ยมทูตกับต่างโลก

    การตื่นขึ้นของสัตว์ประหลาด

    ร่างผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณระดับสูงถูกสูบลงไปใต้พื้นพิภพโดนกักขังท่ามกลางเหล่าวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน  คนแคระผู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก     





    ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากสองผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณที่เปรียบเสมือนฝันร้ายของเหล่าคนตายถูกสิ่งมีชีวิตผ้าคลุมสีดำจัดการภายในระยะเวลาอันสั้นด้วยพลังที่เหนือกว่าราวฟ้ากับเหว




    " เจ้า..." 




    " ย...อย่าทำอะไรข้าเลย!  ข้าเป็นแค่วิญญาณเร่ร่อนธรรมดาๆ ทั่วไปเท่านั้นและไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณเลยแม้แต่น้อย " คนแคระสะดุ้งโหยงเมื่อโดนยมทูตเอ่ยปากทักด้วยน้ำเสียงแสนน่าหวาดกลัวจนเผลอคิดเองเออเองนึกระแวงว่าร่างทมิฬเบื้องหน้าต้องการทำลายวิญญาณของเขาเหมือนที่เคยทำกับผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณ





    " เงียบและฟัง..." ยมทูตทุ้มเสียงต่ำพลางปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมากดดันเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายเงียบปากลง  เนื่องจากหากไม่ทำเช่นนี้คงได้ยินเสียงอันน่ารำคาญดังขึ้นไม่ขาดสายเป็นแน่




    " ข...ขอรับ " คนแคระเงียบปากลงอย่างว่านอนสอนง่าย  ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาเพราะกลัวจะโดนทำลายดวงวิญญาณนั่นเอง




    ทว่าหลังจากได้ฟังคำพูดถัดมาของยมทูต  แววตาที่เคยแฝงไปด้วยความกลัวก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นยินดีเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีอกดีใจจนแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน     




    " จ..จริงเหรอขอรับ!?  ท่านสามารถทำมันได้จริงๆ ใช่มั้ย "  วิญญาณคนแคระเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไป  เมื่อครู่นี้ยมทูตพึ่งจะยื่นข้อเสนอสุดพิเศษที่แสนล่อตาล่อใจจนไม่อาจปฏิเสธลงได้




    โดยข้อเสนอนั้นคือ [ กายหยาบ ] เพื่อแลกกับการให้คนแคระรับใช้ยมทูตด้วยความสัตย์จริงและกลายเป็นดวงวิญญาณสีดำต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้เป็นนายตลอดไป




    ข้อเสนอสุดพิเศษแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ สำหรับวิญญาณเร่ร่อน  ดังนั้นคนแคระจึงรีบปฏิญาณตนรับใช้ยมทูตโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ  เพราะสิ่งที่จะได้รับจากกายหยาบคือพลังเวทย์  สิ่งมีชีวิตทุกประเภทจำเป็นต้องมีกายหยาบเพื่อใช้เป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมดึงกระแสเวทมนตร์ซึ่งอยู่รอบตัวเข้าสู่ร่างกาย




    การตีดาบหลอมดาบจำเป็นต้องพึ่งพาเวทมนตร์เช่นเดียวกันเพื่อรังสรรค์ศาสตราวุธที่ทรงพลังประเภทต่างๆ ขึ้นมา  และมันไม่ใช่สิ่งที่ร่างวิญญาณจะสามารถทำได้




    อย่างไรก็ตามกายหยาบที่ยมทูตกำลังจะสร้างให้คนแคระมีข้อจำกัดใช้งานได้วันละ 10 ชั่วโมงเพียงเท่านั้นแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่  ตราบใดที่มันสามารถใช้เป็นจุดรวบรวมพลังเวทย์ก็มากพอที่จะสร้างอาวุธอย่างไร้ปัญหา




    ' ถ้าข้ามีกายหยาบก็จะสามารถสร้างอาวุธเฉกเช่นสมัยที่ข้ายังมีชีวิตอยู่! ' ใบหน้าคนแคระเต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี  อีกไม่นานช่างตีเหล็กจากยุค 650 ปีที่แล้วจะสร้างอาวุธที่แท้จริงให้ช่างตีเหล็กยุคสมัยใหม่ได้เห็นเป็นบุญตา




