"ไม่ต้องห่วงป้อมน้องรัก พี่ชายใหญ่มีเข็มเงินแบบสั่งทำพิเศษอยู่ที่บ้าน มันทั้งใหญ่ หนา และแข็งมาก รับรองว่าเข็มเงินอันนี้แทงมึงเข้าแน่นอน!"
"ขอขอบคุณครับพี่อู๋!" ป้อมรู้สึกตื้นตันใจไม่น้อย ที่พี่ชายร่วมสาบานของเขาพยายามช่วยเหลือขนาดนี้
"พวกเราเป็พี่น้องกันก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว เจอกันพรุ่งนี้ป้อมน้องรัก!" พี่อู๋ลุกขึ้นยืน และตบไหล่ของป้อมเบาๆ
"ว่าแต่ทำไมต้องพรุ่งนี้? ไม่ใช่คืนนี้?" ป้อมทนไม่ไหวที่ต้องรออีกวัน ยิ่งเขาสามารถหายเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
"เพราะตอนนี้กำลังภายในของกูแห้งหมดแล้ว และยังถูกเข็มเงินตีกลับอีก ตอนนี้กูสั่นไปทั้งตัวละ"
"..."
ป้อมที่ได้ฟัง เขารู้สึกเป็ห่วงพี่ชายใหญ่คนนี้เหลือเกิน "พี่อู๋ ดูแลตัวเองด้วยนะพี่!"
"เจอกันพรุ่งนี้น้องรัก!"
พี่อู๋เดินกะโผลกกะเผลกไปเปิดประตู และในจังหวะนั้นเขาก็ได้พบกับมิคกี้ที่สวนทางมาพอดี
มิคกี้ที่ได้เห็นพี่อู๋ จึงได้แสร้งพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า "หมออู๋ คุณจะกลับแล้วเหรอ?"
พี่อู๋ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า "คุณมิคกี้ วันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมน้องป้อมอีกรอบ"
"ไว้เจอกันใหม่นะครับ อ๋อ! แล้วก็มีเื่หนึ่งที่ผมลืมบอก!"
"เื่อะไรเหรอครับคุณมิคกี้?"
"ป้อมน้องชายคุณได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งนี้ ผมได้จ่ายค่ารักษาให้เขาไว้ล่วงหน้าแล้ว! คุณที่เป็พี่ชายของเขาและยังเป็เหมือนผู้ปกครอง ช่วยชำระบิลค่ารักษาแทนเขาได้ไหม! ค่ารักษาทั้งหมดรวมห้องพักพิเศษสองเดือนและค่าจิปาถะอื่นๆ ผมลดให้เป็ 1,100,000 บาทถ้วนแล้วกัน ผมชอบเป็ตัวเลขกลมๆ" มิคกี้กล่าวด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
"..."
พี่อู๋หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอนเงิน 1,100,000 บาท ให้มิคกี้ด้วยความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลังจากได้รับเงินแล้ว มิคกี้ก็ขับรถไปโรงพยาบาลจีโนมิกส์อย่างมีความสุข
ใบเฟิร์นที่อยู่ในห้องทำงานรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นมิคกี้ "น้องมิคกี้?"
"พี่เฟิร์นบอกเองนะว่าจะเลี้ยงข้าวผม อิ_อิ"
"น้องมิคกี้ก็มาเร็วไป พี่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลยค่ะ!" ใบเฟิร์นมองไปที่นาฬิกา ยิ้มและส่ายหัวเบาๆ
"พี่ก็ทำงานของพี่ไป เดี๋ยวผมจะนั่งตีป้อมรอ ไม่ต้องห่วง! ผมไม่กวนพี่หรอก!" มิคกี้นั่งลงบนโซฟาสบายๆ และเล่นโทรศัพท์ออกมาพร้อมกดเข้าเกม
ใบเฟิร์นมองดูมิคกี้ด้วยความขบขัน เธอลุกขึ้นหยิบเสื้อโค้ตมาสวม หลังจากนั้นเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋ามาสะพายข้าง แล้วเดินตรงไปหามิคกี้
มิคกี้ที่กำลังเล่นเกมอยู่ มองใบเฟิร์นด้วยความงุนงง "พี่ไม่ทำงานแล้วเหรอครับ?"
