คุณพาเด็กๆ ไปโรงพยาบาลคนเดียวได้จริงๆ ใช่ไหม หรือว่าจะรอตอนบ่าย เดี๋ยวผมลางานแล้วผมจะพาไป” ไป๋จิ้งถิงถาม
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณเพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่กี่วันก็จะลาเสียแล้ว ไม่กลัวลูกน้องจะบ่นหรือไงคะ” ฉินซูเม่ยมองสามีแล้วยิ้ม “โรงพยาบาลในค่ายเราอยู่ใกล้นิดเดียวเอง ฉันพาเด็กๆ ไปได้”
“เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรคุณต้องรีบให้คนไปตามผมทันทีเลยนะ”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“สงสัยพี่ซ่งจะมาเรียกคุณแล้วล่ะค่ะ”
“ไม่น่านะ ปกติพี่ซ่งจะรอให้ผมเปิดประตูก่อนเขาถึงจะออกมา เดี๋ยวผมไปดูก่อนว่าใครกันที่มาหาแต่เช้า” ไป๋จิ้งถิงเดินไปเปิดประตู “อ้าว...ต้าเจียง นายมาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย”
“ฉันมีเื่อยากรบกวนน้องสะใภ้หน่อยน่ะ” จูต้าเจียงพูดอย่างเกรงใจ
“ไม่มีใครพาเสี่ยวหลินไปฉีดวัคซีนใช่ไหม”
“อืม” จูต้าเจียงพยักหน้ารับ
“จิ้งถิง ทำไมไม่ให้พี่ต้าเจียงกับเสี่ยวหลินเข้ามาก่อนล่ะคะ” ฉินซูเม่ยะโบอก เธอเห็นจูต้าเจียงจับมือกับจูเสี่ยวหลินที่หน้าประตูก็พอจะเดาออกแล้ว เธอรู้สึกสงสารเด็กหญิงที่มีแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างฉั่วหลิวอิงอยู่เหมือนกัน
“วันนี้รบกวนน้องสะใภ้ช่วยพาเสี่ยวหลินไปฉีดวัคซีนด้วยได้ไหม แล้ว...เอ่อ...ผมอยากให้เสี่ยวหลินค้างอยู่ที่นี่สักสองสามคืน”
“นายมีภารกิจเหรอ? ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ” ไป๋จิ้งถิงถาม แม้จะเป็สหายแต่เขาก็มีตำแหน่งเป็หัวหน้าของจูต้าเจียงกับไห่อู๋เซินด้วย ถ้าลูกน้องในสังกัดมีภารกิจ แล้วทำไมเขาไม่รู้
“ไม่ใช่หรอก พอดีพี่ชายกับพี่สะใภ้ของหลิวอิงมาเยี่ยม พวกเขาจะมาค้างที่บ้านหลายวัน ตัวฉันไปนอนในค่ายได้ แต่เสี่ยวหลินคงไม่สะดวกนัก”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ดีเสียอีก เจียวเจียวบ่นคิดถึงเสี่ยวหลินอยู่ทุกวัน” ฉินซูเม่ยรีบพูดแทรก เธอไม่อยากให้สามีถามเื่ส่วนตัวของจูต้าเจียงไปมากกว่านี้
“ขอบคุณน้องสะใภ้มาก” จูต้าเจียงล้วงเงินออกมาส่งให้ฉินซูเม่ย “สิบหยวนนี้ถือเป็ค่าอาหารของเสี่ยวหลิน ถ้าไม่พอคุณบอกผมได้นะ”
“พี่ให้เงินฉันตั้งสิบหยวน ไม่ใช่ว่าพี่จะฝากเสี่ยวหลินไว้กับฉันทั้งเดือนหรอกนะคะ” ฉินซูเม่ยหัวเราะพร้อมกับส่งเงินคืน “เงินจำนวนนี้มากไปแล้วค่ะ”
จูต้าเจียงรีบหดมือแล้วถอยหลังหลบ “น้องสะใภ้เก็บไว้เถอะ ถ้าไม่รับเงินนี้ไว้ ผมคงไม่กล้ารบกวนคุณแล้ว”
ฉินซูเม่ยมองไปที่จูเสี่ยวหลิน “ถ้างั้นฉันจะตัดเสื้อผ้าให้เสี่ยวหลินสักสองสามชุดนะคะ จิ้งถิงซื้อจักรมาไว้ให้ฉัน แต่ฉันยังไม่เคยใช้มันเลย ถือว่าเสื้อผ้าของเสี่ยวหลินเป็เสื้อผ้าที่ฉันทดลองใช้กับจักรตัวใหม่ก็แล้วกัน”
