ฟู่เหวินชิงมองไปที่ลูกศิษย์ตัวน้อยและไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันกายกลับไปทางปีกตะวันตก ห้องทางปีกตะวันตกทั้งหมดถูกนำมาเปิดเป็ร้านขายยา ไม่นานฟู่เหวินชิงก็เดินออกมาพร้อมกับถุงกระดาษในมือ
“แม่หนู นี่คือยาบำรุงที่ข้าจัดไว้ให้ ชุดหนึ่งสามารถต้มได้ห้าครั้ง” เขายื่นถุงกระดาษให้กับหลี่ิเยว่โดยตรง และเอ่ยกำชับอย่างจริงจัง
ป้าเหวินที่เพิ่งทำอาหารเสร็จได้ยินเ้าบ้านตนบอกว่านางทำอาหารไม่อร่อย จึงชำเลืองมองหลี่ิเยว่อย่างอับอายเล็กน้อย “แม่หนูิเยว่ ข้าไม่มีพร์ในการทำอาหารจริง ๆ กับข้าวที่ทำออกมาล้วนแต่พอกินได้เท่านั้น ตอนนี้ฮูหยินดื่มได้เพียงแค่น้ำแกง ของดีเช่นนี้มาอยู่ในมือข้าคงได้เสียของหมด แม่หนู หากพวกเ้าเคี่ยวน้ำแกงได้ก็ยิ่งดีเลย”
หลี่ิเยว่พยักหน้ากำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ก็ได้ยินเสียงของพี่สาวตนที่หน้าประตูเสียก่อน “พี่ใหญ่ ทุกคน พวกเ้าอยู่ที่นี่เองหรือ! ข้าคิดว่าพวกเ้ายังไม่กลับมา กำลังจะออกไปตามอยู่พอดีเลย! พอเดินมาถึงหน้าบ้านหมอฟู่ก็ได้ยินเสียงพวกเ้าเสียก่อน”
“พี่หญิงใหญ่ พี่มาแล้วหรือ พวกข้ากำลังจะกลับอยู่พอดีเลย! อาจารย์ข้าบอกว่าพวกข้าเก็บสมุนไพรมาถูกต้อง พี่หญิงใหญ่ พวกเรากลับบ้านกันก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
นางพูดจบก็หันกายไปมองป้าเหวินพลางพูดอย่างอ่อนหวาน “ป้าเหวิน ป้าไม่ต้องห่วงนะ พอข้าตุ๋นน้ำแกงไก่ป่าเสร็จแล้วจะนำมาส่งให้จ้ะ”
หลี่ิเยว่ค่อย ๆ สะพายตะกร้าขึ้นบนหลัง และลากพี่สาวของตนเดินไปที่ประตู นางต้องรีบกลับไปตุ๋นน้ำแกงไก่ป่า
ระหว่างทางก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่บ้านมีหัวไชเท้าเหลืออยู่ไม่มากนัก จึงตบหัวตัวเอง นางหันไปหาพี่ใหญ่และพูดอย่างหดหู่ใจ “พี่ใหญ่ พอพี่ไปที่บ้านนายช่างโจวแล้วซื้อหัวไชเท้ากลับมาหน่อยนะ อย่างน้อยสักหกหัว หากยังมีเงินเหลืออยู่อีกก็ซื้อมาเพิ่มสักหน่อย”
หลี่อวิ๋นห้าวมองไปที่ตะกร้าบนหลังของทุกคนด้วยรอยยิ้ม เขารู้ว่าสมุนไพรพวกนี้จะต้องเอาไปตากแดดเสียก่อน และแล้วก็นึกถึงกระด้งไม้ไผ่สานที่เห็นที่บ้านนายช่างโจวก่อนหน้านี้ “น้องสี่ ตอนที่ข้าอยู่ที่บ้านนายช่างโจวข้าเห็นกระด้งไม้ไผ่สานแบบหนึ่งเข้า มันน่าจะใหญ่ประมาณนี้ เ้าว่ามันใช้ได้หรือไม่?” พูดพลางทำมือบอกขนาดของกระด้งไม้ไผ่สาน
“ใช้ได้แน่นอนพี่ใหญ่ กระด้งไม้ไผ่สานใช้ตากสมุนไพรได้ดีที่สุดแล้ว แต่ว่าต่อไปบ้านพวกเราต้องตากสมุนไพรเยอะมาก ข้าคิดว่าต้องทำชั้นวางถึงจะพอ พี่หญิงใหญ่พอถึงบ้านแล้วพี่ต้องช่วยข้าทำถุงผ้าหลาย ๆ ใบหน่อยนะ ข้าจะเอามาใส่สมุนไพรที่ตากแห้งแล้ว” ประโยคแรกเอ่ยกับพี่ใหญ่ ส่วนประโยคหลังนั้นเอ่ยกับพี่สาวคนโต
