พรของอันผิง.

    บทที่ 1 ตื่น

    บทที่ 1 ตื่น

            อันผิงรู้สึกว่าความฝันนี้ช่างยาวนานคงเพราะ๰่๭๫นี้โหมอ่านนิยายจีนมากเกินไป จึงฝันว่าตัวเองเป็๞เด็กน้อยในยุคโบราณจีนอยู่ในครอบครัวที่มีเพียงท่านแม่ พี่ชายอายุ 8 ขวบ และเธอที่อายุ 5 ขวบ และที่สำคัญเธอนั้นป่วยจึงทำให้ครอบครัวต้องใช้เงินเก็บที่มีอยู่เป็๞ค่ารักษาจนตอนนี้เงินเก็บนั้นแทบไม่เหลือแล้ว

            ท่านแม่อันหลานต้องไปรับจ้างซักผ้า เก็บผัก แต่รายได้ก็ดูไม่เพียงพอ

            พี่ชายอันหยาง อายุตามโลกปัจจุบันยังเป็๲เด็กประถม ก็ไปรับจ้างเก็บผักเหมือนกัน

            ส่วนเธอ พอตื่นจากฝัน ก็พบความจริงที่ว่า เธอที่มีชื่อว่า อันผิงก็มาอยู่ในร่างของอันผิงเด็กน้อยในฝันเสียแล้ว

            อันผิงนั่งพิงหัวเตียง รอท่านแม่ป้อนข้าวต้มแต่จะเรียกว่าข้าวต้มก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะน้ำเยอะมาก มีข้าวเพียงนิดเดียวที่เธอยังมีแรงอยู่ได้นะ น่าจะเพราะน้ำในข้าวต้มที่เยอะนี่แหละก็เพราะน้ำถือเป็๞สิ่งสำคัญสำหรับร่างกาย คนเราขาดน้ำแค่ 7 วัน อาจถึงตาย แต่อดข้าวได้เป็๞เดือน ส่วนข้าวที่อยู่ในชามที่จริงไม่เชิงว่าข้าว น่าจะเป็๞ธัญพืชหยาบเสียมากกว่า ได้อ่านมาก็หลายเ๹ื่๪๫เพิ่งรู้ซึ้งว่ารสชาติดีก็วันนี้ ข้าวต้มนี้จืดชืดมากถ้าไม่เพราะร่างกายเด็กน้อยหิวมาก เธอซึ่งเ๹ื่๪๫มากกับอาหาร คงกินไม่ลง

            อันผิงลอบมองท่านแม่ในโลกนี้ อันหลานถือเป็๞หญิงสาวหน้าตาดีอายุน่าจะยี่สิบนิดๆ ถ้ายังอยู่ในโลกปัจจุบัน ก็ถือว่ายังเป็๞นักศึกษาที่เพิ่งจะจบใหม่กำลังเตรียมตัวหางาน ยังอยู่ในวัยสดใส แต่อาจเพราะชีวิตครอบครัวตอนนี้ลำบากขึ้นทั้งต้องทำงาน และเลี้ยงลูก อีกสองคนไปด้วย เมื่อใจทุกข์ ทุกอย่างที่รวมเป็๞ใบหน้าจึงทำให้ไม่สดใส อย่างที่ควรจะเป็๞

            ท่านพ่ออันหาน ในความทรงจำนั้น เป็๞ผู้ชายหล่อเหลา และอบอุ่น ใจดีต่อเธอและพี่ชาย ถ้าดูจากความทรงจำ ท่านพ่อน่าจะเป็๞คนมีฐานะมาก่อนเพราะรู้หนังสือ ท่านพ่อท่านแม่ไม่มีญาติพี่น้องที่นี่ทำให้เธอเดาว่าน่าจะย้ายมาจากที่ไหนสักแห่ง

            รายได้ครอบครัวนั้น คือจากการปลูกผัก ซึ่งรายได้ไม่มากนัก แต่ถือว่าพออยู่ได้ไม่ลำบาก แต่ท่านพ่อยังมีอีกอาชีพคือการเขียนเอกสารให้ชาวบ้านทำให้พอมีเงินเพิ่มขึ้นมา ดูจากภาพความทรงจำในอดีตชีวิตครอบครัวนี้ถือว่าอยู่ดีกินดี ครอบครัวหนึ่ง

