บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 48 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 16

            ร่างเนื้อของอินเซก้าแตกกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง ครู่ต่อมาได้แปรเปลี่ยนเป็นอสูรตัวน้อยนับสามสิบชีวิต ร่างกายของมันผอมเพรียวและเล็กกระจ้อยร่อย กระนั้นกลับแฝงไปด้วยอันตรายอย่างน่าประหลาด

            พวกมันเริ่มต้นเคลื่อนไหว เรือนร่างหายไปในหนึ่งการกะพริบตา พวกมันไล่ฆ่าเหล่าพลธนู เคลื่อนกายไปด้านหลังพร้อมตวัดกรงเล็บเพื่อปลิดชีพ

            “รีบถอยออกมาซะ !!” กวีเร่งสั่งการเมื่อพลธนูของเขาฟื้นคืนกลับมา ทว่ากลับสายเกินไป พลันเหล่าพลธนูเริ่มเคลื่อนไหว บางสิ่งจะปรากฏกายขึ้นมาดักหน้าและปลิดชีพอย่างรวดเร็ว

            “ซุ่ม ซุ่ม ซุ่ม !!”

            เหล่าพลธนูเร่งยิงศรเพื่อสังหารศัตรู ทว่าพวกมันกลับมีความว่องไวประหนึ่งลิงวอก พลันลูกศรใกล้เข้าถึงตัว พวกมันจะเคลื่อนกายเพื่อหลบหลีกและจึงเข้าประชิดพลธนูได้ในทันที

            จำนวนของพวกมันเป็นปัญหาสำคัญ ผนวกเข้ากับความเร็วที่เพิ่มพูนทวี หากพวกมันจะเปรียบได้ดังกองทัพลมกรดก็มิได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด 

            เหล่าพลธนูเริ่มล้มตายและฟื้นคืนชีวิตกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า กระนั้นกลับมิอาจสังหารอินเซก้าน้อยได้แม้แต่ตัวเดียว พวกมันจู่โจมในรูปแบบกองโจร บางส่วนล่อหลอก บางส่วนเฝ้ามองเพื่อสังเกตการณ์ และเมื่อสบโอกาส บางส่วนจึงเข้าจู่โจมแบบฉาบฉวยจนอีกฝ่ายมิทันได้ตั้งตัว

            มานาของกวีลดน้อยลงไปทุกที เมื่อใดที่หน่วยซุ่มยิงเปิดเผยตัวจนถูกศัตรูเข้าประชิด พวกเขาย่อมเป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงเท่านั้น

            “กอลัม รีบตามไปสมทบจนกว่าพลธนูทั้งหมดจะล่าถอยกลับมาได้ !” กวีเร่งกล่าวเพื่อสั่งการ 

            เมื่อสิ้นเสียง กอลัมจึงเร่งฝีเท้าตรงไปข้างหน้า กระบองหนามในมือขวาฟาดฟันออกไปเพื่อบดขยี้ศัตรู ทว่าพวกมันกลับรวดเร็วจนเกินไป หลีกเลี่ยงกระบองหนามในทันใดราวกับกระต่ายกำลังวิ่งแข่งประชันกับเต่า 

            เหนือสิ่งอื่นใด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของกอลัมกลับแลดูเก้ๆ กังๆ ประหนึ่งทารกกำลังละเล่น เขามิอาจช่วยเหลือพลธนูได้ มิหนำซ้ำยังทำได้เพียงปัดป้องกรงเล็บของศัตรูจนไม่สามารถโจมตีโต้กลับไป

            .

            < แบบนี้แย่แน่ ถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง มานาของเราคงหมดก่อนแน่ >

            .

