อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    เกือบหิวตาย

    หกโมงเช้าวันต่อมาเขาตื่นนอนตรงเวลา พบว่าในโทรศัพท์มีข้อความเข้า เมื่อเปิดอ่านก็เจอว่าพัสดุด่วนถึงแล้ว ถือว่าประสิทธิภาพการทำงานใช้ได้เลย ต้องกดไลก์ให้หอการค้าเหมยฮวาหน่อยแล้ว
    ฟังจากเสียงลมหายใจก็รู้ว่าจ้าวหนานหนานตื่นขึ้นมาพร้อมเขา แต่จ้าวซินกลับยังหลับปุ๋ย เขาไม่ได้สนใจพวกเธอ ตัวเองไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ แล้วออกจากห้องไป
    อาจเป็นเพราะการจลาจลครั้งก่อนฆ่าคนเยอะเกินไป ได้ยินว่ามีคนตายหลายพันคน ช่วงนี้ตอนกลางคืนค่อนข้างสงบ ไม่มีคดีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ขอทานที่เป็นทาสรับใช้กลับมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเพิ่งจะมาถึงถนนการค้า ก็เห็นรถขนส่งนักโทษหลายคันวิ่งผ่านมาด้วยลักษณะดุดัน วิ่งมาจอดบนลานกว้าง จากนั้นก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ถูกไล่ให้ต้อนให้ลงจากรถ ทุกคนคือผู้ต้องหาที่สวมชุดนักโทษ สภาพเหมือนลูกหมู ขอเพียงเคลื่อนไหวช้าหรือไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกแส้เฆี่ยนทันที
    "ต้องมีการก่อกบฏเกิดขึ้นที่ไหนอีกแล้วแน่ ๆ" ข้าง ๆ มีเสียงพูดดังมา
    "ฉันว่าไม่แน่หรอก" ชายชราคนหนึ่งถือไม้เท้าค้ำพื้นพลางส่ายหน้า
    "ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ?" คนที่ก้าวไปข้างหน้าเอ่ยถาม
    "ถ้าเป็นทหารกบฏ อย่างน้อยบนตัวก็ต้องมีรอยแผลบ้าง อีกทั้งคนที่เคยลงสนามรบมาก่อนก็มีกลิ่นอายไม่เหมือนคนทั่วไป เธอดูคนพวกนี้สิ ภายนอกดูดุร้าย แต่ภายในขี้ขลาด มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกที่เคยกินอยู่สบาย ถ้าไม่ผิดจากที่คาดไว้ ก็คงจะเป็นพวกข้าราชการทุจริต ก็เลยถูกยึดทรัพย์สินในบ้าน พวกเขาคือคนในครอบครัวที่พลอยลำบากไปด้วย" ชายชรากล่าวอย่างมั่นใจ
    กลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้นลองมองให้ละเอียด แล้วก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คนพวกนี้ส่วนใหญ่หน้าขาวหมดจด กล้ามเนื้อหย่อนยาน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่เสพสุขมาทุกรูปแบบ ไม่เคยลำบากลำบน คนที่เป็นทหารไม่ได้มีผิวพรรณดีอย่างนี้
    หลิวเวยอันกวาดตามองสองครั้งแล้วก็เดินจากไป เพียงแต่ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจเรื่องบางอย่างแล้ว มิน่าล่ะทาสรับใช้ที่นี่ถึงหนาวตายทุกวัน หิวตายทุกวัน แม้จะฆ่าตายไปแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็กำจัดไม่หมดไม่สิ้นอยู่ดี ที่แท้ก็มีมาเติมตลอดนี่เอง จินตนาการออกเลยว่า หากไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เกรงว่าผ่านไปอีกไม่กี่เดือน คนพวกนี้ก็จะเหมือนกับทาสรับใช้ในพื้นที่นี้ กลายเป็นคนหน้าเหลืองซูบซีด หนังหุ้มกระดูก หากผ่านไปหนึ่งปีแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ สายตาก็จะเริ่มชาชิน ทุกวันจะนอนอยู่ตรงตีนกำแพง ห่มผ้านวมขาดรุ่งริ่ง รอรับบริจาคเศษเหรียญทองแดงให้…