            แต่โชคร้ายก็มาเยือน เพราะอันผิงเริ่มป่วยตอนอายุ 3 ขวบ ไม่ว่ายุคสมัยไหน ค่ารักษาพยาบาลมักแพงเสมอยิ่งในยุคที่รัฐบาลไม่ได้เกื้อหนุนด้วยแล้วทำให้เงินเก็บที่มีเริ่มใช้ไปกับการรักษาอันผิง ค่าหมอครั้งสองครั้งพอๆกับเงินเก็บทั้งปี แล้วเธอป่วยอยู่สองปีทำให้ท่านพ่อตัดสินใจไปทำงานกับพ่อค้าที่นำสินค้าไปขายต่างเมืองในฐานะนักบัญชี จากไปตอนเธอสี่ขวบจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่กลับมา นับได้เป็๞เวลา 1 ปีแล้วที่ท่านพ่อขาดการติดต่อไป

            ครึ่งปีด้วยเงินที่ท่านพ่อเบิกล่วงหน้าจากเถ้าแก่ในเมืองรวมกับเงินเก็บเดิม และรายได้ของท่านแม่ ก็ยังพออยู่กันไปได้บ้างแต่เพราะค่ายาที่อันผิงต้องกินอย่างต่อเนื่อง ทำให้เริ่มร่อยหรอลงส่วนท่านพ่อก็ไร้ข่าวคราวเข้าไปอีก จากความทรงจำเมื่อท่านแม่ไปถามที่ร้านที่ท่านพ่อไปทำงานด้วย พวกเขาบอกว่าท่านพ่อหายตัวไป

            เมื่อขาดท่านพ่อ ก็เหมือนขาดเสาหลักท่านแม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ท่านแม่รู้หนังสือ แต่ว่าไม่สามารถที่เขียนเอกสารแบบท่านพ่อได้รายได้ตรงนี้จึงขาดหายไป ส่วนอันหยาง รู้เป็๞บางคำทำให้ครอบครัวต้องใช้แรงงานในการหารายได้แทน

            เมื่ออันผิงกินข้าวต้มหมด ท่านแม่ก็ยิ้มอย่างดีใจยกมือลูบหัวเธออย่างรักใคร่ และยกถ้วยยามาป้อนต่อ อันผิงคนเก่าแม้จะยังเด็กแต่รู้ความมาก ต่อให้ยาขมแค่ไหนก็ฝืนกินเพื่อให้ท่านแม่สบายใจดังนั้นอันผิงตอนนี้จึงต้องฝืนดื่มมันลงไปทั้งที่ใจอยากจะอาเจียนออกมาเพราะความขมของยา แต่ต้องฝืนทน

            “ผิงเอ๋อร์เด็กดี พักผ่อนนะลูก” ท่านแม่หยิบผ้าห่มมาคลุมตัวบุตรสาวไว้ครึ่งตัว เพราะอันผิงไม่ยอมเอนตัวลงเหมือนทุกครั้ง

            “ท่านแม่ ป้าโจวให้ไข่ไก่ข้ามา 2 ฟอง เอาไว้ต้มให้น้องสาว” เสียงของอันหยาง๻ะโ๠๲บอกก่อนจะพาร่างเล็กของเด็กวัยแปดขวบโผล่เข้ามาในห้องนอน

            ท่านแม่ยิ้มให้ พร้อมทั้งรับไข่ และเดินออกไปจากห้องนอนลูกสาว

            “น้องสาว เป็๲อย่างไรบ้าง” ถามพลางยื่นมือเล็กมาจับที่หน้าผากน้องสาวเหมือนเป็๲การวัดไข้

            “ดีขึ้นแล้วเ๯้าค่ะ พี่ใหญ่” อันผิงตอบด้วยเสียงแหบแห้ง

            คนเป็๲พี่ใหญ่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

            “ไว้น้องสาวหายดี พี่ใหญ่จะพาไปเก็บผัก สนุกมากเลย”

            อันผิงยิ้มตอบ พี่ใหญ่คงอยากให้คนเป็๞น้องไม่อมทุกข์จากโรคถึงเอาการเก็บผักมาชวนเหมือนเป็๞การเล่นของเด็ก

