หลีเยียนเดินไปที่หน้าเตียงแล้วผลักอวิ๋นโม่ให้นอนลง
“ร่างกายของเ้ายังอ่อนแอ ต้องพักผ่อนให้มากๆ” หลีเยียนเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่!” อวิ๋นโม่เอ่ยเรียกก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเสียงตนเองอาจตะกุกตะกักอยู่บ้างแต่เมื่อคำพูดออกจากปากกลับลื่นไหล ชาติก่อนอวิ๋นโม่เป็เด็กกำพร้าคนหนึ่งไม่เคยมีโอกาสพบหน้าบิดามารดาของตนเองความรู้สึกสนิทชิดเชื้อแบบนี้จึงทำให้เขารู้สึกทั้งแปลกและอบอุ่น บางทีอาจเป็เพราะตนเองได้รับความทรงจำของอวิ๋นโม่เ้าของร่างมาก็เป็ได้
ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตแทนส่วนของอวิ๋นโม่อีกคนด้วยเช่นนั้นเขาจะต้องดูแลท่านแม่และน้องสาวของอวิ๋นโม่ผู้นั้นให้ดีความรู้สึกที่มีต่อพวกนางก็จะต้องออกมาจากใจจริงเช่นเดียวกับอวิ๋นโม่อีกคน
“อวิ๋นโม่ เ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“ท่านแม่ ข้าดีขึ้นมากแล้ว” อวิ๋นโม่เอ่ยความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นดูแลช่างดีจริงๆอวิ๋นโม่สาบานอยู่ในใจว่าจะต้องดูแลมารดาและเมิ่งเอ๋อร์ให้ดี
เมิ่งเอ๋อร์จับข้อมือของหลีเยียน เอ่ยว่า “ท่านแม่ โอสถต่อชีพจรอยู่ที่ใด”
หลีเยียนเงียบไปครู่หนึ่งค่อยหยิบยาทรงกลมเม็ดหนึ่งออกมาเมิ่งเอ๋อร์ดีใจออกนอกหน้า พอนางคว้ายาเม็ดนั้นได้ก็ส่งให้อวิ๋นโม่ทันทีแต่ทันใดนั้นก็ต้องชะงักไป
“ท่านแม่ นี่ไม่ใช่โอสถต่อชีพจร แต่เป็โอสถต่อกระดูก” เมิ่งเอ๋อร์เอ่ย“ท่านแม่ ท่านหยิบผิดแล้ว! รีบนำโอสถต่อชีพจรออกมาเถอะ”
หลีเยียนกัดริมฝีปาก สองตาไร้ประกาย
“เมิ่งเอ๋อร์” อวิ๋นโม่เอ่ยเรียกคำหนึ่ง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าอย่างหนักยามนี้เขาเข้าใจเื่ทั้งหมดแล้ว “เมิ่งเอ๋อร์ เ้าออกไปก่อนเถอะข้ากับท่านแม่จะคุยกันตามลำพังสักครู่”
เมิ่งเอ๋อร์มีสีหน้าไม่เข้าใจ “พี่ใหญ่มีเื่ใดที่เมิ่งเอ๋อร์ไม่สามารถฟังได้หรือ ไม่นะข้า้าเห็นพี่กินโอสถต่อชีพจรก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ไป”
อวิ๋นโม่รู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง ท่านแม่คงไม่ได้รับโอสถต่อชีพจรกลับมามิเช่นนั้นคงนำออกมาั้แ่แรก สีหน้าท่าทางของนางบ่งบอกทุกอย่างแล้วคิดว่าเพราะนางไม่ได้รับโอสถต่อชีพจร ในใจคงทุกข์ทรมานมากยามนี้เมิ่งเอ๋อร์เอ่ยปากก็พูดถึงโอสถต่อชีพจร นี่ไม่เท่ากับเป็การสาดเกลือลงบนแผลของมารดาหรือ
ในที่สุดหลีเยียนก็ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไปนางทรุดลงกับเตียงร้องไห้เสียงดัง เมิ่งเอ๋อร์ถูกมารดาทำให้ใก็ร้องตาม