    หลิวเวยอันไปรับพัสดุด่วน ซื้ออาหารเช้า ซื้ออาหารและน้ำเติมไว้จำนวนหนึ่ง ตอนขากลับก็พบว่ารถขนส่งนักโทษไปแล้ว บนลานกว้างมีนักโทษอยู่รวมกันห้าหกร้อยคน สายตาพวกเขาดูหวาดกลัว มีบางคนเริ่มแยกย้ายกันออกไป แต่คนส่วนใหญ่ยังยืนอยู่ที่เดิม มองดูสภาพแวดล้อมที่แปลกตาอย่างทำอะไรไม่ถูก
    เขากลับมาที่ห้องใต้ดิน พอดูเวลาแล้วก็ตกใจ พบว่าตัวเองเดินทางได้เร็วกว่าเมื่อวานครึ่งชั่วโมง นี่มันเรื่องอะไรกัน? เขาพลันนึกถึงการวิ่งระยะไกลอันดุเดือดเมื่อคืนนี้ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขอเพียงมีเวลาเขาก็จะออกไปซื้ออาหารเช้าเสมอ เหตุผลแรกก็เพื่อบริหารร่างกาย เหตุผลที่สองก็เพราะพอจะมีเงินขึ้นมาบ้างแล้ว เลิกคิดถึงชีวิตตอนกินหลอดพลังงานไปได้เลย ทุกครั้งที่ออกไปและกลับเข้ามา เขาก็จะคำนวณเวลาไว้ตลอด เวลาจะสามารถบันทึกผลลัพธ์ของสมรรถภาพร่างกายเขาได้อย่างแม่นยำ นอกจากครั้งแรกที่เห็นผลลัพธ์ทันตา ในแต่ละครั้งหลังจากนั้นก็เพิ่มเพียงหกถึงสิบวินาทีเท่านั้น เป็นความเร็วที่สม่ำเสมอ
    ครั้งที่สองเกิดความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากก็เพราะกินเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบ ความเร็วเพิ่มขึ้นสามสิบวินาที จากนั้นก็กลับเข้าสู่ความเร็วปกติ ครั้งนี้เพิ่มขึ้นหนึ่งนาทีครึ่ง ขณะที่เขากำลังประหลาดใจ ก็รู้สึกได้อย่างลึกซึ่งว่าตัวเองขาดการออกกำลังกาย กินแต่เมล็ดพันธุ์พลังงานอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องออกกำลังกายประกอบกันด้วย
    จ้าวหนานหนานกับลูกสาวตื่นแล้ว เดิมทีหนูน้อยก็อยู่ในช่วงอายุที่ต้องการนอนมากอยู่แล้ว แต่ด้วยความยั่วยวนจากอาหาร ทำให้เธอทิ้งงานอดิเรกนี้ไป ช่วงไม่กี่วันมานี้ เนื่องจากโภชนาการอาหารที่ดีขึ้น บนใบหน้าของจ้าวซินก็มีเนื้อเพิ่มขึ้นแล้วเช่นกัน เริ่มมีเลือดฝาด ไม่ขาวซีดเหมือนเมื่อก่อน
    เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ จ้าวซินก็ใช้แท็บเล็ตเรียนหนังสือโดยมีจ้าวหนานหนานคอยอยู่เป็นเพื่อน ส่วนหลิวเวยอันก็อดใจรอไม่ไหว หยิบก้อนหินที่ตัวเองชิงมาได้ขึ้นมาแล้วเริ่มศึกษา
    ก้อนหินมีขนาดเท่าไข่ไก่ ในสีเหลืองมีสีดำปะปน มองจากภายนอกน่าเกลียดมาก มันไม่ใช่ก้อนหิน และไม่ใช่หินหยกด้วย และยิ่งไม่ใช่โลหะอะไร กลับคล้ายอำพันนิดหน่อย ด้านบนมีลวดลายลึกลับ เหมือนจะเป็นตัวอักษร แต่ก็เหมือนจะเป็นสัญลักษณ์เช่นกัน หลิวเวยอันไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ สองตาดำมืดไปหมดพลิกไปพลิกมา ดูไปแล้วครึ่งค่อนชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง กำลังคิดว่าจะวางลงแล้วค่อยมาศึกษาทีหลัง เพราะเวลาของเขามีค่า ยังต้องออนไลน์เข้าเกมเพื่อหาเงินอีก ในหัวมีความคิดหนึ่งแวบผ่านเข้ามา เป็นฉากตอนที่เขาเรียนรู้ทักษะ 'ธนูลูกโซ่' เขาประคองอำพันไว้ตรงหน้าอก เพ่งสมาธิจ้องมอง หัวสมองเริ่มปราดเปรื่องแล้ว