"วันนี้พี่ไม่มีงานแล้ว ปัญหาใหญ่ของโรงพยาบาลก็เคลียร์แล้ว ี้เีบ้างสักวันสองวันจะเป็อะไร?" ใบเฟิร์นหัวเราะยิ้มตาหยี
"ปะ! ไปกัน!" มิคกี้กดออกจากเกมทิ้งเพื่อนๆ ในทีม ปล่อยให้ตัวละคร AFK ยืนบ่อ
"น้องมิคกี้อยากกินอะไรคะ?" ใบเฟิร์นถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"เดี๋ยวผมพาไป! ร้านนี้ทั้งถูกและอร่อย"
"ตกลง!"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็มาถึงร้านติ๋มซำร้านหนึ่งที่อยู่บางแสน
ใบเฟิร์นมองดูร้านติ๋มซำที่อยู่ตรงหน้า และรู้สึกประหลาดใจมาก "พี่คิดว่าคุณชายใหญ่อย่างน้องมิคกี้ จะชอบไปแต่ร้านอาหารที่อยู่ในห้างหรือไม่ก็ภัตตาคารหรูซะอีก"
"คุณชายอะไรของพี่ ผมก็คนธรรมดาคนหนึ่งเนี่ยแหละ โชคดีที่พวกเรามาเร็วไม่งั้นอาจจะไม่มีที่นั่ง!" มิคกี้หัวเราะพลางจูงมือใบเฟิร์นเดินเข้าไปในร้าน
"ดูเหมือนว่าน้องมิคกี้จะคุ้นเคยกับร้านดีนะเนี่ย" ใบเฟิร์นลอบมองท่าทางของมิคกี้ที่ดูกระฉับกระเฉงเป็ธรรมชาติั้แ่เข้ามาในร้าน "น้องมิคกี้คงจะพาสาวมาที่นี่บ่อยใช่ไหม?”
มิคกี้สำลักเล็กน้อย เขาบอกกับใบเฟิร์นไม่ได้ว่าก่อนที่เขาจะได้ทะลุมิติ เขาได้มาร้านนี้บ่อยและยังมากับสาวไม่ซ้ำหน้า
"ไม่เคยเลยครับ พี่เฟิร์นเป็ผู้หญิงคนแรกเลยที่ผมพามาด้วย!"
ใบเฟิร์นรู้สึกประทับใจเล็กน้อยเมื่อได้ยิน แต่ทว่ายังไม่ทันไร เธอก็ได้ยินเสียงของมิคกี้ดังขึ้นมาอีกว่า
"ถ้าเป็ผู้หญิงคนอื่นผมจะพาพวกเธอไปโรงแรมเลย!"
"..."
ใบเฟิร์นบีบมือของมิคกี้แน่น จ้องมองปานจะกินเืกินเนื้อ
มิคกี้หัวเราะและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า "ผมพูดเล่นครับ พี่เฟิร์นเป็ผู้หญิงคนแรกที่ผมพามาที่ร้านนี้จริงๆ!"
ใช่แล้วใบเฟิร์นเป็ผู้หญิงคนแรกที่เขาพามาร้านนี้จริงๆ แต่สำหรับชีวิตนี้อะนะ! ไม่นับรวมชีวิตของเขาก่อนจะทะลุมิติมา!
ใบเฟิร์นจ้องเขม็งมองมิคกี้ ที่เวลานี้ภายในดวงตาของเขาดูเลิ่กลั่กไม่น้อย
แต่เขาว่ากันว่าความรักมักทำให้ผู้คนตาบอด เปลี่ยนให้คนปกติที่จากเดิมมีเหตุผล กลายเป็พวกไร้สมองไร้เหตุผลในชั่วพริบตา
"ฮึ! พี่ไม่คุยกับน้องมิคกี้แล้ว" ใบเฟิร์นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แง่งอน ทำท่าทีไม่อยากคุย แต่มือชี้เมนูบนโต๊ะไม่หยุด "น้องมิคกี้ช่วยจดให้พี่ด้วย พี่อยากกินอันนี้ อันนี้ และก็อันนี้ด้วย!"