“ท่านแม่ ท่านเป็อะไรไป ทำไมถึงร้องไห้” เมิ่งเอ๋อร์กอดแขนมารดาสองคนกอดกันหลั่งน้ำตา
“ขอโทษด้วย โม่เอ๋อร์ แม่ไร้ความสามารถ ไม่อาจนำโอสถต่อชีพจรกลับมามีแต่โอสถต่อกระดูกเท่านั้น” หลีเยียนร้องไห้เสียงดัง ยามนี้นางเกลียดตัวเองนักไม่เพียงไม่อาจดูแลพวกอวิ๋นโม่สองพี่น้องให้ดีแม้แต่โอสถต่อชีพจรเม็ดเดียวก็เอามาไม่ได้ เมื่อชีพจรขาดแล้วไม่ได้รับการฟื้นฟูอวิ๋นโม่ก็จะไม่มีโอกาสฝึกยุทธ์ได้อีก
“ท่านแม่ ท่าน… ท่านพูดว่าอะไรนะ ไม่ได้รับโอสถต่อชีพจร”สีหน้าของเมิ่งเอ๋อร์เปลี่ยนเป็ซีดขาว นางเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ไม่มีโอสถต่อชีพจร จากนี้ไปอวิ๋นโม่ก็นับเป็คนพิการคนหนึ่ง
เห็นมารดาและน้องสาวร้องไห้อย่างหนัก หัวใจของอวิ๋นโม่ก็เ็ปไม่น้อยรีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ เมิ่งเอ๋อร์ พวกเ้าอย่าได้ทุกข์ใจไป เื่เส้นชีพจรข้าพอมีวิธีอยู่”
สำหรับแพทย์โอสถที่สามารถฝึกฝนเทพจักรพรรดิขึ้นมาได้เส้นชีพจรขาดถือเป็เื่เล็กน้อย ไม่นับเป็ปัญหาอะไรทั้งสิ้น ในทางตรงข้ามเขาต้องขอบคุณอวิ๋นเลี่ยด้วยซ้ำ ตอนนี้เส้นชีพจรในร่างของเขาขาดไปกว่าครึ่งเป็โอกาสดีที่สามารถใช้วิธีบางอย่างพัฒนาร่างกายนี้ นี่เป็วิธีที่อวิ๋นโม่คิดค้นด้วยตนเองมีเพียงเขาที่รู้วิธีการนี้
ทำให้เส้นชีพจรในร่างขาดก่อน จากนั้นแช่ตัวในยาบางชนิดให้ยาซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อปรับเส้นชีพจร สร้างรากฐานใหม่ให้ตนเองลั่วเทียนในตอนแรกก็ใช้วิธีนี้เพื่อเบิกทางการฝึกฝนวรยุทธ์ภายหลังจึงก้าวหน้าขึ้นทีละก้าวจนสำเร็จเป็เทพจักรพรรดิ
ดังนั้นแม้อวิ๋นเลี่ยไม่ได้ทำลายเส้นชีพจรของเขาอวิ๋นโม่ก็ต้องหาทางทำลายเส้นชีพจรของตนเองอยู่ดี
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องหลอกข้า เส้นชีพจรขาดมากมายเพียงนี้นอกจากโอสถต่อชีพจรแล้ว ยังมีทางใดผสานพวกมันได้อีก” เมิ่งเอ๋อร์พูดปนสะอื้นนางคิดว่าอวิ๋นโม่กำลังปลอบใจตน
หลีเยียนก็น้ำตาไหลไม่หยุด นางรู้สึกว่าอวิ๋นโม่ช่างรู้ความจึงหาวิธีปลอบโยนพวกนาง
“์ช่างไม่ยุติธรรม ทั้งๆ ที่โม่เอ๋อร์ของข้ารู้ความถึงเพียงนี้ทำไมต้องให้เขาแบกรับเื่เหล่านี้ด้วย” หลีเยียนร้องไห้ยกใหญ่
“เมิ่งเอ๋อร์ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องร้องแล้ว ข้าไม่ได้โกหกข้ามีวิธีรักษาตนเองจริงๆ” อวิ๋นโม่พยายามบังคับน้ำเสียงของตนเองให้เรียบนิ่งและเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น
หลังจากได้ยินน้ำเสียงมั่นใจในตนเองของอวิ๋นโม่เมิ่งเอ๋อร์และหลีเยียนก็เงยหน้ามองเด็กหนุ่ม เห็นเขาไม่เหมือนกำลังโกหกเพียงแต่ยามนี้ดวงตาของคนทั้งสองยังคงเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“โม่เอ๋อร์ ที่เ้าพูดเป็เื่จริงหรือ เ้าอย่าได้ปลอบใจพวกเรา”หลีอิงมองใบหน้าซีดขาวของอวิ๋นโม่ ในใจก็สงบลงมากท่าทางของอวิ๋นโม่ไม่เหมือนกำลังพูดโกหกอยู่จริงๆ
“วางใจเถอะท่านแม่ หากไม่มีหนทางรักษาตนเอง ข้ายังจะอารมณ์ดีได้อีกหรือ” อวิ๋นโม่เผยรอยยิ้มออกมาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตนเองเช่นนี้มารดากับเมิ่งเอ๋อร์จึงจะเชื่อ
หากเป็คนที่หมดหวังในอนาคต ย่อมไม่สามารถมีรอยยิ้มที่งดงามเช่นนี้
เมิ่งเอ๋อร์กับหลีเยียนต่างหยุดร้องไห้แล้วเพียงแต่พวกนางไม่อาจเชื่อว่าอวิ๋นโม่มีหนทางรักษาตัวหรือว่าเขามีโอสถต่อชีพจรอยู่เม็ดหนึ่ง
อวิ๋นโม่ไม่สามารถอธิบายมากเกินไปเขาไม่อาจบอกออกไปว่าตนเองกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้ “เมิ่งเอ๋อร์ช่วยพี่หยิบกระดาษและพู่กันมาที”
เมิ่งเอ๋อร์ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าอวิ๋นโม่้ากระดาษและพู่กันมาทำไมแต่เมื่อเป็เื่เกี่ยวกับอนาคตของพี่ชาย นางย่อมไม่ถามมากความรีบวิ่งออกไปทันที เพียงครู่เดียวก็นำกระดาษและพู่กันกลับมาเด็กสาวที่มีจิตใจละเอียดรอบคอบยังจุ่มหมึกบนพู่กันมาแล้วด้วย
อวิ๋นโม่รู้สึกว่าตนช่างโชคดีนัก ตอนที่ศึกษาวิธีบ่มเพาะนี้สมุนไพรที่ต้องใช้ล้วนเป็เพียงสมุนไพรธรรมดาๆ ที่ราคาไม่สูงไม่เช่นนั้นหาก้าสมุนไพรล้ำค่าด้วยฐานะครอบครัวของเขาในตอนนี้คงไม่อาจหาซื้อมาได้
อวิ๋นโม่รับพู่กันมาก็เขียนชื่อสมุนไพรลงบนกระดาษแม้เป็เพียงสมุนไพรธรรมดา แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ราคาไม่น้อยยังดีที่มารดาได้รับโอสถต่อกระดูกมาเม็ดหนึ่งหากนำไปขายก็จะสามารถซื้อสิ่งที่อวิ๋นโม่้าได้ทั้งหมด
“ท่านแม่ ท่านนำโอสถต่อกระดูกไปขาย แล้วค่อยซื้อของเหล่านี้กลับมาข้ามีหนทางรักษาอาการาเ็” อวิ๋นโม่ส่งกระดาษให้มารดา
หลีเยียนเห็นอวิ๋นโม่เขียนชื่อสมุนไพรเหล่านี้ออกมาค่อยวางใจดูท่าอวิ๋นโม่คงไม่ได้ทำแค่เพื่อปลอบใจพวกนางจริงๆแต่นางก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางเลี้ยงดูลูกชายจนเติบใหญ่เขามีความสามารถแค่ไหน นางเข้าใจดีเช่นนั้นอวิ๋นโม่ไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาั้แ่เมื่อไร
“โม่เอ๋อร์ ซื้อสมุนไพรพวกนี้ข้ายังสามารถเข้าใจได้แต่ว่าเ้ายังจะ้าแผ่นเหล็กไปทำไม”
“ข้า้าหม้อหลอมสักใบเพื่อปรุงสมุนไพรเหล่านี้”