            กวีครุ่นคิด ยามนี้ฝ่ายตนกำลังตกเป็นรองอย่างแท้จริง ด้วยกำลังพลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน การจะพลิกสถานการณ์จากใต้เท้าเป็นฝ่ามือย่อมเป็นไปมิได้ 

            หากทุกสิ่งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เหล่าข้ารับใช้ของเขาจะสิ้นท่าไปเรื่อยๆ จนในท้ายที่สุดมานาของเขาจะหมดลงพร้อมเป็นการสิ้นสุดไพ่ตายที่เหลืออยู่ 

            พลังงานมานาประกอบไปด้วยพลังกายและพลังงานลึกลับ ย่อมเป็นที่รู้กันดี ว่าพลังกายเป็นพลังงานเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ หากมันหมดลง ย่อมหมายถึงสภาวะหมดสติอันสืบเนื่องมาจากภาวะขาดแคลนมานา หรือหากเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด ผู้ใช้คนดังกล่าวอาจสูญสิ้นชีวิตเหตุเพราะอาการหัวใจวายเฉียบพลัน 

            เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดสำหรับกวี หากเขามิอาจแก้สถานการณ์และยังปล่อยให้ข้ารับใช้ล้มตายอยู่เช่นนี้ สุดท้ายแล้วตัวเขาย่อมหมดสติและถูกปลิดชีวิตเป็นรายต่อไป ทว่าในขณะเดียวกัน ถ้าหากกวีตัดสินใจยกเลิกการอัญเชิญข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬ กลับมีความเป็นไปได้สูงที่ศัตรูบางส่วนจะเพ่งเล็งไปยังแมรี่และพวกพ้องในครู่ต่อมา 

            “แผล่ะ-”

            กอลัมทำได้สำเร็จ การตวัดกระบองหนามไปรอบกายสัมฤทธิผลอย่างงดงาม เขาสังหารศัตรูได้โดยบังเอิญ 

            “อย่างนี้นี่เอง เราเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว” กวีกล่าวพลางแสดงสีหน้าราวกับตนล่วงรู้ทุกสิ่ง ในการโจมตีเมื่อครู่ หนึ่งในอินเซก้าน้อยเพียงได้รับการโจมตีถากๆ กระนั้นกลับสิ้นลายตายสนิทด้วยหนึ่งกระบวนท่า

            นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล อาจจะเป็นเพราะพวกมันแบ่งตัวออกมาเป็นจำนวนมาก ความแข็งแกร่งทางกายภาพจึงลดน้อยลงขนาดร่างกาย แต่ในทางกลับกัน เพราะรูปร่างสรีระที่ลดลง กลับเพิ่มทวีความเร็วและจำนวนส่งผลให้พวกมันแข็งแกร่งในเส้นทางที่ต่างจากเดิม 

            ทางด้านของแมรี่และคนอื่นๆ 

            “พวกเราควรไปช่วยไหมคะ ?” เรเชลเร่งเอ่ยถาม ในสายตาของเธอ สภาพการณ์ของกวีช่างแลดูไม่สู้ดีนัก

            “ชั้นเห็นด้วย เรารีบไปกันเถอะ” แมรี่เปล่งวาจาเพื่อโต้ตอบในเร็วพลัน ทั้งสองตระเตรียมร่างกายเพื่อวิ่งไปข้างหน้า กระนั้นแล้ว นอกเหนือไปจากพวกเธอที่เห็นพ้องต้องกัน ตัวกามูกลับมีท่าทีที่ผิดแปลกไปจากปกติ เขาเพ่งสายตาเพื่อสังเกตการณ์ด้วยสีหน้าจริงจังถมึงทึง ครู่ต่อมาริมฝีปากจึงสั่นเทาและกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำเพียงสองพยางค์

            “ยังก่อน”

            ตัดกลับมายังอีกฟากฝั่ง กวีกำลังจะสิ้นท่าในอีกไม่ช้า เหล่าพลธนูรวมไปถึงกอลัมมิอาจต้านทานความเร็วและจำนวนที่มากล้นยิ่งกว่าของศัตรู 

            สายตาของกวีค่อย ๆ พร่ามัว พลังมานาลดลงจากสิบส่วนเหลือเพียงสาม และอีกไม่นานคงเหือดแห้งจนกระทั่งไม่เหลือแม้เพียงส่วนเดียว 

            “คิดสิวะ อะไรสักอย่างที่พอทำได้” กวีเร่งกล่าว เซลล์สมองทุกเซลล์เร่งกระบวนการทำงานอย่างพร้อมเพรียง และในทันใดนั้นเอง หนึ่งความคิดได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลันส่งผลให้เขาจึงเริ่มเปล่งเสียงกล่าวพร้อมได้ใจความว่า

            “จริงสิ ทำไมเราถึงลืมไปเสียสนิทกันล่ะ ว่าเจ้าบารากะ..”