“น้องสี่ไม่ต้องรีบร้อนไป ตอนนี้ที่บ้านยังมีสมุนไพรอยู่ไม่มาก รอให้ขายสมุนไพรพวกนี้ได้เสียก่อน พอมีเงินแล้วพวกเราจะได้ให้ลุงหลิวมาทำชั้นวางให้” หลี่อวิ๋นห้าวเองก็รู้ว่าหากในบ้านมีสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็ต้องมีชั้นวางสำหรับตากแดด ดังนั้นจึงเปิดปากพูดถึงแผนในอนาคต
“น้องเจ็ด น้องแปด รีบมาดูสิ พวกข้านำอะไรกลับมาฝากพวกเ้า” ขณะที่พูดคุยกันอยู่ ทั้งหกคนก็เดินมาถึงหน้าบ้าน ทันทีที่หลี่อวิ๋นโม่เข้าประตูไปก็ะโเสียงดัง เพราะอยากให้น้องสาวทั้งสองคนเห็นไก่ป่าที่จับมาได้
“พี่ใหญ่ พี่หญิงใหญ่ พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า พี่หก พวกพี่กลับมาแล้วหรือ ว้าว พี่ห้า มันคือตัวอะไรน่ะ! ทำไมเหมือนกันจัง!”/ “ใช่ ๆ ขนซ้วยสวย!” ร่างเล็ก ๆ ของหลี่ิเสียและหลี่ิจูวิ่งออกมาจากห้อง เมื่อเห็นไก่ป่าในมือของพวกเขาก็เอ่ยถามเสียงเจื้อยแจ้ว
นางซูที่ได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากในห้องเช่นกัน เมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายบุตรสาวก็รีบพูดขึ้น “ห้าวเกอเอ๋อร์ พวกเ้ากลับมาแล้วหรือ รีบไปพักก่อนเถอะ ิหัวไปตักน้ำมาให้พวกเขาล้างหน้าล้างมือสักหน่อยก่อน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็เพิ่งจะเห็นไก่ป่าที่อยู่ในมือของพวกเขา จึงถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “ห้าวเกอเอ๋อร์ ไปเอาไก่ป่านี่มาจากที่ใดกัน เอามันมาใส่สุ่มไว้ก่อน”
นางเดินไปช่วยปลดตะกร้าบนหลังของพวกเขา ก่อนจะเดินไปหยิบสุ่มไก่ที่แขวนข้างกำแพงมา และขังไก่ป่าที่พวกเขาจับมาไว้ข้างใน
พี่น้องทั้งสี่มองไปยังหลี่ิเยว่ ก่อนจะช่วยกันเล่าเื่คนละประโยคสองประโยค ในตอนท้ายหลี่อวิ๋นห้าวจึงพูดกับนางซูว่า “ท่านแม่ ข้าขอเหรียญทองแดงสักหน่อยจะได้หรือไม่ ข้าว่าจะไปซื้อกระด้งไม้ไผ่สานจากบ้านนายช่างโจวสักสามสี่ใบ ต้องรีบนำสมุนไพรเหล่านี้ไปตากแดด น้องรอง เ้าไปด้วยกันกับข้า น้องห้าน้องหก พวกเ้าช่วยน้องสี่ทำความสะอาดสมุนไพรพวกนั้น”
หลังจากพวกหลี่อวิ๋นห้าวเดินไปแล้ว หลี่ิเยว่ก็ชี้ไปที่ไก่ป่าและพูดกับนางซูว่า “ท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าก้มหัวคำนับหมอฟู่เป็อาจารย์แล้ว แล้วข้าบอกพวกเขาไว้ว่าจะตุ๋นน้ำแกงไก่ป่าไปให้ซือเหนียงดื่ม ท่านแม่ ข้าไม่กล้าฆ่าไก่ ท่านช่วยข้าฆ่ามันได้หรือไม่”
นางซูได้ยินว่าบุตรสาวกราบหมอฟู่เป็อาจารย์ก็ยินดี เมื่อได้ยินว่านางจะตุ๋นไก่ให้ภรรยาของหมอฟู่กินก็รีบพยักหน้าและไปฆ่าไก่พร้อมกับหลี่ิหัว
ส่วนหลี่ิเยว่และพี่น้องอีกสามคนนำสมุนไพรที่เก็บมาได้ในวันนี้คัดแยกทีละต้น และล้างสิ่งสกปรกออกให้หมด เด็กน้อยหลี่ิเสียหลี่ิจูเองก็มาช่วยด้วยเช่นกัน อย่าเพิ่งดูถูกว่าทั้งสองยังเล็ก เพราะเมื่อได้ลงมือทำแล้วกลับตั้งใจยิ่งนัก สมุนไพรที่ทั้งสองคนเลือกออกมานั้นไม่มีปัญหาเลยสักนิด หลี่ิเยว่เลยวางใจให้พวกนางช่วยคัดเลือกสมุนไพร
นางซูเดินเข้ามาพร้อมกับไก่ที่ถูกฆ่าแล้ว “ิเยว่ ไก่ฆ่าเสร็จแล้วล่ะ จะเอาไปต้มตอนนี้เลยหรือไม่?”
