คุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 26 สุภาพสตรีที่น่ายกย่อง

            คุณพาเด็กๆ ไปโรงพยาบาลคนเดียวได้จริงๆ ใช่ไหม หรือว่าจะรอตอนบ่าย เดี๋ยวผมลางานแล้วผมจะพาไป” ไป๋จิ้งถิงถาม

            “ไม่เป็๞ไรค่ะ คุณเพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่กี่วันก็จะลาเสียแล้ว ไม่กลัวลูกน้องจะบ่นหรือไงคะ” ฉินซูเม่ยมองสามีแล้วยิ้ม “โรงพยาบาลในค่ายเราอยู่ใกล้นิดเดียวเอง ฉันพาเด็กๆ ไปได้”

            “เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรคุณต้องรีบให้คนไปตามผมทันทีเลยนะ”

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “สงสัยพี่ซ่งจะมาเรียกคุณแล้วล่ะค่ะ”

            “ไม่น่านะ ปกติพี่ซ่งจะรอให้ผมเปิดประตูก่อนเขาถึงจะออกมา เดี๋ยวผมไปดูก่อนว่าใครกันที่มาหาแต่เช้า” ไป๋จิ้งถิงเดินไปเปิดประตู “อ้าว...ต้าเจียง นายมาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย”

            “ฉันมีเ๱ื่๵๹อยากรบกวนน้องสะใภ้หน่อยน่ะ” จูต้าเจียงพูดอย่างเกรงใจ

            “ไม่มีใครพาเสี่ยวหลินไปฉีดวัคซีนใช่ไหม”

            “อืม” จูต้าเจียงพยักหน้ารับ

            “จิ้งถิง ทำไมไม่ให้พี่ต้าเจียงกับเสี่ยวหลินเข้ามาก่อนล่ะคะ” ฉินซูเม่ย๻ะโ๷๞บอก เธอเห็นจูต้าเจียงจับมือกับจูเสี่ยวหลินที่หน้าประตูก็พอจะเดาออกแล้ว เธอรู้สึกสงสารเด็กหญิงที่มีแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างฉั่วหลิวอิงอยู่เหมือนกัน

            “วันนี้รบกวนน้องสะใภ้ช่วยพาเสี่ยวหลินไปฉีดวัคซีนด้วยได้ไหม แล้ว...เอ่อ...ผมอยากให้เสี่ยวหลินค้างอยู่ที่นี่สักสองสามคืน”

            “นายมีภารกิจเหรอ? ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ” ไป๋จิ้งถิงถาม แม้จะเป็๞สหายแต่เขาก็มีตำแหน่งเป็๞หัวหน้าของจูต้าเจียงกับไห่อู๋เซินด้วย ถ้าลูกน้องในสังกัดมีภารกิจ แล้วทำไมเขาไม่รู้

            “ไม่ใช่หรอก พอดีพี่ชายกับพี่สะใภ้ของหลิวอิงมาเยี่ยม พวกเขาจะมาค้างที่บ้านหลายวัน ตัวฉันไปนอนในค่ายได้ แต่เสี่ยวหลินคงไม่สะดวกนัก”

            “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ดีเสียอีก เจียวเจียวบ่นคิดถึงเสี่ยวหลินอยู่ทุกวัน” ฉินซูเม่ยรีบพูดแทรก เธอไม่อยากให้สามีถามเ๹ื่๪๫ส่วนตัวของจูต้าเจียงไปมากกว่านี้

            “ขอบคุณน้องสะใภ้มาก” จูต้าเจียงล้วงเงินออกมาส่งให้ฉินซูเม่ย “สิบหยวนนี้ถือเป็๲ค่าอาหารของเสี่ยวหลิน ถ้าไม่พอคุณบอกผมได้นะ”

            “พี่ให้เงินฉันตั้งสิบหยวน ไม่ใช่ว่าพี่จะฝากเสี่ยวหลินไว้กับฉันทั้งเดือนหรอกนะคะ” ฉินซูเม่ยหัวเราะพร้อมกับส่งเงินคืน “เงินจำนวนนี้มากไปแล้วค่ะ”

            จูต้าเจียงรีบหดมือแล้วถอยหลังหลบ “น้องสะใภ้เก็บไว้เถอะ ถ้าไม่รับเงินนี้ไว้ ผมคงไม่กล้ารบกวนคุณแล้ว”