“เงินสิบหยวนนี้คงไม่พอ” จูต้าเจียงล้วงเงินมาเพิ่ม แต่ในกระเป๋าของเขากลับว่างเปล่า เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก
ฉินซูเม่ยเห็นอย่างนั้นก็เข้าใจ “เสี่ยวหลินตัวเล็กนิดเดียว ไม่ได้ใช้ผ้าเปลืองขนาดนั้นค่ะ หรือไม่วันนี้ฉันจะพาเด็กๆ นั่งรถเข้าไปในอำเภอ บางทีในอำเภออาจมีเศษผ้าขาย”
“เศษผ้าหรือ? ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปหาคูปองผ้ามาให้ดีไหม”
“ที่ฉันบอกว่าจะซื้อเศษผ้า ไม่ใช่ว่ามันประหยัดเงินและไม่ต้องใช้คูปอง แต่ฉันเคยใช้เศษผ้าตัดชุดให้ตัวเองมาก่อน รับรองว่าสวยไม่แพ้ผ้าเต็มผืนแน่นอนค่ะ” ฉินซูเม่ยลูบผมที่ทั้งแข็งและสากของจูเสี่ยวหลิน “อีกสามวันฉันจะทำให้เสี่ยวหลินเป็ตุ๊กตาตัวน้อยจนพี่จำไม่ได้เลยล่ะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอบคุณน้องสะใภ้ด้วยนะครับ”
ไป๋จิ้งถิงหันไปสบตาภรรยา เขาพอจะเดาออกว่าเธออยากให้เขาพูดอะไร “่นี้มื้อเช้ากับมื้อเย็นนายมากินข้าวที่บ้านฉันก็แล้วกัน เสี่ยวหลินนอนอยู่นี่ก็ไม่เป็ไรหรอก แต่อย่าให้เธอรู้สึกว่านายทอดทิ้งเธอ อย่างน้อยเวลากินข้าว นายก็ต้องมาเจอเธอบ้าง”
จูต้าเจียงกำลังจะปฏิเสธ แต่พอเห็นลูกสาวมองมาทางเขา เขาก็รู้สึกสงสาร ตอนที่เขาไม่อยู่บ้าน เขาพอจะรู้ว่าลูกสาวถูกภรรยาทำร้าย เขาเคยทะเลาะกับเธออยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายพ่อกับแม่ของเขาก็โทรมาต่อว่าเขาทุกครั้งไป
ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่ลำเอียงรักน้องชายมากกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องชายไปมีเื่ชกต่อยจนเกือบจะถูกจับไปขังคุก ก็ได้คุณพ่อของฉั่วหลิวอิงช่วยให้น้องชายรอดคุกมาได้ แต่ค่าตอบแทนกลับเป็เขาที่ต้องไปแต่งงานกับฉั่วหลิวอิง ตกลงแล้วที่ชีวิตของเขาต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้เป็เพราะพ่อแม่ลำเอียง เป็เพราะน้องชายชอบก่อเื่ หรือเป็เพราะเขาที่กตัญญูมากเกินไปกันแน่
“คุณพ่อคะ คุณพ่อจะมาทานข้าวกับหนูทุกวันไหมคะ” จูเสี่ยวหลินถามเมื่อเห็นคุณพ่อยังยืนนิ่ง
จูต้าเจียงก้มลงมองลูกสาว “มาสิคะ พ่อจะมาทานข้าวกับหนูทุกวัน”
“ผู้ปกครองของไป๋เจ๋อชิง ไป๋เจียวเจียว จูเสี่ยวหลิน เชิญมากรอกเอกสารที่แผนกทะเบียนด้วยค่ะ” เ้าหน้าที่ประกาศเรียก
ฉินซูเม่ยจูงเด็กทั้งสามคนเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียน เธอยืนนิ่งอยู่สักพัก “ฉันต้องกรอกเอกสารตรงไหนบ้างคะ”
“พี่สะใภ้!” ซ่งเวินหนี่พูดเสียงดัง “พี่สะใภ้เขียนหนังสือไม่เป็ ให้ฉันช่วยกรอกใบลงทะเบียนให้ไหมคะ”
ฉินซูเม่ยแอบกลอกตา “ฉันทำเองได้ค่ะ”