            ‘มันเป็นนักดาบนี่หว่า’

            พลันถ้อยคำสิ้นสุดลง กวีจึงเร่งโยนดาบในมือขวาขึ้นสู่เบื้องบน ร่วงหล่นลงมาใกล้เคียงกับบริเวณที่กอลัมกำลังเผชิญหน้ากับศัตรู 

            กอลัมทิ้งกระบองหนามอย่างไม่ไยดี มือขวาได้คว้าเอาดาบงูพิษทมิฬเกลด้ามาอยู่ในมือ 

            พลันได้รับอาวุธที่เหมาะสม จิตสังหารที่แผ่ขยายออกจากกายของกอลัมเพิ่มทวีความรุนแรงมากล้นยากเกินพรรณนา เสียงสายลมหมุนวนอยู่ทั่วรัศมีสิบห้าเมตร กอลัมตระเตรียมท่าทาง เท้าซ้ายถอยกลับหลัง วางมือขวาไว้บนด้านจับแนบชิดลำตัวด้านซ้ายทำทีราวกับตนกำลังชักดาบออกจากฝัก รูม่านตาปิดลงและสะกดลมหายใจให้นิ่งสงบ ลักษณะท่าทางช่างคล้ายคลึงกับบารากะ 

            “ฉึบ-”

            กอลัมลืมตาขึ้นมาและตวัดดาบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ร่างกายของศัตรูขาดสะบั้นเป็นสองส่วนมากถึงสี่ตน ซากศพพลันร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เศษซากและเลือดเนื้อจึงไหลเกลื่อนนองก่อเกิดเป็นโศกนาฏกรรม

            “เยี่ยม เป็นไปอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย !!” สีหน้าของกวีปรากฏประกายแสงแห่งความปีติยินดีอีกครั้ง ทันใดนั้น เหล่าพลธนูทั้งห้าตนจึงสูญสลายหายไปอันเป็นการสิ้นสุดการอัญเชิญ 

            นับเป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม แรกเริ่มเดิมที ร่างกายและวิญญาณคือสองสิ่งที่แบ่งแยกออกจากกัน การจะผสานจำต้องมีความเข้ากันในเชิงพลังงานเร้นลับ ย่อมเป็นไปไม่ได้หากจำต้องผสานร่างกายและวิญญาณซึ่งปราศจากความเข้ากัน ยกเว้นเพียงทักษะซากศพคืนชีพของกวี ทักษะดังกล่าวเป็นการอัญเชิญวิญญาณนอกรีต จึงไม่มีผลกับการผสานร่างกายและวิญญาณที่ผิดแปลกไปจากกัน 

            กระนั้นแล้ว แม้จะสร้างชีวิตใหม่ได้จากร่างกายและวิญญาณที่แตกต่าง ทว่าร่างกายกลับมีความคุ้นชินที่มิอาจแปรเปลี่ยน ตัวตนและบุคลิกของร่างต้นมีอิทธิพลในต่อการถือครองจากเจ้าของร่างตนใหม่ กอลัมถือเป็นตัวอย่างที่ดี แม้จะได้รับวิญญาณของก็อปลินนักล่า ซึ่งถนัดและชำนาญเรื่องการใช้กระบองในการจู่โจม กระนั้นแล้ว ด้วยเจ้าของร่างเดิมเช่นบารากะถือเป็นยอดนักดาบ การตวัดกระบองแต่ละครั้งจึงหวังผลเพื่อตัดขาดร่างกายของศัตรูประหนึ่งการฟันดาบ มิใช่การบดขยี้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่ก็อปลินนักล่าถนัด ในขณะเดียวกัน เหล่าร่างต้นของพลธนูล้วนมีรากฐานมาจากการเป็นหน่วยซุ่มยิงประจำกลุ่มเซลฟิสแทบทั้งสิ้น 

