เมื่อทุกคนเริ่มทยอยเข้ามาในงานจนมากพอสมควร พิธีกรของงานจึงเริ่มดำเนินงานตามที่ตนได้รับมอบหมาย เสียงเพลงบรรเลงขึ้นผู้คนต่างสนุกสนานกับงาน ต่างเดินทักทายกันอย่างเป็กันเอง ไม่นานประตูได้เปิดออกรับสตรีในชุดเดรสสีแดงงดงามที่เดินเข้ามาอย่างสง่างาม
"นั่นคุณหนูจิ่งอันนี่"
ผู้คนต่างหยุดและหันไปมองสตรีที่เพิ่งเดินเข้ามาเป็ตาเดียวกัน ชุดสีแดงที่เธอใส่นั้นช่างขับให้ผิวพรรณที่ขาวอยู่แล้วดูขาวนวลน่าทะนุถนอม ใบหน้าที่อ่อนวานถูกแต่งให้ดูเข้ากับชุด ทุกอย่างช่างลงตัวจนทุกคนมองตามจนแทบลืมหายใจหญิงสาวเดินตรงเข้ามาทักทายบิดาและมารดาของหยวนจื่อ เสียงซุบซิบจึงดังขึ้นในทันที
"นี่ฉันตาฝาดหรือเปล่า"
"ใช่ ๆ "
"ทำไมคุณหนูจิ่งอันกับเสิ่นหนิงถึงเหมือนกันราวกับ…"
"นั่นสิ ทั้ง ๆ ที่งานนี้คุณหนูจิ่งอันต้องเป็ดาวเด่นมิใช่หรือ"
"เธอว่าพวกเขาตั้งใจหรือว่า"
"นี่เธอ อย่าคาดเดาไปเอง รอดูต่อไป"
ผู้คนต่างหันไปมองจิ่งอันที่ยืนทักทายสตรีและบุรุษสูงวัยโดยมีหยวนจื่อและเสิ่นหนิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะบอกว่ามิสนใจแต่ทุกสายตาและหูทุกคู่ต่างเงี่ยฟังสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
"หนูอันอันมาแล้วหรือ"
"สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า หนูขอโทษด้วยนะคะที่มาสาย"
"สายอะไรกัน งานกำลังเริ่มเอง"
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่สายตาของบุรุษและสตรีสูงวัยกลับแอบสังเกตุการแต่งกายของจิ่งอันที่เหมือนกับเสิ่นหนิงไม่มีผิด ทั้งสองได้แต่หันมาสบตากันและภาวนาขออย่าให้มีเื่อะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป
"จริงสิ ชุดของหนูอันอันชุดนี้ดูงดงามไม่ต่างจากเสิ่นหนิงเลย"
"เป็เสิ่นหนิงค่ะที่เตรียมไว้ให้ค่ะ"
"เช่นนั้นแล้วทำไมเสิ่นหนิงถึงได้"
“เดี๋ยวฉันจะรีบไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ค่ะ”
เสิ่นหนิงเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะทำอะไร จิ่งอันได้เดินไปดึงแขนหญิงสาวไว้ก่อนจะหันมาทางบุรุษและสตรีมากอายุด้วยรอยยิ้มที่น่าเอ็นดู
"คุณป้าอย่าได้ต่อว่าเสิ่นหนิงเลยค่ะ ชุดที่เสิ่นหนิงเตรียมให้อันอันนั้นมีสองชุดค่ะ แต่พอดีก่อนมางานชุดแรกมันเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยหนูจึงได้เปลี่ยนมาใส่ชุดนี้ค่ะ เสิ่นหนิงเองคงไม่คิดเช่นกันว่าหนูจะใส่ชุดนี้ จึงทำให้เราทั้งสองใส่เหมือนกัน อย่างไรเสียวันนี้เราก็สวยเหมือนคู่แฝดเลยใช่ไหมคะคุณป้า"
แม้จะไม่พอใจอยู่มากแต่หญิงมากอายุทำได้เพียงแต่ข่มเื่ราวเหล่านี้ไว้เงียบ ๆ มีเพียงหยวนจื่อเท่านั้นที่รู้เื่นี้ดี ชายหนุ่มหันไปหาเสิ่นหนิงก่อนจะกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันสองคน
"คุณส่งชุดนี้ให้อันอันด้วยหรือ"
"ใช่ แต่ฉันไม่คิดว่าเธอจะใส่มา เพราะปกติแล้วเธอจะชอบสีเรียบ ๆ มากกว่า"
เมื่อได้ยินคำตอบดังนั้นชายหนุ่มค่อนข้างสบายใจขึ้นมานิดหน่อย 'อย่างน้อยก็เป็เพี่ยงเื่บังเอิญนั่นแหละ' ชายหนุ่มหันมาทางจิ่งอันก่อนจะยื่นมือออกไปหาหญิงสาวพร้อมโค้งให้หญิงสาว
"เช่นนั้นแล้วเรามาเต้นรำกันสักเพลงไหม"
จิ่งอันหันมายิ้มให้หยวนจื่อก่อนจะหันมามองบุรุษและสตรีมากอายุ
"ไปเถอะ ไปเต้นรำกัน"
จิ่งอันถอนสายบัวรับแล้วจึงยื่นมือแตะมือหยวนจื่อที่ส่งมา ทั้งสองออกไปเต้นรำท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องมาทางพวกเขาทั้งสอง ดูแล้วช่างเหมาะสมกันดั่งตัวละครในเทพนิยายยิ่งนัก
"คุณ ฉันหวังว่าอาจื่อจะไม่ทำให้ภาพตรงหน้าล่มสลายไปใช่ไหม"
"ผมก็คิดเช่นนั้น แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไร"
บุรุษและสตรีมากอายุแอบกังวลใจอยู่ไม่น้อย ในเงามืดที่ไฟสาดส่องไม่ถึง สตรีในชุดเดรสสีแดงยืนกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว เธอพยายามส่องแสงในงานนี้ให้สวยและคู่ควรกับหยวนจื่อ แต่เธอกลับไม่คิดว่าเพื่อนรักของเธอที่ธรรมดาแล้วมักจะแต่งตัวเรียบ ๆ จืดชืดจะเปลี่ยนการแต่งตัวในวันนี้ ซึ่งทำให้เธอดูแย่ในสายตาทุกคนแม้กระทั่งหยวนจื่อเองก็คิดไม่ต่างจากทุกคน 'สักวันฉันจะยืนเฉิดฉายอยู่ตรงนั้นแทนเธอให้ได้
สื่อต่าง ๆ ต่างให้ความสำคัญกับงานฉลองวันครบรอบวันเกิดของหยวนจื่อไม่น้อย ทุกฝ่ายต่างตบเท้าเข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อถึงเวลาพิธีกรได้เชิญหยวนจื่อขึ้นกล่าวอะไรสักเล็กน้อยบนเวที ชายหนุ่มรีบเดินขึ้นไปพร้อมกับรอยยิ้มที่มักฉกหัวใจของสาว ๆ ก่อนจะรับไมค์จากพิธีกร
"ผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่เสียสละเวลาอันมีค่ามาร่วมงานฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดของผม ผมมีความยินดีเป็อย่างยิ่งที่ทุกคนให้เกียรติผมถึงเพียงนี้ ผมคงจะไม่มีวันนี้หากขาดพ่อและแม่ที่ดูแลสั่งสอนผมเป็อย่างดีมาตลอด"
แสงไฟสาดมาทางบิดาและมารดาของหยวนจื่อที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเวที ผู้คนต่างพากันปรบมือให้ทั้งสองบุคคลด้วยความชื่นชม
"อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ผมได้บังเอิญเจอเธอเมื่อหลายปีก่อน ครั้งแรกที่พบเธอผมรู้เลยว่าเธอคือคนนั้นที่ผมรอคอยมาตลอด"
แสงไปส่องตามหยวนจื่อที่ตอนนี้กำลังเดินเดินลงเวทีอย่างสง่างาม ชายหนุ่มค่อย ๆ เดินมาหาจิ่งอันที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเวทีนั้น
"อันอัน แต่งงานกับผมนะ"
หยวนจื่อคุกเข่าลงพร้อมกับยื่นแหวนเพชรเม็ดโตไปทางจิ่งอันที่ยืนอยู่กับเสิ่นหนิง เสียงกรี๊ดกร๊าดจากสาว ๆ ในงานดังขึ้นมาอย่างตื่นเต้นกับภาพตรงหน้า จิ่งอันหันมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม 'หากเป็เมื่อก่อนฉันคงร้องไห้ะโกอดคุณด้วยความดีใจและตอบตกลงไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉันไม่ใช่จิ่งอันคนนั้นอีกแล้ว'
หญิงสาวยื่นมือไปหาบุรุษที่นั่นคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ทุกคนต่างลุ้นให้จิ่งอันตอบตกลงและยื่นนิ้วให้ชายหนุ่มสวมแหวนให้ แต่มือเรียวเล็กนั้นกลับยื่นผ่านแหวนก่อนจะคว้าไมค์ที่หยวนจื่อถือไว้ ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์กลับตกตะลึง แม้กระทั่งหยวนจื่อเองก็เช่นกัน
"ฉันขอกล่าวอะไรสักนิดก่อนนะคะ"
เมื่อเห็นหญิงสาวพูดเช่นนี้ ทุกคนถึงกับถอนหายใจ และซุบซิบกันเบา ๆ 'คุณหนูจิ่งอันคงมีความรู้สึกที่อยากบอกคุณชายหยวนจื่อเป็แน่'
"ั้แ่เล็กจนโตฉันไม่เคยคบกับชายคนไหนมาก่อน ตอนนั้นฉันถูกเลี้ยงดูโดยคุณแม่ที่ไม่ค่อยสบายมากนัก ด้วยอาการป่วยของคุณแม่จึงทำจึงทำให้ฉันและคุณแม่ต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปรักษาตัวยังต่างประเทศ เราไปกลับเช่นนี้อยู่ตลอด กว่าจะได้กลับมาอยู่ประจำที่นี่ฉันก็โตพอที่จะเข้ามารับ่ต่อกิจการของคุณพ่อ ซึ่งเป็่เวลาที่ฉันได้พบกับหยวนจื่อ"
หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันไปมองบิดาและมารดาของหยวนจื่อ
"หยวนจื่อเป็ชายที่ฉันคิดจากฝากฝังชีวิตไว้ เขาเป็คนที่ดีมาก คงเพราะเขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดีจากคุณลุงและคุณป้า ซึ่งกว่าฉันและหยวนจื่อจะรู้ว่าพ่อแม่ของเราเป็เพื่อนกันตอนนั้นเราก็คบกันได้ปีกว่าแล้ว เมื่อเราทั้งสองได้เข้าบ้านของกันและกัน เราจึงได้รู้ถึงความสัมพันธ์อันดีของบิดามารดาของเราซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเราแแ่ยิ่งขึ้น"
จิ่งอันหันไปมองหยวนจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มและชุดสีแดงที่ถูกแสงไฟสาดส่องนั้นช่างทำให้หญิงสาวดูโดดเด่นจนเขาไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่น้อย