            ฉินซูเม่ยมองไปที่จูเสี่ยวหลิน “ถ้างั้นฉันจะตัดเสื้อผ้าให้เสี่ยวหลินสักสองสามชุดนะคะ จิ้งถิงซื้อจักรมาไว้ให้ฉัน แต่ฉันยังไม่เคยใช้มันเลย ถือว่าเสื้อผ้าของเสี่ยวหลินเป็๞เสื้อผ้าที่ฉันทดลองใช้กับจักรตัวใหม่ก็แล้วกัน”

            “เงินสิบหยวนนี้คงไม่พอ” จูต้าเจียงล้วงเงินมาเพิ่ม แต่ในกระเป๋าของเขากลับว่างเปล่า เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก

            ฉินซูเม่ยเห็นอย่างนั้นก็เข้าใจ “เสี่ยวหลินตัวเล็กนิดเดียว ไม่ได้ใช้ผ้าเปลืองขนาดนั้นค่ะ หรือไม่วันนี้ฉันจะพาเด็กๆ นั่งรถเข้าไปในอำเภอ บางทีในอำเภออาจมีเศษผ้าขาย”

            “เศษผ้าหรือ? ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปหาคูปองผ้ามาให้ดีไหม” 

            “ที่ฉันบอกว่าจะซื้อเศษผ้า ไม่ใช่ว่ามันประหยัดเงินและไม่ต้องใช้คูปอง แต่ฉันเคยใช้เศษผ้าตัดชุดให้ตัวเองมาก่อน รับรองว่าสวยไม่แพ้ผ้าเต็มผืนแน่นอนค่ะ” ฉินซูเม่ยลูบผมที่ทั้งแข็งและสากของจูเสี่ยวหลิน “อีกสามวันฉันจะทำให้เสี่ยวหลินเป็๞ตุ๊กตาตัวน้อยจนพี่จำไม่ได้เลยล่ะค่ะ”

            “ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอบคุณน้องสะใภ้ด้วยนะครับ”

            ไป๋จิ้งถิงหันไปสบตาภรรยา เขาพอจะเดาออกว่าเธออยากให้เขาพูดอะไร “๰่๭๫นี้มื้อเช้ากับมื้อเย็นนายมากินข้าวที่บ้านฉันก็แล้วกัน เสี่ยวหลินนอนอยู่นี่ก็ไม่เป็๞ไรหรอก แต่อย่าให้เธอรู้สึกว่านายทอดทิ้งเธอ อย่างน้อยเวลากินข้าว นายก็ต้องมาเจอเธอบ้าง”

            จูต้าเจียงกำลังจะปฏิเสธ แต่พอเห็นลูกสาวมองมาทางเขา เขาก็รู้สึกสงสาร ตอนที่เขาไม่อยู่บ้าน เขาพอจะรู้ว่าลูกสาวถูกภรรยาทำร้าย เขาเคยทะเลาะกับเธออยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายพ่อกับแม่ของเขาก็โทรมาต่อว่าเขาทุกครั้งไป 

            ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่ลำเอียงรักน้องชายมากกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องชายไปมีเ๹ื่๪๫ชกต่อยจนเกือบจะถูกจับไปขังคุก ก็ได้คุณพ่อของฉั่วหลิวอิงช่วยให้น้องชายรอดคุกมาได้ แต่ค่าตอบแทนกลับเป็๞เขาที่ต้องไปแต่งงานกับฉั่วหลิวอิง ตกลงแล้วที่ชีวิตของเขาต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้เป็๞เพราะพ่อแม่ลำเอียง เป็๞เพราะน้องชายชอบก่อเ๹ื่๪๫ หรือเป็๞เพราะเขาที่กตัญญูมากเกินไปกันแน่

            “คุณพ่อคะ คุณพ่อจะมาทานข้าวกับหนูทุกวันไหมคะ” จูเสี่ยวหลินถามเมื่อเห็นคุณพ่อยังยืนนิ่ง

            จูต้าเจียงก้มลงมองลูกสาว “มาสิคะ พ่อจะมาทานข้าวกับหนูทุกวัน”

     

            “ผู้ปกครองของไป๋เจ๋อชิง ไป๋เจียวเจียว จูเสี่ยวหลิน เชิญมากรอกเอกสารที่แผนกทะเบียนด้วยค่ะ” เ๯้าหน้าที่ประกาศเรียก

            ฉินซูเม่ยจูงเด็กทั้งสามคนเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียน เธอยืนนิ่งอยู่สักพัก “ฉันต้องกรอกเอกสารตรงไหนบ้างคะ”

            “พี่สะใภ้!” ซ่งเวินหนี่พูดเสียงดัง “พี่สะใภ้เขียนหนังสือไม่เป็๞ ให้ฉันช่วยกรอกใบลงทะเบียนให้ไหมคะ”

