โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งภายในเมืองเจี้ยง
ลักษณะเป็อาคารไม้สองชั้น มีโต๊ะไม้เก่าๆตั้งอยู่เรียงรายราวห้าสิบที่ซึ่งมีลูกค้าจะแน่นขนัดเกือบทุกวันเนื่องจากสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจึงเป็สถานที่พบปะของผู้คนหลากหลายมีทั้งชาวบ้านร้านรวงเหล่าพ่อค้าวานิชย์ จอมยุทธ์จากค่ายสำนักต่างๆ รวมทั้งบรรดาขุนนาง
สถานที่ดื่มกินนี้มีอายุเกือบสองชั่วอายุคนแล้วเถ้าแก่คนปัจจุบันเป็เ้าของรุ่นที่สองสืบทอดกิจการมาจากรุ่นของบิดา เมนูอาหารที่จัดไว้บริการลูกค้าก็เป็อาหารพื้นๆทั่วไปหาได้มีอาหารขึ้นชื่อไม่ อาทิเช่น สุราหมั่นโถว ชา รวมถึงอาหารจำพวกหมูเห็ดเป็ดไก่
เช้านี้เหตุการณ์ยังคงเป็ปกติเถ้าแถ่ใหญ่รูปร่างอ้วน มีพุงเล็กน้อย ผิวขาวซีด ตาหยีเล็ก อายุราวห้าสิบเศษกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยประจำวัน เขาถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งคล้ายมีเื่ครุ่นคิด
“อาโจว ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ”เขาหันไปถามเสี่ยวเอ้อร์ผู้ที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดโต๊ะและเก้าอี้อยู่อย่างขะมักเขม้นที่ไหล่ของเขามีผ้าผืนเล็กสำหรับเช็ดโต๊ะพาดอยู่ ศีรษะสวมหมวกผ้า
เถ้าแก่เพิ่งจะรับอาโจวเข้ามาทำงานเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วจากข้อมูลที่ถูกสัมภาษณ์ อาโจวเป็คนจากหนุ่มจากหมู่บ้านชาวนายากจนแห่งหนึ่งที่อยู่บริเวณนอกเมืองหลวง เด็กหนุ่ม้าเข้ามาหางานทำในเมือง ซึ่งเถ้าแก่พินิจดูแล้วเห็นว่าลักษณะหน่วยก้านดูเป็คนขยันขันแข็งสู้งานหนัก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจรับไว้ทำงาน โดยให้ที่อยู่หลับนอนที่โรงเตี๊ยม ค่าจ้างที่ให้ก็ไม่มากมาย น่าแปลกที่อาโจวกลับตกลงใจอย่างง่ายดายโดยมิคิดต่อรองใดๆ ทำให้เถ้าแก่รีบรับเขาเข้ามาทำงานทันที เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบอย่างมากซึ่งจะหาแรงงานหนุ่มราคาถูกขนาดนี้ได้ที่ใหน
“เรียบร้อยดีขอรับเถ้าแก่ แต่พักนี้แขกของเราดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกทีข้าคนเดียวอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง”
“อืม ข้าเข้าใจ ตอนนี้ข้าก็กำลังหาคนมาเพิ่มอยู่่นี้เ้าคงจะเหนื่อยหน่อยนะ” เถ้าแก่กล่าวพลางทำหน้าเซ็งๆ
“แต่ข้าก็เห็นมีคนมาสมัครงานที่โรงเตี๊ยมของเราอยู่บ่อยๆนี่ขอรับเหตุใดเถ้าแก่ถึงยังไม่รับคนใหม่มาเพิ่มเสียที” เขาเอ่ยถามทำหน้าสงสัย
เถ้าแก่ถอนหายใจยาวๆออกมา ก่อนตอบกลับ
“เอ้อ พูดแล้วข้าก็กลุ้มใจ”
“ใช่ว่าข้าไม่อยากรับคนเพิ่มเสียที่ใหน แต่เ้าก็ต้องเข้าใจว่าโรงเตี๊ยมของเราเป็โรงเตี๊ยมขนาดเล็กผลกำไรแต่ละเดือนก็ไม่มากมาย แต่ละคนที่มาสมัครก็ล้วนมีข้อเรียกร้องที่เกินกว่าข้าจะรับได้บางคนขอค่าจ้างสูงเกินกว่าที่ข้าจะให้ได้ บางคนขอวันหยุดงานมากกว่าที่เรากำหนดเสียอีกคนสมัยนี้ช่างเลือกงานเสียจริง อย่างนี้แล้วจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า”