“พี่สะใภ้ไม่เคยเข้าโรงเรียนแล้วจะเขียนหนังสือเป็ได้ยังไงล่ะคะ” ซ่งเวินหนี่ยังไม่ลดเสียงลง คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมามองฉินซูเม่ยมากขึ้น เห็นอย่างนั้นซ่งเวินหนี่ก็ยิ่งพูดเสียงดัง “พี่ไม่ต้องอายไปหรอกนะคะ พวกเราเข้าใจดีว่าครอบครัวชนบทไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลูกสาวสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเื่เรียนหนังสือ...คงไม่ตกมาถึงลูกสาวอย่างพี่”
“น้องเวินหนี่มาทำอะไรตรงนี้คะ” ฉั่วหลิวอิงแสร้งเข้ามาทัก เมื่อเช้าเธอกับสามีเพิ่งทะเลาะกันเื่ที่เธอปฏิเสธไม่พาจูเสี่ยวหลินมาฉีดวัคซีน ไม่นับว่าเมื่อวานสามียังไล่เธอกลับบ้านต่อหน้าผู้หญิงบ้านนอกอย่างฉินซูเม่ยอีก เมื่อเห็นซ่งเวินหนี่สร้างความอับอายให้ฉินซูเม่ย แล้วทำไมเธอจะไม่ส่งเสริมหน่อยล่ะ “อ้าว...คุณซูเม่ย คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ แล้วทำไมคุณไม่รีบลงทะเบียนล่ะคะ ลงทะเบียนเสร็จเร็ว เด็กๆ ก็จะได้รับวัคซีนเร็วขึ้น คุณจะได้มีเวลากลับไปทำงานบ้าน ทำอาหาร แล้วก็เลี้ยงลูก เหมือนตอนอยู่ที่ชนบทยังไงล่ะคะ”
ฉินซูเม่ยยิ้มเย็น ผู้หญิงสองคนนี้คงคิดที่จะประจานว่าเธอเป็คนไม่รู้หนังสือและคงอยากทำให้เธออับอายคนทั้งค่ายล่ะมั้ง ครั้งก่อนเห็นว่าเป็การพบหน้ากันครั้งแรกและเธอยังเกรงใจพี่ใหญ่ซ่งกับพี่ต้าเจียงอยู่จึงปล่อยให้พวกเธอกระแนะกระแหน แต่ในเมื่อทั้งสองคนยังไม่หยุดที่จะรังควานเธอ เธอก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้ว
“พี่ซูเม่ยเขียนหนังสือไม่เป็น่ะค่ะ ฉันกำลังจะช่วยเธอลงทะเบียนอยู่พอดี แต่เด็กมีตั้งสามคน ยังไงพี่หลิวอิงลงทะเบียนให้ตงตงก่อนเถอะนะคะ กว่าฉันจะเสร็จคงใช้เวลาอีกสักพัก” ซ่งเวินหนี่บอก จากนั้นเธอก็หันไปมองฉินซูเม่ย “มาค่ะพี่ซูเม่ย เอาเอกสารมาให้ฉันช่วยเถอะนะคะ”
“ฉันไม่รบกวนพวกคุณหรอกค่ะ เอกสารแค่นี้ทำไมฉันจะเขียนไม่ได้” ฉินซูเม่ยมองฉั่วหลิวอิง “ความจริงแล้วลูกของฉันก็มีแค่สองคน แต่ฉันต้องดูแลเด็กตั้งสามคนเป็เพราะมีแม่เลี้ยงที่ไม่รับผิดชอบอยู่คนหนึ่งที่เที่ยวโยนลูกของตัวเองไปให้คนอื่นดูแล แต่เสี่ยวหลินเป็เด็กน่ารัก ฉันก็เลยไม่ได้มองว่าเธอเป็ภาระน่ะค่ะ”
“เธอว่าฉันเป็แม่เลี้ยงใจร้ายเหรอฉินซูเม่ย” ฉั่วหลิวอิงะโขึ้นอย่างโมโห ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธออย่างนี้มาก่อน แม้แต่จูต้าเจียงยังไม่เคยต่อว่าเธอ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าเธอแอบตีจูเสี่ยวหลิน
“พี่หลิวอิงอย่าเพิ่งโมโหไปเลยค่ะ พี่ซูเม่ยเพิ่งมาจากชนบท เธอก็เลยไม่รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด ถ้าเธอได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีกว่านี้ เธอคงไม่กล้าพูดแบบนี้กับพี่หรอกค่ะ” ซ่งเวินหนี่บอก