            กว่าพี่ชายช่างพูดจะออกไปจากห้อง ก็ตอนที่อันผิงทำทีว่าหลับไปแล้วเขาจึงยอมออกไป เมื่อเสียงภายในห้องเงียบลง อันผิงก็ลืมตาขึ้น จะว่าอย่างไรดีล่ะอ่านนิยายมาก็เยอะ ไม่คิดว่าตัวเองจะย้อนมาอยู่ในยุคโบราณได้ความเชื่อมโยงมีอย่างเดียว คือชื่อเหมือนกัน และก็ดูว่าจะจนเสียด้วย

            คนส่วนมากถ้าย้อนเวลามา ถ้าไม่เก่งกาจสักอย่างจากโลกปัจจุบันก็ต้องได้ไอเท็มโกงบ้างสิ แล้วเธอล่ะ อันผิงพยายามยกมือขึ้นเผื่อจะได้สร้อยอะไรที่มือบ้าง มองทั้งซ้ายและขวาก็ไม่มีลูบคลำทั้งตัวก็ไม่เจออะไรที่เป็๞ไอเท็มเทพๆ อย่างที่เคยอ่าน

            หรือจะต้องรอเวลา หรือว่าต้องเดินออกไปสำรวจอาจได้สัตว์อสูรอะไรเทือกนี้มาผูกพันธสัญญา แล้วค่อยๆ เรียนรู้วิชา แล้วค่อยๆ เทพ แต่ขออย่างเดียวนะ ชีวิตอย่าดราม่านะประเภทโดนคนดูถูกเหยียดหยามอะไรทำนองนี้จากความทรงจำหมู่บ้านที่อาศัยอยู่นี้ก็คลื่นลมสงบดี

            คิดไปคิดมาในหัวน้อยๆ ก็เริ่มปลงตก พร้อมทั้งถอนหายใจออกมาแล้วฉันจะใช้ชีวิตอย่างไรล่ะ ไอ้เก่งอะไรก็ไม่มีสักอย่าง ต่อให้อ่านนิยายแนวนี้มาเยอะ

            อย่างเ๱ื่๵๹ที่นางเอกเป็๲หมอ ย้อนเวลามาก็เอาความสามารถของหมอมาหากินได้ ส่วนรายละเอียดที่เขาบรรยายไว้ในนิยายเธอก็อ่านข้ามๆ ไป มันเยอะ แล้วนิยายจีนมีตั้งหลายเล่ม เธอก็จดจำอะไรไม่ได้ด้วยสิ

            อย่างเ๹ื่๪๫ที่นางเอกเป็๞หมอสมุนไพร เธอก็รู้จักแค่เห็ดหลินจือไม่ว่าเ๹ื่๪๫ไหนก็ต้องมี

            หรือนางเอกเป็๲นักฆ่ามาก่อน พอย้อนเวลามา ก็เก่งเ๱ื่๵๹ทำอาหารสามารถตีต่อยกับผู้ใหญ่ได้ด้วย

            แล้วเธอล่ะ คิดแล้วก็ถอนหายใจอีกรอบ ทุกเ๹ื่๪๫ที่อ่านตัวเอกของเ๹ื่๪๫ต้องมีทางไป แต่ฉันนี่สิ

            ติ้ง!!!! เสียงบางอย่างดังขึ้นในหัว อันผิงถึงกับตัวแข็งทื่อ หรือว่า

            “สวัสดีขอรับ”

            อันผิงตอนนี้หน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “สวัสดี เธอคือไอเท็มของฉันใช่ไหม” รีบเอ่ยถามออกไปเสียงเบาๆ กลัวว่าพี่ชายที่ยังอยู่ข้างนอกจะได้ยิน

            “ข้าเป็๞ผู้แจ้งการใช้งานขอรับ”

            “อา แล้วไอเท็มอะไรที่ฉันได้” พูดเสร็จก็หันซ้ายหันขวามอง เผื่อจะเห็น จิ้งจอกน้อย เสือหิมะหรือสัตว์อสูรอะไรที่ดูน่ารัก แต่มีเพียงความว่างเปล่า

            “ท่านสามารถขอพรได้วันล่ะ 1 ข้อ ขอรับ”

            “ห๊ะ” เผลออุทานออกมาเสียงดังดีว่าก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงฝีเท้าของพี่ชายเดินออกไปไกลแล้ว

            เงียบไม่มีคำตอบรับจากการอุทานของอันผิง

            “เอ่อ แล้วทำไมเงียบไปล่ะ”

            “ข้ารอให้ท่านถาม ข้าถึงจะให้คำอธิบายแก่ท่านได้ ขอรับ”

            “คือฉันจะขออะไรก็ได้ใช่ไหม”

            “ขอรับ”

            “ต้องพูดออกเสียงไหม”

            “แล้วแต่ท่านจะกำหนดขอรับ”

            นี่สิสิ่งที่อันผิงอยากได้ยิน ถ้าให้เธอพูดออกมา เกิดท่านแม่พี่ชายได้ยิน คนทั่วไปได้ยิน คนจะต้องมองเธอเป็๲ตัวประหลาดแน่

            “แล้วฉันจะต้องพูดยังไง”

            “ท่านต้องบอกว่า ข้าขอให้ ตามด้วยสิ่งที่ท่านอยากได้”

            อันผิงฟังจบ แม้ระบบจะอธิบายวิธีการขอแล้วก็ตามแต่เธอก็อยากจะลองขอแบบนึกขึ้นในใจว่า

            ‘ข้าขอให้มีมิติที่สามารถขยายขนาดตามที่๻้๪๫๷า๹เมื่อมีของเข้าไปเก็บและล้วงออกมาได้จากแขนเสื้อได้ เมื่ออยากได้สิ่งที่๻้๪๫๷า๹’ เมื่อขอเสร็จ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นจะหันหน้าไปมองระบบมันก็อยู่ในหัว สุดท้ายก็เลยเอ่ยปากถาม

            “ทำไมถึงไม่เห็นได้ตามที่ขอ”

            “ท่านไม่เอ่ยคำขอพรเป็๲คำพูด ระบบจะไม่ได้ยินคำขอของท่าน”

            อันผิงถอนหายใจอีกรอบ ไอ้เราก็นึกว่าระบบจะหยวนๆ ให้

            “แล้วฉันขอเปลี่ยนเป็๲ขอในใจได้ไหม”

            “ท่านต้องใช้พรวันนี้เปลี่ยนมันขอรับ”

            “อ้าว ถ้าฉันขอให้ขอพรในใจได้ ก็เท่ากับวันนี้ฉันเสียพร ไปแล้วสิจะขอใหม่อีกไม่ได้”

            “ท่านเข้าใจถูกต้องแล้วขอรับ”

            อันผิงยกมือน้อยตีหน้าผากเบาๆ อะไรกันเนี๊ยอยากจะโทษฟ้าโทษดินในการย้อนอดีตมา แต่พอคิดอีกก็ไม่อยากโทษฟ้าโทษดินอย่างน้อยพวกท่านก็ยังให้ข้าขอพรได้วันละ 1 ข้อ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

            “แล้วถ้าวันนี้ ฉันไม่ได้ขอ พรจะทบไปให้ไหม”

            “ไม่ได้ขอรับ ถ้าวันนี้ท่านไม่ขออะไร ก็จะเสียสิทธิ์วันพรุ่งนี้ท่านก็ยังได้พรแค่ 1 ข้อ ขอรับ”

            อันผิงถอนหายใจ เอาว่ะ มาก็มาแล้ว เรียกร้องอะไรมากไม่ได้ด้วยสิเท่านี้ก็ถือว่าฟ้าปราณีกันมากแล้ว

            “ฉันขอให้ ฉันสามารถขอพรโดยการนึกในใจได้เมื่อจะขออะไรขอขึ้นต้นคำว่าฉันขอไอเท็มตามด้วยสิ่งที่อยากได้”

            ทำไมต้องมีคำว่าไอเท็มนำหน้านะเหรอ ก็เพราะว่าในหัวคนเรามันคิดได้ไปเรื่อยเปื่อยไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่มีคำจำกัดความเอาไว้เริ่มต้น ที่ไม่ได้พูด หรือคิดบ่อยๆ มันย่อมต้องดีกว่าจากนั้นก็รอลุ้นว่าระบบจะบอกว่าอย่างไร

            “ท่านได้ตามที่ปรารถนาขอรับ” ทันทีที่ระบบพูดจบ เหมือนในหัวปรากฏแสงสว่างวาบเข้ามาในหัวและหายไป

            “แสงสีขาวคืออะไร”

            “คือการแสดงว่าขอพรสำเร็จขอรับ”

            อันผิงเลยเผลอพยักหน้าเข้าใจจากนั้นพอมีสติอีกทีก็นึกเสียดายเ๱ื่๵๹ขอพรขึ้นมาเอานะวันพรุ่งนี้ก็ยังมีให้ขอได้อีก จากนั้นเพราะความเงียบ จึงเอ่ยถามระบบขึ้นมา

            “เ๽้ามีชื่อไหมระบบ”

            เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ อันผิงจึงตกอยู่ในความระแวงพร้อมกับคิดในใจว่า

            ‘ฉันขอไอเท็มขอให้มีมิติสามารถขยายขนาดตามที่๻้๵๹๠า๱เมื่อมีของเข้าไปเก็บและล้วงออกมาได้จากแขนเสื้อ เมื่ออยากได้สิ่งที่๻้๵๹๠า๱’

            “ขอได้วันละ 1 ข้อ ขอรับถ้าท่านยังผิดกฎ ท่านอาจจะถูกตัดสิทธิ์ของวันพรุ่งนี้นะขอรับ” ระบบตอบออกมา แต่ไม่ตอบที่ถามชื่อ คิดในทางที่ดีอาจถูกตั้งโปรแกรมมาแบบนี้

            สรุปอันผิงได้ไอเท็มขอพรมา แต่ว่าใช้ได้วันล่ะครั้งจะขออะไรก็ต้องคิดดีๆ เลยนะนี่ ในหัวของอันผิงตอนนี้ด้วยความตื่นเต้นจึงคิดสาระตี่เกี่ยวกับพรที่จะขอ

            ถ้าจะขอให้ครอบครัวร่ำรวย เธอก็ไม่รู้ว่าระบบจะสร้างขึ้นมาทันทีหรือไม่ถ้าทำให้เจอของมีค่าแล้วเอาไปขาย ก็ยังดี กลัวว่ามันเสกเงินกองใหญ่ออกมาให้นี่แหละน่ากลัว ผู้คนต้องมองบ้านเธอเป็๞ปีศาจได้คนโบราณยิ่งมีความเชื่อแบบนี้อยู่ด้วย ไม่ดีแน่

            เฮ้อ คิดมากไปตอนนี้ ก็ปวดหัวเปล่าๆ ตอนนี้ร่างกายนี้จึงสำคัญ แต่ก็นอนอยู่บนที่นอนมาหลายปีไม่รู้ว่าร่างนี้ป่วยด้วยอะไรกัน เพราะค้นในความทรงจำแล้วก็ไม่ทราบว่าเป็๞โรคอะไรแต่ส่วนมากมักจับไข้ และเหนื่อยอ่อน แล้วตอนนี้เธอมาแทนที่แล้วจากหลายเ๹ื่๪๫ที่อ่าน ส่วนมากจะหายป่วยแล้ว เธอจึงพยายามเค้นความรู้สึกของร่างเดิมจากที่อ่านมามักจะเชื่อมถึงกันอยู่ ต่อให้เ๯้าของร่างจากไปแต่ความทรงจำนั้นยังอยู่

            และก็เหมือนจะรู้สึกว่าเธอไม่รู้สึกมีอาการอย่างที่เ๯้าของร่างเดิมควรจะมีตอนป่วยเธอเลยสรุปเอาเองว่าหายแล้ว เพราะตอนที่พูดคุยกระซิบกับระบบ ก็พูดไปเยอะแล้วแต่ก็ไม่ได้เหนื่อยหอบอย่างที่ควรจะเป็๞ หรือว่าเธอตื่นเต้นก็ไม่รู้แต่ก็อยากถามระบบเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

            ‘ระบบ ร่างกายนี้หายป่วยยัง’

            เงียบไม่เสียงตอบจากระบบ อันผิงถอนหายใจอีกรอบ ใจอยากจะด่าระบบช่างทำหน้าที่ได้เคร่งครัดเสียจริง แต่ยั้งความคิดไว้ ไม่ๆ ดี ได้แค่ขอพรก็ดีมากแล้ว หากเราไปว่าเขา เขาเกิดยึดความสามารถนี้ไป นี่ซวยเลยนะด้วยความเงียบและความอ่อนเพลีย อันผิงจึงล้มตัวลงนอน และเผลอหลับไปในที่สุด