อาโจวคล้ายจะไม่ใส่ใจปล่อยให้เถ้าแก่พล่ามต่อขณะที่เขายังง่วนอยู่กับการทำงาน
“เมื่อวานคนของทางการยังมีหน้าติดประกาศว่าเกิดภาวะว่างงานอย่างหนักภายในเมืองของเราทำให้เศรษฐกิจการค้าถดถอย เฮอะ ข้าว่าไร้สาระสิ้นดี” เถ้าแก่กล่าวเชิงประชด
อาโจวเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายนึกเื่บางอย่างออก
“นายท่าน ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าตรู่ช่างไม้ที่ร้านหัวมุมถนนได้นำโต๊ะที่เราเส่งซ่อมไปมาให้ ข้าเก็บของไว้ที่หลังโรงนอนขอรับ” กล่าวจบอาโจวก็ยื่นแผ่นกระดาษที่เป็ใบเสร็จให้ โดยมีรายละเอียดของรายการสิ่งของ ความเสียหายและค่าซ่อมแซมพร้อมสรุปจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้กับทางร้านช่างไม้
เถ้าแก่รับมาดูพลางกวาดสายตาอ่านตามก่อนจะรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาทันที
“หา ! ค่าซ่อมแซมตั้งยี่สิบตำลึงเชียวรึ โต๊ะไม้เพียงไม่กี่ตัว ไยราคาถึงได้แพงขนาดนี้”เขาอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัวขณะใช้มือกุมขมับ
“ขอรับ”
“เ้าช่างไม้พวกนี้จะขูดเืขูดเนื้อข้าเกินไปแล้วช่างไม่รู้จักเห็นใจกันซะบ้างเลย” พูดแล้วก็ทำให้เถ้าแก่หวนนึกถึงสาเหตุของความพังเหล่านี้ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เขาโมโห ใบหน้าของเราเริ่มแดงก่ำ กำหมัดแน่น
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิจการของเถ้าแก่ต้องประสบกับภาวะขาดแคลนลูกจ้างเสี่ยวเอ้อร์อยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการททะเลาะวิวาทที่ไม่เว้นแต่ละวันของบรรดาแขกที่มาใช้บริการ
จากการทำการจดบันทึกสถิติของแขกที่มาใช้บริการโรงเตี๊ยมแห่งนี้ สามารถแบ่งจำแนกประเภทของผุ้มาดื่มกินได้ดังนี้จำพวกแรกจะเป็คนทั่วไปที่อยู่ภายในเมือง คนพวกนี้ดื่มกินเรียบร้อยเป็ลูกค้าที่ดีต่อมาเป็พวกพ่อค้าขาจรที่แวะมา คนพวกนี้นานๆครั้งจะมาสักคราหากบริการอาหารดีก็จะบอกต่อกันเป็ทอดๆ นับว่าเป็กลุ่มลุกค้าที่ไม่เลว ต่อมาเป็พวกมีเงินร่ำรวยหรือพวกขุนนางและสุดท้ายคนจำพวกท่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล่าให้กับเถ้าแก่มากที่สุดก็คือพวกชาวยุทธ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกจอมยุทธ์ที่มีความคั่งแค้นต่อกัน
“ข้าต้องขออภัยนายท่านด้วยขอรับที่ทำได้แค่หลบอยู่ใต้โต๊ะ ตอนที่เกิดการตะลุมบอนเมื่อครั้งก่อน ตอนนั้นข้ารู้สึกกลัวจริงๆ” อาโจวทำเสียงอ่อยๆหันมาทางเถ้าแก่เมื่อนึกถึงเมื่อครั้งที่เกิดการทะเลาะกันระหว่างศิษย์ของสองค่ายสำนักใหญ่บริเวณชั้นล่างของโรงเตี๊ยม
“อืม ข้าเข้าใจ”เถ้าแก่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ถือสา ก่อน กล่าวต่อ