ฉินซูเม่ยหันไปยิ้มให้ซ่งเวินหนี่ “คุณก็เหมือนกันนะคะคุณเวินหนี่ คำก็คนชนบท สองคำก็คนไม่มีการศึกษา ตัวคุณได้รับการศึกษาถึงระดับไหนถึงมีแต่คำพูดคอยยุแยงให้คนอื่นทะเลาะกัน ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเมื่อก่อนคุณไปเรียนรู้อะไรมาจากโรงเรียน ไม่นับคำพูดที่คุณกำลังดูถูกชาวนา คุณไม่รู้หรือคะว่าท่านผู้นำให้ความสำคัญกับชาวนาที่เป็กระดูกสันหลังของชาติมากขนาดไหน หากไม่มีพวกเรา คนเมืองอย่างพวกคุณจะมีข้าวมีอาหารที่ไหนกิน แต่คุณเวินหนี่คะ ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณก็เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวชาวนาเหมือนกัน ตกลงว่าคนที่คุณดูถูกอยู่ตอนนี้เป็ฉันหรือเป็ครอบครัวของคุณเอง”
“เธอพูดอะไร! ฉันไปดูถูกชาวนาั้แ่เมื่อไหร่” ซ่งเวินหนี่ไม่คิดว่าฉินซูเม่ยจะกล้าต่อว่าเธอต่อหน้าคนอื่น แต่คำพูดของฉินซูเม่ยก็ไม่ผิด ก่อนหน้านี้เธอกำลังดูถูกชาวนาอยู่จริงๆ แต่ชาวนาในความหมายของเธอหมายถึงชาวนาทั้งประเทศที่ไหนกัน เธอหมายถึงฉินซูเม่ยคนเดียวต่างหาก
ฉินซูเม่ยเงยหน้าขึ้นแล้วกวาดตามองไปยังผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น “ก่อนหน้านี้ฉันแค่พาลูกๆ ของฉันมาลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีน ฉันยังไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ มีแต่คุณซ่งเวินหนี่กับคุณฉั่วหลิวอิงที่เป็ฝ่ายพูด เื่ที่ฉันเป็คนชนบทฉันไม่เถียง เพราะฉันเกิดและเติบโตมาจากที่นั่น ฉันภูมิใจในบ้านเกิดของฉัน เื่ที่พวกเขาบอกว่าฉันไม่เคยเรียนหนังสือฉันจะไม่ถือสา ครอบครัวของฉันยากจนและยังมีพี่น้องอีกหลายคน ในฐานะที่ฉันเป็พี่สาวคนโต ฉันย่อมเสียสละตัวเองเพื่อให้น้องๆ ได้เรียนและเพื่อให้ครอบครัวได้กินดีอยู่ดี แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็ถือว่าฉันได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของฉันแล้ว แต่เื่ที่ฉันทนไม่ได้มากที่สุดคือพวกเธอกำลังดูถูกชนชั้นชาวนา พวกคุณไม่เคยได้ยินคำกล่าวของท่านผู้นำหรือคะว่าชาวนาอย่างพวกเราคือกำลังสำคัญและถือเป็ชนชั้นผู้ปฏิวัติ”
ฉินซูเม่ยพูดได้อย่างลื่นไหล ชาติที่แล้วเธอฟังซูซ่างจิ่นอ่านคำปณิธานของท่านผู้นำให้เธอฟังอยู่ทุกวันจนเธอจำมันได้ขึ้นใจ
‘ภรรยาผู้กองไป๋ คุณไม่ต้องคับข้องใจ พวกเราก็เติบโตมาจากครอบครัวชาวนาเหมือนคุณ พวกเธอดูถูกคุณก็เหมือนพวกเธอดูถูกพวกเรา’
‘เมื่อก่อนฉันยกย่องคนมีการศึกษา แต่ซ่งเวินหนี่กับฉั่วหลิวอิงทำให้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว’
‘คุณซูเม่ยไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่คำพูดของเธอกลับมีเหตุผลและน่าฟังกว่าคนที่มักจะเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษาเสียอีก’