    ฉากนี้คล้ายกลับเวลานักมายากลแสดงการเคลื่อนย้ายวัตถุกลางอากาศในละคร ปรมาจารย์หลายคนที่ขายศิลปะอยู่ตามหัวถนนชอบพูดว่า 'แค่ผมใช้พลังจิตก็สามารถย้ายก้อนอิฐขึ้นมาได้' สีหน้าก็ประมาณนี้
    สิบนาที ยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ขาของหลิวเวยอันเริ่มชาแล้วเช่นกัน มือก็ปวดเมื่อยแล้วด้วย ขณะกำลังจะล้มเลิก มือเขาก็สั่นเทิ้ม เพราะมีแสงไฟอันโชติช่วงอยู่บนอำพัน ตอนนี้ หลิวเวยอันรู้สึกเพียงว่าตรงหน้ามีลำแสงเจ็ดสีระเบิดออกมา วินาทีถัดมา ในหัวก็มีเสียงดังตูมตาม จากนั้นก็สูญเสียความรู้สึกไป
    ก้อนหินที่อยู่ในมือหายไปแล้ว
    จ้าวหนานหนานที่อยู่ใกล้แค่คืบกลับไม่เห็นแสงสว่างใด ๆ เพียงแต่ผู้หญิงคนนี้มีสัมผัสที่หก เธอเหมือนจะรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น เธอลองมองอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ หลิวเวยอันนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สองมือกอบกุมอยู่ตรงหน้าอก ท่าทางเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เพียงแต่ในมือว่างเปล่าแล้วก็เท่านั้นเอง
    ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปสี่ชั่วโมง ถึงเวลาเที่ยงตรงแล้ว หลิวเวยอันยังคงอยู่ในท่าเดิม หลับตาโดยไม่พูดไม่จาอะไร ไม่รู้ว่ากำลังหลับอยู่หรือเปล่า ไม่เห็นตื่นขึ้นมากินข้าว พอตอนบ่าย เลยเวลาอาหารเที่ยงแล้ว ในที่สุดจ้าวหนานหนานก็พบความไม่ชอบมาพากล เมื่อเทียบกับตอนเช้า เหมือนตอนนี้หลิวเวยอันจะผอมลงเยอะมาก
    เนื่องจากช่วงนี้กินดีและนอนหลับเพียงพอ กอปรกับมีเมล็ดพันธุ์พลังงานคอยเสริมแกร่งให้ร่างกายไม่ขาด หลิวเวยอันที่เดิมทีน้ำหนักไม่ถึงสามสิบห้ากิโลกรัมก็พลันน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพิ่มเป็นห้าสิบกว่ากิโลกรัม ความสูงที่เดิมทีร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร ตอนนี้ก็เพิ่มเป็นร้อยเจ็ดสิบสองเซนติเมตรแล้ว เดิมทีเขาเตี้ยกว่าจ้าวหนานหนานเล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับสูงกว่าเธอสองนิ้วแล้ว
    เมื่อมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าชุดเดิมก็ย่อมใส่ไม่ได้ แต่ตอนนี้ชุดตัวใหม่กลับหลวม เค้าโครงใบหน้าที่แข็งกร้าวก็เปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มแล้วเช่นกัน ใบหน้ารูปเหลี่ยมเปลี่ยนเป็นใบหน้ารูปเมล็ดแตงโมภายในวันเดียว
    เมื่อได้เห็นฉากแบบนี้ แม้จ้าวหนานหนานจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลับรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว
    เธออยากจะเรียกปลุกหลิวเวยอัน แต่กลับไม่กล้า ได้แต่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ เวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบจนเลยเที่ยงคืนไปแล้ว จ้าวหนานหนานกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปแล้วครึ่งศตวรรษ หลิวเวยอันยังไม่ตื่น ร่างกายซูบผอมลงอีกชั้น แทบจะผอมลงกว่าเดือนก่อนด้วย สุดท้ายจ้าวหนานหนานก็ไม่สนใจอะไรขนาดนั้นแล้ว เธอเขย่าตัวหลิวเวยอัน ตะโกนเรียกเสียงดัง แต่ตัวเขาราวกับกลายเป็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแม้แต่น้อย"พี่คะ พี่เป็นอะไรไป" จ้าวซินไม่ได้นอน เธอกำลังร้องไห้เบา ๆ ขณะเขย่าตัวหลิวเวยอัน