หลี่ิเยว่เห็นว่าหลี่อวิ๋นห้าวหลี่อวิ๋นซู่สองพี่น้องกลับมาแล้ว จึงอธิบายวิธีล้างทำความสะอาดและตากแห้งสมุนไพรที่ถูกต้องให้กับพวกเขา ก่อนจะรับไก่ที่ถูกฆ่าแล้วมา “ท่านแม่ เื่นี้ให้ข้าทำเองเถอะ! ข้าเรียนวิธีตุ๋นยาบำรุงมาจากที่นั่นแล้ว เมื่อครู่ข้าขอสมุนไพรตัวยามาจากอาจารย์แล้วด้วย พอข้าต้มเสร็จจะนำไปส่งให้ซือเหนียงหนึ่งถ้วย ส่วนที่เหลือท่านก็ต้องดื่มให้มากเล่า น้ำแกงบำรุงนี่ดีต่อน้องในท้องยิ่งนัก”
เดิมทีนางซูอยากจะบอกให้พวกเด็ก ๆ แบ่งน้ำแกงกินกันเอง แต่เมื่อได้ฟังบุตรสาวบอกว่าน้ำแกงบำรุงนี้ดีต่อเด็กในท้อง นางก็ตื้นตันใจขึ้นมา อย่างไรก็ตามเด็กคนอื่น ๆ ก็เป็ลูกของนางเช่นกัน เมื่อมีของดี ๆ คนเป็แม่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากแบ่งปันมันให้ลูก ๆ ทุกคน นางจึงตัดใจพูด “ิเยว่ น้ำแกงที่เหลือพวกเ้าก็ไปแบ่งกันกินเถอะ! แม่ไม่เป็อะไร ไม่ต้องดื่มน้ำแกงบำรุงนี่หรอก”
“ท่านแม่ ข้าทำน้ำแกงบำรุงนี่ให้ท่านกับซือเหนียงโดยเฉพาะ ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะเก็บน้ำแกงบำรุงนี้ไว้บางส่วน” หลี่ิเยว่ถือไก่ป่าเข้าไปในครัว ในชาติก่อนนางปรุงยาได้เหนือชั้นยิ่ง ยาบำรุงที่นางต้มนั้นไม่มีรสชาติของยาแม้แต่น้อย และรสชาติของน้ำแกงไก่ป่าก็หอมอร่อยยิ่งนัก
ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง จู่ ๆ เด็ก ๆ ที่กำลังยุ่งอยู่ในบ้านหลังน้อยก็ได้กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ลอยมา ทำให้ท้องน้อย ๆ ของเด็กที่ทำงานยุ่งมาทั้งบ่ายต่างร้องระงม แม้แต่นางซูเองก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ น้ำแกงหม้อนี้ช่างหอมมากจริง ๆ
“พี่สี่ น้ำแกงเสร็จหรือยัง?” หลี่ิจูที่ยืนอยู่ข้างเตากลืนน้ำลายไม่หยุด มองเนื้อไก่ที่พลิกไปมาอยู่ในหม้อพลางอดถามขึ้นมาไม่ได้
หลี่ิเยว่ใส่สมุนไพรอย่างสุดท้ายลงไปในหม้อ และปิดฝาลงไปอีกครั้ง ก่อนจะจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของน้องสาวและพูดขึ้นอย่างเอ็นดู “อีกเดี๋ยวก็กินได้แล้ว น้องเจ็ดน้องแปด พวกเ้าไปช่วยพวกพี่ชายตากสมุนไพรข้างนอกก่อน ข้าทำกับข้าวอีกสักอย่างเสร็จก็กินข้าวได้แล้ว”
เมื่อพูดจบนางก็เอ่ยกับพี่สาวที่ง่วนอยู่ใต้เตาว่า “พี่หญิงใหญ่ ใช้ไฟอ่อนปล่อยให้ตุ๋นไปอีกสักหนึ่งเค่อก็พอแล้ว ข้าจะนำข้าวมาผัดอีกจาน พอเสร็จพวกเราก็กินได้แล้ว”
หลี่ิหัวส่งเสียงตอบรับและปรับความร้อนอีกครั้ง จากนั้นจึงจุดไฟขึ้นอีกเตา สองพี่น้องยุ่งอยู่หน้าเตากันไม่หยุด
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