“คนพวกนี้มันบ้าวันๆนึกถึงแต่เื่บุญคุณความแค้นจนฆ่าฟันกันจนพลอยให้ให้คนบริสุทธิ์ต้องซวยไปด้วย”
“ข้าวของของข้าล้วนเสียหายภายในเดือนนี้พวกนี้ก่อความวุ่นวายเกือบสิบครั้ง เสียค่าซ่อมแซมไปก็มากโข ไหนจะประตูโต๊ะ เก้าอี้ ถ้วยชามอีก เจอแบบนี้ถ้าร้านข้าไม่เจ๊งก้ไม่รู้จะกล่าวเช่นไรแล้วหากเป็คนที่ข้ารู้จักก็ยังจะสามารถฟ้องร้องต่อทางการเรียกค่าเสียหายคืนได้บ้างแต่กับคนจำพวกนี้ข้าแทบจะทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย” เถ้าแก่ยังคงหัวเสียต่อ
“อีกอย่าง รายจ่ายของข้าก็หาน้อยไม่นอกจากค่าจ้างของเ้าแล้ว ใหนจะเื่เสียภาษี ค่าต้นทุนอาหาร รวมทั้งค่าบำรุงรักษาอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว”
อาโจวได้แต่พยักหน้าหงึกๆรับฟัง
เวลาล่วงเข้ายามอู่ (11.00 น)
ผุ้คนเริ่มทะยอยเข้าร้าน ที่นั่งชั้นล่างถูกจับจองเกือบเต็มเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ บ้างเสียงดัง บ้างหัวเราะ
เถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อร์ต่างกุลีกุจอต้อนรับลูกค้าและเสริฟอาหาร
ชายสองคน สวมชุดผ้าสีดำเข้ารูปสวมหมวกที่สานจากไม้ไผ่ ในมือถือกระบี่ ก้มหน้าเดินดุ่มๆอย่างรีบเร่งก้าวผ่านประตูเข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้วเดินขึ้นบันไดมุ่งตรงไปยังชั้นสอง
บริเวณชั้นสองมีโต๊ะอยู่สิที่ ป็นส่วนที่มีความโปร่งโล่งหน้าต่างไม้ทุกบานถูกเปิดออกเพื่อการถ่ายเทอากาศ พวกเขาเลือกที่นั่งฝั่งด้านข้างริมระเบียงซึ่งสามารถมองเห็นวิวเของถนนเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ลมอ่อนๆโชยมาทำให้รู้สึกเย็นสบาย
ถนนเบื้องล่างคราคร่ำไปด้วยผู้คนและชาวเมืองที่ ต่างเดินไปมาบ้างพูดคุยสนทนา บ้างจับจ่ายซื้อของต่อรองราคา บ้างเดินเที่ยวเล่น มีร้านรวงมากมายตั้งอยู่สองข้างทางไม่ว่าจะเป็ร้านอาหารที่มีควันและส่งกลิ่นหอมโชยมา ร้านขายผ้าแพร รวมทั้งร้านขายเคื่องมือเครื่องใช้ทั่วไป
พวกเขาถอดหมวกออกวางไว้บนโต๊ะวางกระบี่ไว้ข้างๆ พลางกวาดตามองไปรอบๆอย่างระมัดระวังเพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรวม
อาโจวเดินปลี่เข้ามาหาแขกทั้งสองทันที
ชายผุ้หนึ่งเห็นเสี่ยวเอ้อร์เดินมาก็ยกมือขึ้นเป็เชิงว่า้าสั่งอาหาร
“เหล้าสองไห หมั่นโถวจานหนึ่ง น่องเป็ด แล้วเอาน้ำแกงมาด้วย”เขาสั่งอย่างรวดเร็ว กระชับ พลางสะบัดมือให้ออกไป
“ขอรับ คุณชาย”อาโจวรีบพยักหน้ารับทราบแล้วเดินลงไปทันที เขาเดินดิ่งลงมาชั้นล่างแล้วตรงเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ข้างๆ บรรยากาสในห้องครัวดูอึดอัดเต็มไปด้วยวัตถุดิบปรุงอาหาร อีกทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ที่วางระเกะระกะไม่ค่อยจะเป็ระเบียบไอร้อนๆพวยพุ่งอยู่ในห้องตลอดเวลา เสียงหม้อ ไห กะทะและทัพพี กระทบกันดุวุ่นวายอาโจวะโสั่งรายการอาหารของลูกค้ากับพ่อครัวโดยมีผู้ช่วยพ่อครัวคอยตรวจทานอีกรอบ หลังจากนั่นค่อยวิ่งไปหยิบเหล้าไหที่วางตั้งอยู่บนชั้นวาง
เวลาผ่านไปไม่นานปรากฎมีชายผู้หนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามาในโรงเตี๊ยม เป็ชายวัยกลางคน รูปร่างบึกบึนใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุดัน ถือกระบี่เล่มหนึ่ง
เขาเดินมุ่งขึ้นไปยังบริเวณชั้นสองของโรงเตี๊ยมทันทีโดยหาได้สนใจเหล่าบรรดาลูกค้าที่นั่งอยู่บริเวณชั้นล่างไม่
เขาเดินขึ้นบันไดมาจนถึงบริเวณชั้นที่สองพลันหยุดอยู่ตรงทางเข้าแล้วกวาดสายตาหันซ้ายแลขวามองไปรอบๆ เพียงครู่เดียวก็พบกับเป้าหมายคือผู้ชายสองคนที่นั่งรออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
ผู้มาเยือนเดินตรงเข้าไปหาทันที
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะเขาก้มมองคนทั้คู่ขณะที่คนทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเช่นกันเขากล่าวออกมาประโยคหนึ่ง
“รหัสลับคือ สุรารสดีท่องเที่ยวหมื่นลี้”
ชายทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน ลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ข้อความถูกต้องเชิญสหายร่วมอุดมการณ์ของเรานั่งลง”เขาผายมือออกมาแสดงความต้อนรับ
“ขอบคุณท่านทั้งสอง”
“ข้าแซ่จาง นามว่าจิงหลาน เป็คนของลัทธิที่แฝงตัวอยู่ที่เมืองนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้วไม่ทราบว่าท่านทั้งสองมีนามว่าอย่างไรบ้าง
ชายผู้หนึ่งยกชามเหล้าขึ้นมาดื่มแล้วเพ่งมองคนแซ่จาง
“ต้องขออภัยท่านจางด้วยที่พวกข้ามิอาจจะเปิดเผยนามได้ทุกการกระทำของพวกข้าล้วนเป็ความลับ พวกข้าเป็เพียงผุ้ส่งข่าวสารเท่านั้นหาได้มีความจำเป็ต้องทำตัวให้เป็จุดสนใจไม่ ” ชายอีกคนพยักหน้าเป็เชิงเห็นพ้อง
“ขอท่านทั้งอย่าได้ถือสาที่ข้าเสียมารยาท”จางจินหลานยกมือขึ้นคารวะแสดงการขอโทษ
ขณะที่คนทั้งสามกำลังนั่งสนทนากันอยู่ก็เป็จังหวะดียวกันกับที่อาโจวยกอาหารขึ้นมาให้ เขาค่อยๆจัดวางอาหารทุกจานลงบนโต๊ะอย่างเบามือจนครบตามที่สั่งกลิ่นหอมและควันร้อนๆลอยฟุ้งขึ้นมา
“หากว่าคุณชาย้าสิ่งใดเพิ่มสามารถเรียกข้าได้เลยนะขอรับ” กล่าวจบพลันเขาก้าวเดินลงไปยังชั้นล่าง
เมื่ออาโจวเดินลงไปแล้วคนทั้งสามจึงเริ่มสนทนาต่อ
“ที่พวกเราเลือกโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็สถานที่นัดพบ เพราะ้าให้ดูกลมกลืนที่สุดจะได้ไม่เป็ที่สังเกตมากนัก พักนี้ศิษย์ร่วมลัทธิของฝ่ายเราถูกทางการกวาดล้างอย่างหนักหากจะทำสิ่งใดต้องระมัดระวังตัวเป็พิเศษ” เขากล่าวไปพลางหยิบอาหารขึ้นมากินเต็มปาก
“แล้วท่านประมุขมีคำสั่งประการใดบ้าง”
“รายละเอียดทุกอย่างอยู่ในจดหมายฉบับนี้”กล่าวจบเขาก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อบริเวณหน้าอกเพื่อหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา แล้วยื่นให้กับจางจิงหลาน