    จ้าวหนานหนานทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ปลุกหลิวเวยอันไม่ตื่น ในที่สุดเมื่อรอจนฟ้าสว่าง เธอก็ตัดสินใจโดยพลันว่าจะออกไปหาคนข้างนอก ผู้หญิงคนหนึ่งออกจากบ้านตอนกลางวัน แม้จะอันตรายเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับตอนกลางคืนก็ยังดีกว่าเยอะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่รู้จักใครสักคน เธอก็รู้สึกลำบากใจอยู่พักหนึ่ง ตอนที่มือเธอวางอยู่บนประตู เธอหันกลับมามองหลิวเวยอันแวบหนึ่ง ตอนนี้เขาหนังหุ้มกระดูกแล้ว หนังหุ้มกระดูกแล้วจริง ๆ เบ้าตากลวงลึก กลายเป็นคนผอมขี้ก้าง หากไม่ใช่เพราะยังมีหนังหุ้มอยู่ชั้นหนึ่ง เขาก็เป็นเพียงโครงกระดูกร่างหนึ่งโดยแท้
    ทว่า เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นห่อที่หลิวเวยอันนำกลับมาด้วย จ้าวหนานหนานก็พลันนึกขึ้นได้ถึงเรื่องบางอย่าง หัวสมองเธอปลอดโปร่งทันที เธอพุ่งกลับเข้ามาแกะห่อใบนั้น หยิบเมล็ดพันธุ์พลังงานกรอกเข้าปากหลิวเวยอัน เธอกังวลว่าเขาจะกลืนไม่ลง มือซ้ายยังถือขวดน้ำแร่ไว้ด้วย และความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่เธอจินตนาการไว้
    เมล็ดพันธุ์พลังงานเข้าปากแล้วย่อยทันที ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อกลืนลงไป ตอนที่เมล็ดพันธุ์พลังงานกำลังย่อยนี้เอง ใบหน้าสีเทาสุดขีดของหลิวเวยอันก็เหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย จ้าวหนานหนานดีใจมาก เธอยัดเมล็ดพันธุ์พลังงานเข้าปากเขาอีกกำหนึ่ง
    หนึ่งกำ สองกำ สามกำ...เมล็ดพันธุ์พลังงานห้าร้อยกว่าเม็ดในห่อลดลงครึ่งหนึ่งภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สภาพของหลิวเวยอันเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น สีหน้าเปลี่ยนจากสีเทามาเป็นสีแดงเรื่ออย่างช้า ๆ ผิวพรรณก็เริ่มกลับมายืดหยุ่นแล้วเช่นกัน
    หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง ในห่อเมล็ดพันธุ์พลังงานก็ว่างเปล่าแล้ว แต่สภาพของหลิวเวยอันกลับดีขึ้นมาก ผิวหนังขยายตัว ไม่ติดกระดูกอีกต่อไป เส้นเลือดปูดขึ้นมาจนมองเห็นการไหลเวียนของเลือดได้ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เหมือนเลือดหยุดไหลเวียนไปพักหนึ่ง
    ในโต๊ะข้างเตียง มีเมล็ดพันธุ์พลังงานที่หลิวเวยอันส่งพัสดุด่วนกลับมาในช่วงหลายวันนี้ ถ้าหักส่วนที่กินไปแล้วก็ยังเหลืออีกเกือบสามพันเจ็ดร้อยกว่าเม็ด มันถูกยัดเข้าปากหลิวเวยอันกำแล้วกำเล่า ตอนแรกจ้าวซินยังน้ำตาหยดแหมะ ๆ ตอนหลังพอเห็นร่างกายหลิวเวยอันเริ่มพื้นตัวกลับมา น้ำตาก็หายไปเองโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่สดใสฉายแววอยากรู้อยากเห็น ตอนนี้จ้องมองไม่กะพริบ จ้าวหนานหนานก็ลืมแล้วเช่นกันว่าหนูน้อยไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เธอเอาแต่ป้อนเมล็ดพันธุ์พลังงาน