มิคกี้แอบลอบหัวเราะในลำคอเบาๆ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มติ๊กเมนูที่อยากกิน
ผ่านไปได้สักพักอาหารจำนวนมากก็ได้มาเสิร์ฟ
หลังจากพวกเขาก็เริ่มรับประทานกันไปได้สักพัก ใบเฟิร์นวางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นมาว่า "พี่อิ่มแล้ว! ฝากน้องมิคกี้จัดการต่อด้วย"
มิคกี้ยิ้มอย่างเหยเก อาหารที่ยังเหลืออยู่เกินครึ่งเป็สิ่งที่ใบเฟิร์นสั่งมาทั้งนั้น "ทำไมพี่กินน้อยจัง ไม่ถูกปากเหรอ?"
ใบเฟิร์นทำแก้มป่องบ่นอุบอิบว่า "พี่กำลังอยู่ใน่ไดเอท!"
ทันใดนั้นมิคกี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ที่เขาแซวเื่น้ำหนักของใบเฟิร์นเมื่อวาน คงจะไปกระทบกระเทือนจิตใจเธอเข้า
มิคกี้จึงได้เริ่มปลอบเธอว่า "ที่จริงแล้ว ผมคิดว่าผู้หญิงที่ผอมเกินไปก็ไม่ดีนะครับ พวกเธอดูไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง เผลอๆ อาจโดนลมพัดปลิวหายไปก็ได้"
ใบเฟิร์นที่ได้ฟังจึงถามกลับไปว่า "ผู้ชายทุกคนไม่ได้ชอบผู้หญิงผอมเหรอ?"
มิคกี้ส่ายหัว "ผู้ชายคนอื่นผมไม่รู้ แต่ผมชอบหญิงหุ่นดีสมส่วน ดูมีน้ำมีนวลเหมือนกับพี่ในตอนนี้!"
หัวใจของใบเฟิร์นเต้นตุ้บๆ ถ้าเธอลองตีความหมายประโยคนี้ดูดีๆ ก็จะพบได้ว่า ที่มิคกี้พูดออกมา เขา้าสื่อว่า 'ผมชอบพี่'
นี่เป็การสารภาพรักเธออย่างนั้นเหรอ?
ใบเฟิร์นเก็บความเขินไว้ในใจ แสร้งทำเป็โกรธว่า "พี่ไม่ใช่แฟนของน้องมิคกี้สักหน่อย! ถ้าพี่จะลดน้ำหนักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้องมิคกี้ด้วย!"
พูดจบใบเฟิร์นหยิบเข่งที่มีอาหารอยู่ นำมากองรวมกันไว้ด้านหน้าของเธอ
มิคกี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูด้วยความงุนงง และเอ่ยถามว่า "พี่เฟิร์นกำลังทำอะไรครับ? เอาของกินมาเล่นแบบนี้มันไม่ดีนะครับ"
ใบเฟิร์นคว้าตะเกียบคีบขนมจีบกุ้งเข้าปาก แล้วพูดด้วยออกมาว่า "ใครบอกว่าพี่เอาของกินมาเล่น! การกินข้าวให้อิ่มก่อนเท่านั้น ถึงจะมีแรงไปลดน้ำหนัก!"
มิคกี้พยักหน้าเป็เชิงว่าเข้าใจแล้ว "พี่ว่าไง ผมก็ว่างั้น! บักกุ๊ดเต๋จานนี้ผมยกให้พี่ ผมขอให้พี่ประสบความสำเร็จั้แ่ไม่เริ่มนะครับ!"
แม้ว่าคำพูดของมิคกี้จะดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่ใบเฟิร์นก็พยักหน้าอือออตามไป ส่วนมือข้างขวาที่ถือตะเกียบอยู่ ก็คีบอาหารใส่ปากไม่หยุดหย่อน