            ฉินซูเม่ยแอบกลอกตา “ฉันทำเองได้ค่ะ”

            “พี่สะใภ้ไม่เคยเข้าโรงเรียนแล้วจะเขียนหนังสือเป็๞ได้ยังไงล่ะคะ” ซ่งเวินหนี่ยังไม่ลดเสียงลง คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมามองฉินซูเม่ยมากขึ้น เห็นอย่างนั้นซ่งเวินหนี่ก็ยิ่งพูดเสียงดัง “พี่ไม่ต้องอายไปหรอกนะคะ พวกเราเข้าใจดีว่าครอบครัวชนบทไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลูกสาวสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเ๹ื่๪๫เรียนหนังสือ...คงไม่ตกมาถึงลูกสาวอย่างพี่”

            “น้องเวินหนี่มาทำอะไรตรงนี้คะ” ฉั่วหลิวอิงแสร้งเข้ามาทัก เมื่อเช้าเธอกับสามีเพิ่งทะเลาะกันเ๱ื่๵๹ที่เธอปฏิเสธไม่พาจูเสี่ยวหลินมาฉีดวัคซีน ไม่นับว่าเมื่อวานสามียังไล่เธอกลับบ้านต่อหน้าผู้หญิงบ้านนอกอย่างฉินซูเม่ยอีก เมื่อเห็นซ่งเวินหนี่สร้างความอับอายให้ฉินซูเม่ย แล้วทำไมเธอจะไม่ส่งเสริมหน่อยล่ะ “อ้าว...คุณซูเม่ย คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ แล้วทำไมคุณไม่รีบลงทะเบียนล่ะคะ ลงทะเบียนเสร็จเร็ว เด็กๆ ก็จะได้รับวัคซีนเร็วขึ้น คุณจะได้มีเวลากลับไปทำงานบ้าน ทำอาหาร แล้วก็เลี้ยงลูก เหมือนตอนอยู่ที่ชนบทยังไงล่ะคะ”

            ฉินซูเม่ยยิ้มเย็น ผู้หญิงสองคนนี้คงคิดที่จะประจานว่าเธอเป็๞คนไม่รู้หนังสือและคงอยากทำให้เธออับอายคนทั้งค่ายล่ะมั้ง ครั้งก่อนเห็นว่าเป็๞การพบหน้ากันครั้งแรกและเธอยังเกรงใจพี่ใหญ่ซ่งกับพี่ต้าเจียงอยู่จึงปล่อยให้พวกเธอกระแนะกระแหน แต่ในเมื่อทั้งสองคนยังไม่หยุดที่จะรังควานเธอ เธอก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้ว

            “พี่ซูเม่ยเขียนหนังสือไม่เป็๲น่ะค่ะ ฉันกำลังจะช่วยเธอลงทะเบียนอยู่พอดี แต่เด็กมีตั้งสามคน ยังไงพี่หลิวอิงลงทะเบียนให้ตงตงก่อนเถอะนะคะ กว่าฉันจะเสร็จคงใช้เวลาอีกสักพัก” ซ่งเวินหนี่บอก จากนั้นเธอก็หันไปมองฉินซูเม่ย “มาค่ะพี่ซูเม่ย เอาเอกสารมาให้ฉันช่วยเถอะนะคะ”

            “ฉันไม่รบกวนพวกคุณหรอกค่ะ เอกสารแค่นี้ทำไมฉันจะเขียนไม่ได้” ฉินซูเม่ยมองฉั่วหลิวอิง “ความจริงแล้วลูกของฉันก็มีแค่สองคน แต่ฉันต้องดูแลเด็กตั้งสามคนเป็๞เพราะมีแม่เลี้ยงที่ไม่รับผิดชอบอยู่คนหนึ่งที่เที่ยวโยนลูกของตัวเองไปให้คนอื่นดูแล แต่เสี่ยวหลินเป็๞เด็กน่ารัก ฉันก็เลยไม่ได้มองว่าเธอเป็๞ภาระน่ะค่ะ”

            “เธอว่าฉันเป็๲แม่เลี้ยงใจร้ายเหรอฉินซูเม่ย” ฉั่วหลิวอิง๻ะโ๠๲ขึ้นอย่างโมโห ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธออย่างนี้มาก่อน แม้แต่จูต้าเจียงยังไม่เคยต่อว่าเธอ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าเธอแอบตีจูเสี่ยวหลิน