    หลังจากเมล็ดพันธุ์พลังงานเม็ดสุดท้ายย่อยแล้ว จ้าวหนานหนานก็เอามือลูบแขนที่ปวดเมื่อยของตัวเอง เธอเริ่มทำอะไรไม่ถูกแล้ว ร่างกายของหลิวเวยอันกลับมาสภาพเหมือนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้ว แม้จะผอมไปบ้าง แต่ก็ยังสภาพดีกว่าตอนหนังหุ้มกระดูกเหมือนคนตายตั้งเยอะ
    หลิวเวยอันยังไม่ฟื้นขึ้นมา พอตกกลางคืนร่างกายเขาผอมลงไปหลายส่วน แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนมากนัก พอวันที่สอง วันที่สาม หลิวเวยอันก็เปลี่ยนเป็นผอมหนังหุ้มกระดูกอีกครั้ง เพียงแต่ผิวหนังไม่เป็นสีเทาซีด เมื่อเทียบกับสภาพตอนที่เป็นครั้งแรก ก็ถือว่าดีกว่าเยอะ ขณะที่จ้าวหนานหนานกำลังมองทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เธอก็รู้สึกจนปัญญา จนแม้แต่หลอดพลังงานก็นำมาป้อนหลิวเวยอัน เพียงแต่เมื่อเทียบกับเมล็ดพันธุ์พลังงาน ประโยชน์ของหลอดพลังงานเหมือนจะเล็กน้อยมาก เธอเกือบจะเคี้ยวซาลาเปากับหมั่นโถวป้อนเขาแล้วตอนเช้าของวันที่สี่ หลิวเวยอันฟื้นขึ้นมาแล้ว พอลืมตาขึ้นมาก็พูดประโยคแรกว่า 'หิวเกือบตาย' จากนั้นกระโดดลงจากเตียง เนื่องจากนั่งขัดสมาธิมานานเกินไป ขาสองข้างเกิดอาการเหน็บชา ทำให้หกล้มลงพื้น แต่เขาไม่สนใจอะไร พุ่งไปตรงหน้าห่อของ แล้วกวาดกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง ซาลาเปา หมั่นโถว ขนมปังกรอบ น่องไก่… ช่วงหลายวันมานี้ เขาซื้อของกินกลับมาอย่างต่อเนื่อง รวมกันแล้วเพียงพอสำหรับให้ทั้งสามคนกินไปสองเดือน แต่เขากลับฟาดเรียบภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที
    "กินช้า ๆ ค่อย ๆ กิน" จ้าวหนานหนานตื่นขึ้นตรงหัวเตียง เธอเฝ้าเขามาตลอดหลายวันหลายคืน นึกไม่ถึงว่าตัวเองเพิ่งงีบไปครู่เดียว เขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ขณะมองเขากินอาหารอย่างตะกละมูมมาม เธอก็ยิ้มจนน้ำตาคลอหลิวเวยอันมองจ้าวหนานหนานแวบหนึ่งอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่นอนบนเตียง ดันมาหมอบอยู่บนเตียงเขา แต่ตอนนี้กลับไม่มีเวลามาครุ่นคิดสิ่งนี้ เขาดื่มนมวัวสามขวดและน้ำแร่สองขวดในรวดเดียว แต่ก็ยังรู้สึกหิวจนเกินทน กระเพาะราวกับเผาอาหารได้ เขานั่งไม่ติดที่ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมจะไปซื้ออาหารสักหน่อย แล้วก็พุ่งออกจากห้องใต้ดินไปเลย แม้แต่ประตูก็ลืมปิด
    ผ่านไปไม่ถึงสามสิบนาที หลิวเวยอันก็กลับมา เขาถืออาหารกลับมาสองถุงใหญ่ ทั้งหมดเป็นเนื้อสัตว์ มีไก่ย่าง เป็ดย่าง หมูหัน… เขากินไก่ย่างไปหกตัว เป็ดย่างห้าตัว หมูหันสองตัว ดื่มนมไปเกือบสามแกลลอนในรวดเดียว หยุดกินแล้วก็ยังรู้สึกหิว แต่ไม่ได้มีความรู้สึกร้อนรุ่มแบบนั้นแล้ว พอดึงสติกลับมาจากอาหาร เขาถึงได้พบว่าสองมือของตัวเองสภาพเหมือนกรงเล็บกระดูก ทำให้ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน
    "นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
    "นี่มันเรื่องอะไรกัน?" จ้าวหนานหนานถามคำถามเดียวกัน
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -