแค่รถชนตายเท่านั้นเอง แต่คนแถวนั้นบอกว่าสภาพศพน่ะ หัวเละเลยนะ”
“อึ๋ย นึกถึงแล้วขนลุกเลยแฮะ รถชนมันทำให้หัวเละได้เลยเหรอ”
“ไม่รู้สิ ตอนชนล้อคงทับเอาก็ได้มั้ง” เธอตั้งสันนิษฐานเอาเอง
“น่ากลัวจังเลยเนอะ” จู่ๆเพียวก็พูดขึ้นมาขณะที่กำลังลอกโจทย์เลขอยู่
“อะไรน่ากลัว” เนียร์ละสายตากลับมาที่โต๊ะตัวเอง
“ก็เื่ที่โต๊ะข้างๆ พูดไงล่ะ”
“เมื่อวานนี้ถึงฉันจะไม่ได้ผ่านทางนั้น แต่แค่ได้ยินก็สยองแล้ว” โมทำท่าขนลุก จากนั้นก็หันไปหยิบสมุดของเอลมาลอก
จากคำพูดของแต่ละคนทำให้เนียร์รู้ได้ว่า ต่อให้เพื่อนของเธอกำลังจดจ่อทำอะไรขนาดไหน แต่ประสาทการรับฟังยังคงทำงานได้ดีเหมือนเดิม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็พวกชอบยุ่งเื่ชาวบ้านนั่นเอง
“เมื่อวานฉันก็ผ่านทางนั้นด้วย” เอลที่อ่านโจทย์เตรียมตัวทำข้อต่อไปพูดบ้าง เนียร์เกิดอาการกระตุกขึ้นมาทันที ด้วยความกลัวว่าเอลอาจจะเห็นเธอทำอะไรไป
“จริงอะ! แล้วได้เห็นตอนชนกันปะ” อีกสองคนที่เหลือเลิกสนใจการบ้าน หันมาสนใจเอลแทน แต่เอลส่ายหน้า คิ้วขมวดติดกันเพราะต้องใช้สมองคิดเลขไปด้วย ทำเอาจอมสอดรู้ทั้งสองลงไปนั่งตามเดิมอย่างผิดหวัง
“กว่าฉันจะไปถึง เขาก็จัดการเก็บศพหมดแล้ว อืม...เนียร์ เธอช่วยคิดข้อนี้ให้หน่อยสิ” เธอยื่นหนังสือมาให้ ขณะที่เนียร์ถอนหายใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าเพื่อนไม่เห็นเหตุการณ์ และหัวสมองปลอดโปร่งในทันที
“...ข้อนี้ต้องใช้สูตรพีทาโกรัสถึงจะได้” เนียร์ยื่นหนังสือคืนให้เอล
เอลนั่งทวนอีกครั้ง ก่อนจะอุทานออกมา “จริงด้วย! ขอบใจนะ” เธอรีบทำลงในสมุดที่แย่งจากโมมาได้ ส่วนเพียวก็หยิบสมุดของโมมาลอกในข้อที่มันทำเสร็จแล้ว เรียกได้ว่าลอกเป็ห่วงโซ่อาหารเลยทีเดียว
ส่วนเนียร์ที่ชอบนั่งคิดคนเดียว ตอนนี้เหลืออีกเพียงหนึ่งข้อก็เสร็จแล้ว
เอลอาจเรียกได้ว่าเป็มันสมองของกลุ่ม ทุกวิชาสามารถขอให้เธอช่วยสอนได้ ยกเว้นเพียงเื่เดียวที่ให้ตายก็ห้ามมาถาม
นั่นคือวิชาเลข
แต่ถึงจะไม่ชอบยังไง เนียร์ก็ยังเห็นเอลดันทุรังทำทุกที หากไม่จวนตัวจริงๆ แล้วละก็เอลคงไม่คิดพึ่งเนียร์
“เสร็จสักที” เนียร์ชูแขนขึ้นสูงแสดงชัยชนะหลังตอบโจทย์ข้อสุดท้ายเสร็จ
“เอามาลอกหน่อยดิ๊” เพียวกับโมหยิบไปลอกด้วยกัน ส่วนเอลยังคงมุ่งมั่นกับการคิดไขโจทย์ตามลำพัง
ขณะที่เนียร์กำลังฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ นั่งดูเพื่อนทำการบ้านต่อไปนั่นเอง...
ฟิ้ว!
“ระวัง!!”
เนียร์กำลังเงยหน้าขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่ทำอย่างนั้นปุ๊ป
พลั่ก!
ลูกฟุตบอลก็ใส่เข้าหน้าเนียร์อย่างจัง
สามคนที่เหลือพากันเงยหน้ามองเพื่อนอย่างตามเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ทัน
“ ’โทษที เป็ไรมากรึเปล่า” เสียงผู้ชายดังขึ้นขณะวิ่งตรงมาทางนี้
ไม่แปลกที่จะมีลูกฟุตบอลลอยมาทางนี้ ทางด้านซ้ายสนามบาสและวอลเลย์ในร่ม ส่วนเบื้องหน้าห่างจากโต๊ะไปสักสิบเมตร เป็สนามฟุตบอล หากมีลูกบอลผ่านมาทางนี้สักสองสามลูกก็ไม่น่าแปลกใจนัก
“โอย รู้สึก่นี้ดวงจะสมพงศ์กับพวกลูกบอลยังไงชอบกลแฮะ” เนียร์บ่นพลางยกมือขึ้นลูบแนวสันจมูกที่โดนหนักสุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพบผู้ชายหัวสีส้มถือลูกบอลลูกเดียวกับที่ปะทะหน้าเธอเมื่อกี้นี้
“น้องเป็ไรมากรึเปล่า” เขาถาม แต่เหมือนเพื่อเป็มารยาทมากกว่า เพราะสีหน้าไม่ได้แสดงความเป็ห่วงเป็ใยเลยสักนิด
“ไม่เป็ไรมั้ง หน้าแดงขนาดนี้น่ะ” เนียร์ชี้หน้าตัวเอง แต่เขากลับไม่สนใจนัก เมื่อพบว่าอีกฝ่ายหัวไม่หลุด เืไม่ออก ช้ำไม่มี หน้าแหกก็ไม่พบ
เขาพูดขอตัวแล้ววิ่งกลับไปสนามฟุตบอล ไม่ทันให้เพียวหรือใครได้เปิดปากด่าก่อน
“โอย เกลียดพวกวอลเลย์กับฟุตบอลชะมัด” เนียร์บ่น มือยังลูบหน้าคลายความเจ็บ
โป๊ก!
“แอ๊ก! แล้วก็เกลียดหัวหน้าทีมบาสตัวโรงเรียนของโคตรที่สุดเลยด้วย” เนียร์พึมพำ มือเปลี่ยนไปลูบหัวที่เพิ่งถูกเขกไปแทน เธอหันไปมองปีศาจพร้อมบริวารอีกหนึ่งตัวที่ไม่อยากจะพบด้วย
“มีปัญหาอะไรมิทราบ มาเขกหัวกันอย่างนี้” เธอพูดอย่างมีน้ำโห ขณะที่เพียวกับโมแอบหัวเราะกัน เหมือนจะรู้สึกสะใจเล็กๆส่วนเอลก็นึกว่าตัวเองกำลังได้พบกับเทพบุตรอยู่
“เปล่า เผอิญเห็นเธอกำลังมีปัญหา เลยกะเข้ามาช่วย” ทินพูด
“ช่วยแบบนี้ ไม่ต้องดีกว่ามั้ง” เนียร์บ่นพึมพำ
“พี่ทินช่างเป็พี่ชายที่แสนดีจริงๆเลยนะคะ” เอลชมอย่างฝันๆลืมเื่การบ้านไปซะสนิท เมื่อกี้เธอคงเห็นภาพเขกหัวเป็การลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดูกระมัง แต่...จะอย่างไรคนหลงตัวเองก็ยังคงหลงตัวเองอยู่ดี
“แน่นอน คงหาที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว” ทินเก๊กหล่อเต็มที่ มีเพียวกับโมทำท่าอ๊วกอย่างเอียนๆ ส่วนเอลคงเก็บภาพนี้ไปนอนฝันทั้งคืน
“พี่เภรู้รึเปล่าว่าผู้ชายคนเมื่อกี้เป็ใคร” โมถาม
แน่นอนว่าไม่มีใครในโรงเรียนนี้ที่เภจะไม่รู้จัก เพราะทันทีที่ถามก็ได้รับคำตอบมาทันทีว่าผู้ชายคนเมื่อกี้ชื่อว่า รวีรน เพียรธารา ชื่อเล่นว่า ฟิวส์ อยู่ม.5 พักอยู่อพาร์ตเมนต์ในเมือง เนื่องจากบ้านอยู่ไกล
เนียร์แอบคิดว่าเขาโชคดีมากเลยนะ ที่โรงเรียนนี้ไม่เคร่งครัดเื่กฎระเบียบทรงผม ไม่อย่างนั้นคงไม่มีหัวส้ม หัวซอยลอยไปลอยมาในโรงเรียนได้หรอก อย่างว่า ให้เด็กทำตามใจชอบแต่ขยันเรียนเอาไว้ดีกว่า
และก็ยังดีที่ว่าเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนนี้ไม่ใช่แบบโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป ไม่อย่างนั้นหัวสีส้มขนาดนั้นคงไม่เข้ากับเครื่องแบบนักเรียนแน่นอน
“รู้สึกว่าหมอนั่นจะเพิ่งไปย้อมผมเป็สีส้มเมื่อวันก่อนนี้เอง” เภให้ข้อมูลต่อ
วันก่อน? วันเดียวกับที่เธอไปที่โรงเรียนประถมนั่นพอดีเลย เนียร์คิด แต่ไม่ได้สนอะไรมากมายนัก
คราวนี้เอลฟังเงียบๆสายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ทินอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็สนามฟุตบอลแทน ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่ตอนฟิวส์มาเก็บลูกฟุตบอล เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นที่มือเขาัักับมือของเธอ ในตอนนั้นเธอถึงกับสะดุ้งรีบชักมือกลับทันที และโชคดีที่เขาไม่ทันสังเกตเห็น
เธอยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี...
...ความรู้สึกเหมือนโดนไฟลวก...
กิ๊งก่อง!
เสียงออดบอกเวลาเข้าแถว กลุ่มเนียร์รีบเก็บของบนโต๊ะใส่เป้ของตัวเอง เนียร์หันมาพูดกับทิน
“ทิน อย่าลืมนะ วันนี้กลับบ้านเร็วๆด้วย”
“รู้แล้วน่า ไม่ต้องเตือนบ่อยนักหรอก” ทินบ่น ก่อนเดินไปที่แถวม.6กับเภ
อีกสามคนที่เหลือฟังแล้วพากันสงสัย ก่อนมีโมเป็คนช่วยถามให้
“ก็...วันนี้แม่ให้ช่วยอยู่เฝ้าบ้านน่ะ ก็เลยต้องกลับเร็วๆ” เนียร์ตอบ คนอื่นพากันพยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะยกเป้ขึ้นสะพายอย่างง่ายดาย
วันนี้เป้ของเนียร์เบากว่าวันที่ผ่านๆ มาเป็สองเท่า เพราะเธอสั่งให้บ๊อกคอยเฝ้าบ้าน อย่างน้อยก็ขอปกป้องคนในครอบครัวเท่าที่ตัวเองจะทำได้
ส่วนเพื่อนๆที่โรงเรียนเนียร์ทำได้เพียงปกป้องแค่ที่นี่เท่านั้น แต่นั่นก็ยังดีกว่าไม่คิดจะปกป้องเลย ป้องกันจากอันตรายที่เธอได้รับรู้มา หากมีคนคิดจะทำร้ายคนที่เธอรักละก็ เธอขอทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนไม่เป็ไร
ขณะที่กลุ่มเธอเดินไปตรงแถวม.4 เอลก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาดูเหงาหงอยกว่าที่เคย
“...อิว” เธอพึมพำ นึกถึงตัวประหลาดสีเขียวมรกตที่เธอสั่งให้อยู่บ้านหลังจากได้รับรู้เื่ราวที่แท้จริงของเหตุการณ์รถชนเมื่อวานจากชายปริศนาคนนั้น
ทั้งคู่ในตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างเดียวกันอยู่ ที่ว่า...
รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปอย่าง
่ดึกดื่นค่ำคืน อันเป็่เวลาสงบมากที่สุดแล้วสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัย ตอนกลางวันมีเด็กนักเรียนคับคั่งวุ่นวาย แต่ตอนนี้มีเพียงเสียงหริ่งๆของเหล่าแมลงดังระงม คล้ายจะเล่นคอนเสิร์ตกันให้ชายวัยกลางคนในชุดยามนั่งฟังเพลินๆ
ลุงยามอ้าปากหาวพลางบิดี้เีด้วยความเมื่อยล้า เขายกนาฬิกาขึ้นมาดู อีกไม่กี่นาทีจะเที่ยงคืนแล้ว ถึงเวลาที่เขาควรจะกลับบ้านเสียที จึงลุกขึ้นหยิบกุญแจมาล็อกประตูรั้วโรงเรียน
ยามดูความเรียบร้อยเสร็จก็หันหลังเตรียมกลับบ้าน แต่ทันใดนั้นเองที่ด้านหลังของเขามีแสงส่องออกมา ทำให้เขาต้องหันไปมองทางโรงเรียนอีกครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ภาพของดวงไฟ 4-5ดวงที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศปรากฏสู่สายตา ไม่จำเป็ต้องค้นหาสาเหตุ ลุงยามก็ร้องจ๊ากเผ่นแน่บไปเรียบร้อยแล้ว
ลับหลังลุงยามที่วิ่งหนีไป พลันเกิดเสียงหัวเราะของใครบางคนขึ้น
“ฮ่าๆๆ สุดยอดเลย ตาลุงนั่นวิ่งทำสถิติใหม่ได้เลยมั้งน่ะ” เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากที่ซ่อน ลูกไฟที่ส่องสว่างนั้นเผยให้เห็นผมสีส้มเด่นหราไม่เหมือนใคร ก่อนเด็กหนุ่มอีกคนจะเดินตามมาติดๆ เพียงแต่เขามีเส้นผมเป็สีน้ำตาล และมีมาดสุขุมเป็ผู้ใหญ่มากกว่า
เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลมองอีกฝ่ายที่หัวเราะอย่างสนุกสนานแล้วถอนหายใจ “บางครั้งนายก็ชอบเล่นอะไรเป็เด็กๆ อยู่ได้นะฟิวส์”
ฟิวส์ดับไฟของตัวเอง พอได้ยินแบบนั้นเข้าก็ทำหน้าบึ้งทันที “มันเื่ของฉันน่า ถามจริงๆ เถอะ นายคิดจะทำตัวเป็แม่ฉันจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย”
“หึ แม่นายกล้าสั่งสอนนายแบบนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ” โชลย้อนถามด้วยเจตนาสื่อถึงใครคนนั้น
“อย่า-พูด-ถึงผู้หญิงคนนั้น ให้ฉันได้ยินนะ!” ฟิวส์ตวาดกลับทันที อารมณ์เริ่มขุ่นมัวอย่างรวดเร็ว ส่วนโชลก็ทำเป็ยักไหล่แบบ ‘ก็แล้วแต่นายสิ’ ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่า หากพูดถึงจะต้องโดนหัวเสียกลับ ก็ยังเลือกจะพูด แล้วเฉไปเื่อื่นต่อ
“ฉันนึกว่านายจะฆ่ายามนั่น เหมือนผู้หญิงพวกนั้นซะอีก”
“ก็มันไม่ได้ทำอะไรให้เกะกะสายตาฉันนี่ ไม่ได้ทำตัวงี่เง่าแบบยัยพวกนั้น” ฟิวส์ตอบ พอนึกถึงผู้หญิงพวกนั้นแล้ว ความรังเกียจก็พุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
ยัยพวกนั้นแค่เห็นผู้ชายก็ทำเป็กรี๊ดกร๊าดน่ารำคาญจะตายไป แล้วมาทำอ่อยใส่เขาอีก
หึ...แค่เขาออกแรงนิดเดียวก็หักคอเล็กๆนั่นได้อย่างง่ายดายแล้ว อ่อนแอซะไม่มี ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ทำได้อยู่อย่างเดียว คือร่านพวกผู้ชาย อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำเป็ร้องไห้ ทำเป็โวยวาย น่ารำคาญชะมัด
โชลไม่คิดว่าสิ่งที่เพื่อนทำลงไปเป็เื่ผิดปกติ ในเมื่อผู้หญิงสามคนนั้นทำเกินไปจริงๆ อุตส่าห์ปฏิเสธดีๆ ก็แล้ว พูดอย่างสุภาพก็แล้ว ยังจะมาเกาะก่ายชวนให้ไปด้วยกันให้ได้อีก ถ้าอย่างนั้นละก็...จะยอมทำตามก็ได้ เพียงแต่ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอาจจะสูงหน่อยล่ะ
เขาอาจได้รับอิทธิพลมาจากฟิวส์เล็กน้อย เพียงแต่ไม่ได้เกลียดแบบไม่เลือก หากดีมาก็ดีกลับ แต่ถ้าเป็แบบพวกรกโลกละก็...คงไม่มีความจำเป็อะไรให้ต้องอยู่ต่อ
ทั้งคู่เดินไปตรงแถวกลุ่มโต๊ะม้าหินอ่อนที่พวกเนียร์นั่งกันตอนเช้า โชล กึ่งนั่งกึ่งยืนตรงโต๊ะ ส่วนฟิวส์ก็เอามือซุกกระเป๋ากางเกงเดินเล่นอยู่แถวนั้น หลับตาฟังเสียงสะท้อนของฝีเท้าที่มีแค่ของเขาเพียงคนเดียว ทำให้อารมณ์ที่พุ่งพล่านเมื่อครู่เย็นลงได้
“สงบดีนะ” โชลพูดขณะหลับตารับลมอ่อนๆ ตอนกลางคืน โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้โต้แย้งอะไร
...ตึก...
หนุ่มหัวส้มหยุดเดิน ยิ้มมุมปาก
“เสียใจด้วยนะ แต่มีตัวทำลายความสงบโผล่มาซะแล้ว” เขาหันไปทางเสียงฝีเท้าที่เบาจนแทบไม่ได้ยินเมื่อครู่ “โผลหัวออกมาเซ่ จะมัวซ่อนอยู่ทำไมล่ะ”
โชลขยับตัวเล็กน้อย อันที่จริงก็รู้อยู่แล้วว่ามีใครอีกคนอยู่กับพวกเขาด้วย ทั้งที่อุตส่าห์ทำเป็ไม่สนใจแท้ๆเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ผู้หญิง
แต่...เธอคนนั้นก็คงอยากให้รู้ตัวด้วยอยู่แล้วล่ะ
เด็กสาวคนหนึ่งเดินออกมาจาก่เงามืดในอาคารเรียน ใบหน้าเรียบเฉยจนดูเ็าไม่เหมือนเด็กทั่วไป ดวงตาที่คาดเดาอารมณ์ได้ยากหรี่ลงเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์
“ไม่ทราบว่าดึกดื่นป่านนี้แล้ว คุณผู้หญิงมาทำอะไรที่โรงเรียนคนเดียวเหรอครับ” โชลถามเธออย่างสุภาพ
“คงไม่ใช่แค่มาเดินเล่นหรอกใช่มั้ย” ฟิวส์พูด แววตานึกสนุก เมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่ธรรมดาทั่วไปแน่
เมื่อทางฝ่ายนั้นรู้ตัว ฝ่ายนี้ก็ไม่จำเป็ต้องปิดอะไรอีก
“ก็แค่...อยากรู้ว่าคนที่มีพลังจากธรรมชาติอีกสองคนเป็ยังไงก็เท่านั้นเอง” วาลว่าตามตรง ขณะเดียวกันบางอย่างจากทางด้านหลังของเธอก็พุ่งเข้าใส่ฟิวส์อย่างรวดเร็ว
ฟึ่บ!
โชลคว้าสิ่งนั้นไว้ได้ มันคือกิ่งไม้ที่มีปลายแหลมจากต้นไม้ต้นหนึ่งทางด้านหลังของเด็กสาว โชลหยุดมันได้โดยที่ปลายแหลมนั้นอยู่ห่างจากหัวสีส้มเพียงไม่กี่เซนฯเท่านั้น
“ไม้...งั้นเหรอ” โชลพึมพำพลางขยี้ไม้นั่นจนแหลกคามือ เข้ามายืนข้างหน้าฟิวส์เพื่อเผชิญหน้ากับวาลโดยตรง “ผมคงจะให้คุณไปสู้กับไฟอย่างฟิวส์ไม่ได้หรอก ผมจะเป็คู่มือให้เอง”
เหล่าต้นไม้ทางด้านหลังโชลขยับเคลื่อนไหวไปมาราวกับพวกมันมีชีวิต
“ในฐานะผู้ใช้ไม้ด้วยกัน”
โชลได้ยินเสียงคนข้างหลังสบถด้วยความขัดใจที่โดนแย่งสู้ หากไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกนอกจากยอมถอยไปยืนดูอยู่ตรงแถวโต๊ะหินอ่อนแทน เท่ากับยอมให้ศึกครั้งนี้เป็ของเขา
ส่วนฝ่ายเด็กสาวไม่ได้สนอยู่แล้วว่าคู่ต่อสู้จะเป็ใคร ที่ทำไปเมื่อกี้เพราะฟิวส์อยู่ใกล้เธอที่สุดเท่านั้นเอง
โชลมองไปรอบตัวก่อนจะพูดเสริม “แต่คงจะอาละวาดได้ไม่มากนักหรอกนะ เพราะถึงจะมีคนคอยปิดเื่การมีตัวตนของพลังจากธรรมชาติยังไง การที่ตึกเรียนถูกถล่ม คงไม่สามารถซ่อมแซมได้ภายในข้ามคืนเดียว”
ถึงตรงนี้ทั้งคู่ได้ยินเสียงร้องว้าอย่างเสียดายจากอีกคนแถวๆนั้น แต่ไม่มีใครใส่ใจ แล้วเปิดฉากสู้ทันที
วาลเป็ฝ่ายจู่โจมก่อน กิ่งก้านจากต้นไม้ด้านหลังเธอ พุ่งเข้าฟาดใส่เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว แต่แขนก้านจากต้นไม้เื้ัเขาก็สามารถรับการโจมตีไว้ได้หมด ไม่ว่ากิ่งของวาลจะพยายามหักเลี้ยวลอดเข้าไปตามช่องว่างขนาดไหน ก็ถูกต้นไม้ของโชลสกัดเอาไว้ได้หมด
สีหน้าของวาลเฉยชายิ่งกว่าเดิม ส่วนโชลนั้นยังคงมีรอยยิ้มสบายๆอยู่บนหน้า ราวกับเขาสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของเธอได้ทั้งหมด
“ดูเร่งรีบที่จะเอาชนะมากไปหน่อยนะ คุณผู้หญิง”
“...ชื่อของฉันคือวาล” วาลพูดอย่างไม่สบอารมณ์กับการเรียกอย่างนั้น
“วาล...” โชลทวนชื่อเธอ เหมือนพยายามจะซึมซับลงหัว “คืนนี้ยังอีกยาว ทำไมต้องรีบแบบนั้นด้วยล่ะ ทำเหมือนกับ...กำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ยังงั้นแหละ”
วาลกำมือแน่น แม้ใบหน้าจะยังเรียบเฉย “เอาเวลาที่พูดนั่นมาโต้ตอบอะไรบ้างจะดีกว่ามั้ย”
โชลยิ้มรับ คล้ายจะตอบไปว่า ‘ขอมาก็จัดให้’ อย่างไรอย่างนั้น เพราะหลังจากนั้น เขาก็เป็ฝ่ายบุกกลับ ต้นไม้ข้างหลังเขาโยกไปมาจนแทบจะหักโคนลงมาแต่ก็ไม่หัก ก้านแต่ละก้านงอกยาวขึ้นมาเป็กิ่งแหลมยาวบิดโค้งงอไปมาราวกับงู เคลื่อนไปยังเด็กสาวทีละอัน หากถี่กระชั้นรวดเร็ว ทำให้คนที่อยากให้อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมา ได้แต่ป้องกันตัวเป็พัลวัน
ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงโวยวายมาจากทางด้านหลัง
“เฮ้ย! นายอย่าเอาพวกไม้นี่มาโดนฉันสิวะ” ฟิวส์ที่หวิดถูกกิ่งไม้เสียบตัวอยู่หลายรอบร้อง
โชลหันไปส่งยิ้มให้ “แล้วนายไปอยู่ใต้ต้นไม้พวกนั้นทำไมกันล่ะ”
“นี่นายจงใจแกล้งฉันใช่มั้ยเนี่ย!” ฟิวส์ตวาดกลับ แล้วก็ได้รอยยิ้มให้เดาคำตอบเล่นเอาเอง
“ไม่ตลกเลยนะ” เขาบ่นพึมพำ ขณะหลบกิ่งไม้ที่พุ่งมาทางเขาตรงๆ โดยที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้มีเป้าหมายไปที่วาลเลยสักนิด ถึงแม้หลบได้ก็ยังตามรังควาญจนความอดทนเริ่มถึงขีดสุด เผาไม้นั่นให้ไหม้เป็ตอตะโกก่อนตวาดใส่คนหัวน้ำตาล
“ถ้านายยังมีสมาธิมาแกล้งฉัน ก็ช่วยสู้ให้มันจบเร็วๆ สักทีได้มั้ยหา!”
ฉึบ!
ไม่ต้องรอให้พูดจบ รอยแผลเฉี่ยวก็ปรากฏขึ้นบนแก้มของวาลทันที
“ขอโทษด้วย ที่ทำให้ใบหน้าสวยๆ ของคุณมีแผล” โชลกล่าวโดยไม่หวังว่าอีกฝ่ายจะให้อภัย แต่ไม่นานเขาก็ต้องแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายเผยอยิ้มออกมา
“นายอย่าประมาทฉันให้มากจะดีกว่านะ” วาลใช้มือเช็ดเืที่หน้า
โชลไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าไง เพราะตอนนี้เขาไม่ได้มีอะไรสักอย่าง ที่บ่งบอกว่ากำลังตกเป็รองเลยสักนิด
แต่ทว่าอีกเพียงครู่เดียวถัดมานั้น เด็กหนุ่มก็โดนบางอย่างลากจนร่างกระแทกพื้นดังโครม
เขารีบมองตัวต้นเหตุ ถึงได้เห็นว่ามีกิ่งไม้เข้ามาพันรอบข้อเท้าั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้
ทันทีที่สมาธิของอีกฝ่ายหลุดไป วาลก็เข้าแทรกแซงควบคุมต้นไม้ของโชลให้มาพันรอบคอเขา และจับขึงร่างนั้นไว้ จนแน่น เด็กหนุ่มพยายามจะแกะให้หลุด หากมันก็แน่นเกินกว่าจะแก้ไหว
วาลมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ คิดว่าชัยชนะตกอยู่ในมือแล้ว
แต่...