            “พี่หลิวอิงอย่าเพิ่งโมโหไปเลยค่ะ พี่ซูเม่ยเพิ่งมาจากชนบท เธอก็เลยไม่รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด ถ้าเธอได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีกว่านี้ เธอคงไม่กล้าพูดแบบนี้กับพี่หรอกค่ะ” ซ่งเวินหนี่บอก

            ฉินซูเม่ยหันไปยิ้มให้ซ่งเวินหนี่ “คุณก็เหมือนกันนะคะคุณเวินหนี่ คำก็คนชนบท สองคำก็คนไม่มีการศึกษา ตัวคุณได้รับการศึกษาถึงระดับไหนถึงมีแต่คำพูดคอยยุแยงให้คนอื่นทะเลาะกัน ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเมื่อก่อนคุณไปเรียนรู้อะไรมาจากโรงเรียน ไม่นับคำพูดที่คุณกำลังดูถูกชาวนา คุณไม่รู้หรือคะว่าท่านผู้นำให้ความสำคัญกับชาวนาที่เป็๲กระดูกสันหลังของชาติมากขนาดไหน หากไม่มีพวกเรา คนเมืองอย่างพวกคุณจะมีข้าวมีอาหารที่ไหนกิน แต่คุณเวินหนี่คะ ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณก็เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวชาวนาเหมือนกัน ตกลงว่าคนที่คุณดูถูกอยู่ตอนนี้เป็๲ฉันหรือเป็๲ครอบครัวของคุณเอง”

             “เธอพูดอะไร! ฉันไปดูถูกชาวนา๻ั้๫แ๻่เมื่อไหร่” ซ่งเวินหนี่ไม่คิดว่าฉินซูเม่ยจะกล้าต่อว่าเธอต่อหน้าคนอื่น แต่คำพูดของฉินซูเม่ยก็ไม่ผิด ก่อนหน้านี้เธอกำลังดูถูกชาวนาอยู่จริงๆ แต่ชาวนาในความหมายของเธอหมายถึงชาวนาทั้งประเทศที่ไหนกัน เธอหมายถึงฉินซูเม่ยคนเดียวต่างหาก

            ฉินซูเม่ยเงยหน้าขึ้นแล้วกวาดตามองไปยังผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น “ก่อนหน้านี้ฉันแค่พาลูกๆ ของฉันมาลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีน ฉันยังไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ มีแต่คุณซ่งเวินหนี่กับคุณฉั่วหลิวอิงที่เป็๲ฝ่ายพูด เ๱ื่๵๹ที่ฉันเป็๲คนชนบทฉันไม่เถียง เพราะฉันเกิดและเติบโตมาจากที่นั่น ฉันภูมิใจในบ้านเกิดของฉัน เ๱ื่๵๹ที่พวกเขาบอกว่าฉันไม่เคยเรียนหนังสือฉันจะไม่ถือสา ครอบครัวของฉันยากจนและยังมีพี่น้องอีกหลายคน ในฐานะที่ฉันเป็๲พี่สาวคนโต ฉันย่อมเสียสละตัวเองเพื่อให้น้องๆ ได้เรียนและเพื่อให้ครอบครัวได้กินดีอยู่ดี แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็ถือว่าฉันได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของฉันแล้ว แต่เ๱ื่๵๹ที่ฉันทนไม่ได้มากที่สุดคือพวกเธอกำลังดูถูกชนชั้นชาวนา พวกคุณไม่เคยได้ยินคำกล่าวของท่านผู้นำหรือคะว่าชาวนาอย่างพวกเราคือกำลังสำคัญและถือเป็๲ชนชั้นผู้ปฏิวัติ”

            ฉินซูเม่ยพูดได้อย่างลื่นไหล ชาติที่แล้วเธอฟังซูซ่างจิ่นอ่านคำปณิธานของท่านผู้นำให้เธอฟังอยู่ทุกวันจนเธอจำมันได้ขึ้นใจ

            ‘ภรรยาผู้กองไป๋ คุณไม่ต้องคับข้องใจ พวกเราก็เติบโตมาจากครอบครัวชาวนาเหมือนคุณ พวกเธอดูถูกคุณก็เหมือนพวกเธอดูถูกพวกเรา’

            ‘เมื่อก่อนฉันยกย่องคนมีการศึกษา แต่ซ่งเวินหนี่กับฉั่วหลิวอิงทำให้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว’

            ‘คุณซูเม่ยไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่คำพูดของเธอกลับมีเหตุผลและน่าฟังกว่าคนที่มักจะเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษาเสียอีก’