อวิ๋นโม่ไม่ได้อธิบายอะไรชาติก่อนเขาเป็คนธรรมดาคนหนึ่งที่ปรุงโอสถได้หลากหลายแน่นอนว่าต้องมีเตาปรุงโอสถแบบพิเศษของตนเองแม้วิธีปรุงยาชนิดนี้จะไม่ใช่การหลอมโอสถแต่ก็ยังต้องใช้หม้อที่มีลักษณะพิเศษหนึ่ง
“ระดับเสริมกำลังขั้นสามชั้นฟ้า ช่างอ่อนแอเสียจริง”อวิ๋นโม่พึมพำกับตนเอง เขาตบลงไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อทำลายเส้นชีพจรที่เหลือให้ขาดจากกัน
ขาซ้ายส่งความรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอวิ๋นโม่มองขาที่ดามแผ่นไม้เอาไว้พลางเอ่ยเสียงต่ำ “อวิ๋นเลี่ย”
วันที่สอง หลีเยียนและเมิ่งเอ๋อร์นำของที่อวิ๋นโม่้าทั้งหมดกลับมาทั้งยังเสาะหาช่างตีเหล็กมาหนึ่งคนเพื่อตีหม้อประหลาดในบ้านตามความ้าของอวิ๋นโม่สาเหตุที่ต้องให้ช่างตีเหล็กมาทำงานในบ้านก็เพราะว่าหม้อใบนี้มีขนาดใหญ่มากหากทำอยู่ด้านนอกคงยากที่จะเคลื่อนย้ายเข้ามา
หม้อใบนี้แปลกประหลาดนัก ปากหม้อหลักอยู่ตรงกลาง มีปากหม้ออื่นๆ ล้อมรอบปากหม้อตรงกลางใช้สำหรับต้มน้ำ ส่วนปากหม้ออื่นๆ ใช้สำหรับต้มสมุนไพรชนิดต่างๆใต้ปากหม้อแต่ละช่องมีช่องเติมไฟของตนเอง ช่องเติมไฟแต่ละช่องแตกต่างกันเื่นี้อวิ๋นโม่กำกับด้วยตนเอง
อวิ๋นโม่เส้นชีพจรขาดสะบั้น ไม่สามารถเคี่ยวยาด้วยตัวเองทั้งหมดต้องอาศัยเมิ่งเอ๋อร์และมารดาเป็ผู้ลงมือ เมิ่งเอ๋อร์รับผิดชอบสุมไฟมารดารับผิดชอบใส่สมุนไพร อวิ๋นโม่คอยตรวจแรงไฟและอุณหภูมิที่ใช้เคี่ยวสมุนไพร
หลังจากนั้นสามวัน สมุนไพรในช่องต่างๆก็ถูกเคี่ยวจนกลายเป็น้ำข้นเหนียวเมื่อเห็นว่าได้ที่แล้วอวิ๋นโม่ก็ให้มารดาและเมิ่งเอ๋อร์เปิดช่องให้ยาในแต่ละช่องไหลลงไปในตัวหม้อหลักอุณหภูมิของน้ำในหม้อหลักไม่สูงนัก หลังจากสมุนไพรไหลลงไปก็เหมาะสำหรับการแช่ร่างอวิ๋นโม่คำนวณทุกสิ่งอย่างแม่นยำ
หลีเยียนและเมิ่งเอ๋อร์อุ้มอวิ๋นโม่ลงไปในหม้อหลัก ลดแรงไฟที่อยู่ข้างใต้ควบคุมอุณหภูมิของหม้อหลักให้คงที่ อวิ๋นโม่เริ่มการแช่ร่างเพื่อฝึกฝนหลังจากสำเร็จแล้ว พื้นฐานวรยุทธ์ของเขาก็จะเปลี่ยนเป็แข็งแกร่งขึ้น
การแช่ร่างเช่นนี้ย่อมทุกข์ทรมาน เสมือนการสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่แต่ว่าอวิ๋นโม่กัดฟันทนโดยไม่ยอมส่งเสียง แม้ว่าชาติก่อนเขาจะไม่สามารถฝึกวรยุทธ์แต่ว่าร่างกายก็เคยผ่านการแช่ยาและความเ็ปเยี่ยงนี้เช่นกันสำหรับเขาแล้วเื่นี้ไม่นับเป็อะไรได้
หลังจากวันที่ห้า น้ำยาในหม้อก็เปลี่ยนเป็สีดำทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนมันคือสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาจากร่างของอวิ๋นโม่
ตูม!
อวิ๋นโม่ะโออกมาจากหม้อหลัก เส้นชีพจรทั้งหมดได้รับการฟื้นฟูแล้ว!
…………………………