    " ข้า  มาคัส  อดีตช่างตีเหล็กจะขอรับใช้ท่านผู้เป็นนายของข้าตลอดไป! " เมื่อกล่าวจบดวงวิญญาณของคนแคระก็ค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยหมอกทมิฬทำให้ดวงวิญญาณที่เคยโปร่งใสแปรเปลี่ยนเป็นดวงวิญญาณสีดำเฉกเช่นเดียวกันกับกองทัพวิญญาณตนอื่นๆ 




    " ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่กับคนอื่นๆ...." พูดจบยมทูตก็ยื่นมือออกไปทางคนแคระเคลื่อนย้ายดวงวิญญาณไปรวมกับกองทัพวิญญาณตนอื่นในอีกมิติหนึ่งก่อนจะปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นออกมาจนพื้นดินในรัสมีหลายสิบกิโลเมตรสั่นไหวรุนแรงและยุบตัวลงเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่




    " ในเมื่อผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณไม่คิดจะปล่อยผู้กล้าไปง่ายๆ  ถ้าเช่นนั้นจะไม่มีคำว่าปราณีอีกต่อไป...." น้ำเสียงยมทูตค่อนข้างเย็นยะเยือกกว่าปกติจนกองทัพวิญญาณสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน     




    เหนือท้องฟ้าโรงเรียนราชวงศ์เหล่าอีกาดำที่กำลังโบยบินลาดตระเวนต่างพากันคำรามเสียงดังลั่นด้วยดวงตาแดงก่ำตอบสนองต่ออารมณ์ที่แปรปรวนของยมทูต  ทำให้ผู้คนละแวกนั้นเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ



    กา!  กา!  กา!




    " อีกาดำพวกนั้นจะร้องอะไรนักหนาเนี่ย!  หรือมันจะเป็นสัญญาณเตือนว่าโรงเรียนของพวกเรายังมีปีศาจตัวอื่นที่แฝงตัวเข้ามาหลงเหลืออยู่อีก? " 




    นักเรียนคนหนึ่งพูดออกมาพล่อยๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็โดนเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ตบกบาลไปทีหนึ่ง  ช่วงเวลานี้ภายในโรงเรียนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด  ทั้งเรื่องศพของปีศาจที่ตายอยู่ใจกลางโรงเรียนและเรื่องเมืองลอยฟ้าปริศนาบนดันเจี้ยนชั้นที่ 50 อีก




    ทันทีที่ผู้อำนวยการกลับออกมาจากดันเจี้ยนก็จัดประชุมเรียกให้เหล่าอาจารย์ทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้นานหลายชั่วโมง  ก่อนจะได้บทสรุปตรงกันว่าจะส่งจดหมายถึงขั่วอำนาจใหญ่ทั้ง 5 เมืองให้พวกเขาส่งทหารบางส่วนไปที่เขตชายแดนเฝ้าระมัดระวังคอยจับตามองดูความเคลื่อนไหวเผ่าพันธุ์ปีศาจอย่างใกล้ชิด




    พอการประชุมจบลงได้ไม่นาน  เหล่าผู้กล้าทั้งหลายมาขอพบผู้อำนวยการและพูดคุยเรื่องดันเจี้ยนจะเข้าไปฝึกฝนอัพเลเวลภายในนั้น     



    " ดีๆ!  คนหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างเลือดร้อนกันดีจังเลยนะ  " ผู้อำนวยการใช้มือลูบเคราพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นผู้กล้ามีความกระตือรือร้นไม่เกียจคร้านฝึกปรือฝีมือ




    " ผู้อำนวยการพวกเราขอเข้าไปในดันเจี้ยนวันนี้เลยได้มั้ยครับ  เพราะเป้าหมายของพวกเราคือการอัพเลเวลให้ได้ Lv: 100 ภายในหนึ่งเดือน " คิชิโร่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ภายในแววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อตามหลังเดธให้ทัน




    หืม?....Lv:100 เหรอ?       





    " เฮ้อ....เด็กหนอเด็ก  ข้าดีใจนะที่เห็นว่าคนหนุ่มสาวเฉกเช่นพวกเจ้ากระตือรือร้นกันมากขนาดนี้  แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเลเวลอัพจนถึง Lv:100 ภายในหนึ่งเดือน " 




    ผู้อำนวยการส่ายหัวไปมาจ้องมองผู้กล้าไม่ต่างจากการจ้องมองเด็กที่ไร้เดียงสา  แม้แต่รองผู้อำนวยการซึ่งกำลังยืนอยู่ฟังบทสนทนาข้างๆ ก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งค่อนชีวิตเพื่อเลเวลอัพถึง Lv:100




    " ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ครับผู้อำนวยการ!  ขนาดเดธยังสามารถเลเวลอัพจนถึง Lv: 125 ภายในเวลาไม่ถึง 10 วันเลยนะ " 




    พร๊วดด!!         คอกแค่กๆ




    " อะไรนะ!?  เมื่อกี้พูดว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นเลเวลเท่าไหร่แล้วนะ! " ผู้อำนวยการที่กำลังยกน้ำชาขึ้นดื่มก็ถึงกับสำลักพ่นออกมาจนเลอะเทอะเต็มโต๊ะ  ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไป





    " ครั้งล่าสุดที่ตรวจสอบสเตตัสของเดธคือ Lv: 125 ครับ  " 




    คิชิโร่เอ่ยอีกครั้งหนึ่งซึ่งรอบนี้มันทำให้บรรยากาศภายในห้องดูน่าอึดอัดแปลกๆ  ทั้งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการต่างนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออกเพราะความเร็วการอัพเลเวลระดับนี้มันเกินสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้ว     




    ' เจ้าหนุ่มคนนี้ทำให้ข้าประหลาดใจได้ตลอดเวลาไม่เคยหยุดเลย  เห็นทีว่าข้าคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาวิธีเกลี่ยกล่อมให้เขาเข้าร่วมปาร์ตี้ผู้กล้าให้ได้ ' ผู้อำนวยการตกอยู่ในห้วงความคิดพยายามหาวิธีทำให้เด็กหนุ่มต่างโลกคนนี้ยอมร่วมมือต่อสู้ร่วมกับเหล่าผู้กล้า




    ณ  ดันเจี้ยนชั้นที่ 59




    " ยินดีต้อนรับการกลับมาขอรับ.....ราชาของข้า " 




    กริมมัวร์คุกเข่าท่าอัศวินเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย  มันเองก็สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวยมทูต  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้กริมมัวร์ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่





    ' สัตว์ประหลาดร้ายได้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลแล้ว......คนโง่คนไหนกันที่เผลอไปปลุกนักล่าแสนดุร้ายแห่งขุมนรกตนนี้  เคี๊ยกๆๆๆๆ '




    ไม่ใช่แค่กริมมัวร์ที่ดูตื่นเต้นดีใจแต่กองทัพวิญญาณทุกตนต่างตื่นเต้นส่งเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมดุจดั่งนักรบที่เต็มเปี่ยมด้วยขวัญกำลังใจก่อนเข้าสู่สมรภูมิ      




    ต้องขอขอบคุณคำข่มขู่ของผู้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณระดับสูง  ที่ไปกระตุ้นทำให้สัตว์ประหลาดแสนดุร้ายผู้เคยเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บของตนเองเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนโลกใบนี้ได้ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมเผยเขี้ยวเล็บอันแสนคมกริบที่เคยเชือดเฉือนศัตรูนับล้านล้านอีกครั้ง




    [ จงตื่น.....]




    เมื่อสิ้นเสียงของยมทูตหมอกหนาสีดำได้เข้าปกคลุมดันเจี้ยนชั้นที่ 59 ทุกตารางเมตรทำให้สัตว์อสูรเวทย์เริ่มแตกตื่นกันยกใหญ่  จากนั้นไม่นานกองทัพวิญญาณหลายแสนตนที่เคยหลับใหลได้ตื่นขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกด้วยแววตาแดงฉานราวโลหิต




    ฉึก!!  ฉึก!!  ฉึก!!




    โฮกก!!!!




    ร่างสัตว์อสูรเวทย์หลายพันตัวที่หลงทางอยู่ในหมอกสีดำต่างถูกดาบของกองทัพทมิฬทิ่มแทงจนตัวลอยเหนือพื้นและส่งเสียงร้องโหยหวนก่อนจะขาดใจตาย    




    " พวกเราพร้อมรับคำสั่ง..." 




    กองทัพวิญญาณ 5 แสนตนคุกเข่าลงกับพื้นรอคำสั่งจากผู้เป็นนาย  โดยดวงวิญญาณ 2 ตนในนั้นคือคนแคระและอดีต 1 ใน 4 จตุรอาชาแห่งโรคระบาดที่ตอนนี้กลายเป็นดวงวิญญาณสีดำยอมรับใช้ยมทูตแล้ว