‘ซ่งเวินหนี่ก็เป็ลูกชาวนา ทำไมเธอยังกล้าดูถูกชาวนา’
‘ภรรยาของคุณต้าเจียงถือว่าตัวเองเป็คนปักกิ่งแล้วมาดูถูกพวกเาาวนานี่ไม่เท่ากับเธอกำลังดูถูกคนทั้งประเทศอยู่หรือไง’
‘พวกเธอกำลังดูถูกความคิดของท่านผู้นำ’
ซ่งเวินหนี่กับฉั่วหลิวอิงอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี พวกเธอไม่คิดว่าเื่ราวจะบานปลายขนาดนี้ คำพูดของพวกเธอไม่ใช่แค่ดูถูกชาวนา แต่พวกเธอกำลังถูกมองว่าดูถูกความคิดของผู้นำ
“ไม่! ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันไม่มีความคิดขัดแย้งกับแิของท่านผู้นำ” ซ่งเวินหนี่รีบพูด
“ฉันก็ไม่เคยดูถูกชาวนา ที่ฉันพูดฉันหมายถึงฉินซูเม่ยคนเดียว” ฉั่วหลิวอิงรีบอธิบายเหมือนกัน ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะทำตัวหยิ่ง ไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านผู้นำอย่างนั้นหรือ ข้อหาที่ถูกโยนมามันรุงแรงเกินไปแล้ว
ฉินซูเม่ยยิ้มอย่างพอใจในผลลัพธ์ “คุณเวินหนี่ คุณซูเม่ย คุณรีบขอโทษสหายชาวนาของพวกเราทุกคนเถอะค่ะ”
ซ่งเวินหนี่กับฉัวหลิวอิงกลัวว่าเื่ราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ พวกเธอต่างก็โค้งคำนับและกล่าวคำขอโทษอยู่นานก่อนที่จะรีบวิ่งกลับห้องพักของตัวเองไป และพวกเธอต่างก็ภาวนาว่าอย่าให้คำพูดของพวกเธอมีผลต่อหน้าที่การงานของซ่งห้าวหนานกับจูต้าเจียงเลย ดูถูกความคิดของท่านผู้นำหรือ ถูกไล่ออกยังนับเป็โทษสถานเบา
ฉินซูเม่ยโค้งให้กับคนที่อยู่บริเวณนั้น “ฉันต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจและยืนหยัดกับความถูกต้องเพื่อช่วยเหลือลูกสาวชาวนาอย่างฉันไม่ให้ถูกคนรังแกด้วยนะคะ”
คำพูดของฉินซูเม่ยแสดงถึงความจริงใจและปลุกเร้าอารมณ์ของคนที่อยู่บริเวณนั้นได้เป็อย่างดี ที่ผ่านมาพวกเขาต่างก็คิดเสมอว่าชาวนาที่มาจากชนบทอย่างพวกเขาไม่มีสถานะเทียบเท่ากับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่คำพูดของฉินซูเม่ยกลับทำให้พวกเขารู้ว่าชาวนาอย่างพวกเขาก็เป็กำลังหลักที่ช่วยพัฒนาประเทศอยู่เหมือนกัน
เมื่อเื่วุ่นวายผ่านพ้นไป ฉินซูเม่ยก็ลงทะเบียนแล้วพาเด็กทั้งสามคนไปรับวัคซีน เมื่อเห็นทุกคนมีสีหน้าสงสัยว่าคนไม่เคยเข้าโรงเรียนทำไมถึงเขียนหนังสือได้ ฉินซูเม่ยก็อธิบายว่าเธอให้ญาติช่วยสอนหนังสือให้ตอนที่เธอว่างจากการทำนา ทุกคนที่ได้ยินคำตอบต่างส่งสายตาชื่นชม ภรรยาของผู้กองไป๋ช่างเป็สุภาพสตรีที่น่ายกย่อง
ฉินซูเม่ยได้แต่ขอบคุณซูซ่างจิ่นอยู่ในใจที่อย่างน้อยในชาติที่แล้วเขาบังคับให้เธอเรียนหนังสือกับเขาถึงวันละสองชั่วโมง ถึงแม้การกระทำของซูซ่างจิ่นจะทำไปเพื่อไม่อยากให้คนรู้ว่าภรรยาของอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเขาอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเองก็ตาม