“งั้นเธอก็อย่าประมาทฉันให้มากสิ เห็นมั้ย...ไม้กำลังจะถูกเผาแล้ว” เสียงเรียบเย็นจากข้างหลัง ทำให้เด็กสาวรีบหันไปมองเพื่อป้องกันตัวเอง
แต่ทันทีที่หันไป ก็พบกับวงแหวนเพลิงอยู่ล้อมรอบตัวเธอเสียแล้ว วาลขมวดคิ้วให้กับเ้าของไฟนี้
หมอนี่มาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน เธอคิด
ฟิวส์พูดเสียงเย็น “ถ้าไม่อยากถูกย่างสด ก็ปล่อยเพื่อนฉันซะ”
วาลยอมปล่อยโชลอย่างง่ายดาย เพราะแรกเริ่มเดิมทีก็ไม่คิดจะสู้ให้ถึงตายอยู่แล้ว
โชลที่ถูกปล่อยรีบหายใจทดแทนที่ขาดไป ขณะเดียวกันก็จับมือของคนหัวส้มที่ยื่นมาช่วยดึงให้ลุกขึ้น
“ไงล่ะ เอาแต่เล่นจนแพ้เลย สมน้ำหน้า”
หนุ่มผมสีน้ำตาลหัวเราะในลำคอ กล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน “แพ้ให้ผู้หญิงสวยๆ แบบนี้ ก็ไม่เลวนักหรอกนะ”
แล้วถ้ายัยนั่นล่อซะถึงตาย ยังจะพูดแบบนี้อีกไหม ฟิวส์คิดในใจ
“ทักทายกันเสร็จแล้ว ผมขอแนะนำตัวเองหน่อยนะ”
แถวบ้านนายเขาทักทายกันแบบนี้รึไงฟะ! ฟิวส์ได้แต่ค่อนด่าอยู่ข้างใน หากไม่กล้าว่าออกมาตรงๆ
“ผมชื่อโชล อยู่โรงเรียนข้างๆ นี่เอง ส่วนฟิวส์...เขาเรียนอยู่ที่นี่เหมือนคุณ”
ฟิวส์ยังไม่ไว้ใจในตัววาลนักจึงถามต่อ “ถ้าเจอกันอีกคราวหน้า เธอยังจะทักทายแบบนี้อีกรึเปล่าเนี่ย”
วาลไม่ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางที่มองแทบไม่ออกว่ากำลังยิ้มอยู่ประดับอยู่บนหน้า “คงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยกว่านี้แน่”
ผู้ชายทั้งสองมองเด็กสาวที่เดินจากไปโดยไม่มีใครคิดรั้งให้อยู่ต่อเลยสักคน
ฟิวส์มองอีกฝ่ายจนลับสายตาไป แล้วเกาหัวตัวเอง “ให้ตายสิ ยัยนั่นมีนิสัยประหลาดๆคล้ายนายเลย”
โชลเลิกคิ้ว “ฉันคิดไปเองรึเปล่า ว่าเหมือนถูกนายด่าทางอ้อม”
“ชมอยู่มั้ง” ฟิวส์ประชด
โชลนึกถึงคำพูดก่อนจากไปของวาลแล้วถอนหายใจ เงยหน้ามองฟ้า “นั่นสินะ ต่อจากนี้ไปพวกเราคงได้เจอกันบ่อยขึ้นแน่”
ฟิวส์ส่งเสียงหึในลำคอ “ถึงตอนนั้น พวกเราคงมีผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มขึ้นอีกนะ”
คนหัวน้ำตาลไม่ได้พูดอะไรต่อ มีแต่รอยยิ้มเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น