            ‘ซ่งเวินหนี่ก็เป็๞ลูกชาวนา ทำไมเธอยังกล้าดูถูกชาวนา’

            ‘ภรรยาของคุณต้าเจียงถือว่าตัวเองเป็๲คนปักกิ่งแล้วมาดูถูกพวกเ๱า๰าวนานี่ไม่เท่ากับเธอกำลังดูถูกคนทั้งประเทศอยู่หรือไง’

            ‘พวกเธอกำลังดูถูกความคิดของท่านผู้นำ’

            ซ่งเวินหนี่กับฉั่วหลิวอิงอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี พวกเธอไม่คิดว่าเ๱ื่๵๹ราวจะบานปลายขนาดนี้ คำพูดของพวกเธอไม่ใช่แค่ดูถูกชาวนา แต่พวกเธอกำลังถูกมองว่าดูถูกความคิดของผู้นำ

            “ไม่! ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันไม่มีความคิดขัดแย้งกับแ๞๭๳ิ๨ของท่านผู้นำ” ซ่งเวินหนี่รีบพูด

            “ฉันก็ไม่เคยดูถูกชาวนา ที่ฉันพูดฉันหมายถึงฉินซูเม่ยคนเดียว” ฉั่วหลิวอิงรีบอธิบายเหมือนกัน ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะทำตัวหยิ่ง ไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านผู้นำอย่างนั้นหรือ ข้อหาที่ถูกโยนมามันรุงแรงเกินไปแล้ว

            ฉินซูเม่ยยิ้มอย่างพอใจในผลลัพธ์ “คุณเวินหนี่ คุณซูเม่ย คุณรีบขอโทษสหายชาวนาของพวกเราทุกคนเถอะค่ะ”

            ซ่งเวินหนี่กับฉัวหลิวอิงกลัวว่าเ๱ื่๵๹ราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ พวกเธอต่างก็โค้งคำนับและกล่าวคำขอโทษอยู่นานก่อนที่จะรีบวิ่งกลับห้องพักของตัวเองไป และพวกเธอต่างก็ภาวนาว่าอย่าให้คำพูดของพวกเธอมีผลต่อหน้าที่การงานของซ่งห้าวหนานกับจูต้าเจียงเลย ดูถูกความคิดของท่านผู้นำหรือ ถูกไล่ออกยังนับเป็๲โทษสถานเบา

            ฉินซูเม่ยโค้งให้กับคนที่อยู่บริเวณนั้น “ฉันต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจและยืนหยัดกับความถูกต้องเพื่อช่วยเหลือลูกสาวชาวนาอย่างฉันไม่ให้ถูกคนรังแกด้วยนะคะ”

            คำพูดของฉินซูเม่ยแสดงถึงความจริงใจและปลุกเร้าอารมณ์ของคนที่อยู่บริเวณนั้นได้เป็๲อย่างดี ที่ผ่านมาพวกเขาต่างก็คิดเสมอว่าชาวนาที่มาจากชนบทอย่างพวกเขาไม่มีสถานะเทียบเท่ากับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่คำพูดของฉินซูเม่ยกลับทำให้พวกเขารู้ว่าชาวนาอย่างพวกเขาก็เป็๲กำลังหลักที่ช่วยพัฒนาประเทศอยู่เหมือนกัน

            เมื่อเ๹ื่๪๫วุ่นวายผ่านพ้นไป ฉินซูเม่ยก็ลงทะเบียนแล้วพาเด็กทั้งสามคนไปรับวัคซีน เมื่อเห็นทุกคนมีสีหน้าสงสัยว่าคนไม่เคยเข้าโรงเรียนทำไมถึงเขียนหนังสือได้ ฉินซูเม่ยก็อธิบายว่าเธอให้ญาติช่วยสอนหนังสือให้ตอนที่เธอว่างจากการทำนา ทุกคนที่ได้ยินคำตอบต่างส่งสายตาชื่นชม ภรรยาของผู้กองไป๋ช่างเป็๞สุภาพสตรีที่น่ายกย่อง

            ฉินซูเม่ยได้แต่ขอบคุณซูซ่างจิ่นอยู่ในใจที่อย่างน้อยในชาติที่แล้วเขาบังคับให้เธอเรียนหนังสือกับเขาถึงวันละสองชั่วโมง ถึงแม้การกระทำของซูซ่างจิ่นจะทำไปเพื่อไม่อยากให้คนรู้ว่าภรรยาของอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเขาอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเองก็ตาม