            ด้วยการคิดวิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่พบเจอ จึงสรุปได้ว่า การเลือกสรรอาวุธที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

            การเข่นฆ่าเหล่าอินเซก้าตัวน้อยยังคงดำเนินต่อไป กอลัมตนเดียวเปรียบได้ดังพลทหารผู้มีอาวุธครบมือเกือบยี่สิบชีวิต หนึ่งเพลงดาบใช้เข่นฆ่าศัตรูสองตน จนยามนี้คงหลงเหลือเพียงสิบห้าถึงยี่สิบตน

            กระนั้นแล้ว จนถึงช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน กอลัมกลับต้องตายถึงสี่ครั้งเพียงเพื่อสังหารศัตรูในจำนวนดังกล่าว 

            “แย่ล่ะสิ สายตาของเราเริ่มพร่ามัวอีกแล้ว” กวีเริ่มกล่าว เขาเริ่มเห็นภาพของข้ารับใช้ซึ่งยืนประจันหน้ากับศัตรูเพียงลำพังกลายเป็นสองตน

            เหล่าอินเซก้าตัวน้อยที่เหลือกำลังปรับตัวให้กลมกลืนไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น พวกมันทำในสิ่งที่กวีเคยกระทำ นั่นคือการสร้างตัวตายตัวแทน เสียสละหนึ่งชีวิตเพื่อเน้นย้ำการโจมตีทั้งหมดในช่วงที่กอลัมสังหารตัวล่อหลอก 

            ด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน คงกล่าวไม่ได้เต็มปากว่ากวีกำลังได้เปรียบ แม้จะสังหารศัตรูได้มากกว่าครึ่ง ทว่าปัญหาเรื่องมานากลับมิอาจแก้ไขได้โดยเร็ว 

            “หันมาทางนี้สิวะไอ้พวกโง่ !!” เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานขึ้นมาจากระยะไกล สร้างความสนใจให้ทั้งกวีและศัตรูทั้งหมด 

            พลันเหล่าอินเซก้าตัวน้อยและกวีเร่งมองหาต้นตอของเสียง ปรากฏพบเรือนร่างของกามูเร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้ามาหา ในมือขวามีโล่ใหญ่ สีหน้าแฝงจริงจังถมึงทึงประหนึ่งกำลังจะฆ่าฟันใครสักคน

            ต่อเนื่องกัน กามูจึงเร่งเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง 

            “เนตรมารแห่งการยั่วยุ !!” 

            ในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างเหลียวมองมาที่เขา ทักษะของกามูจึงถูกเรียกใช้งาน ศัตรูทั้งหมดต้องมนต์สะกดในพริบตา เสียงคำรามจึงกู่ก้องดังลั่นอีกครั้ง พวกมันเร่งฝีเท้าเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งนักรบแดนเถื่อนซึ่งดำรงอยู่ได้ด้วยการฆ่าฟัน

            “นั่นคุณกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?!” กวีตะโกนออกไปเป็นเสียงดังลั่น ในอีกนานหลังจากนี้ เรือนร่างของกามูจะถูกกรงเล็บและคมเขี้ยวนับสิบเข้าฉีกกระชากเนื้อหนังจนขาดสะบั้น

            ทันใดนั้น ลูกบาศก์สีทองได้ปกคลุมรอบกายของกามูในชั่วครู่ขณะ ปัดป้องทุกท่วงท่าของเหล่าอินเซก้าน้อย ส่งผลให้กามูจึงอยู่รอดปลอดภัยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน 

            ท่ามกลางความตะลึงของกวี เสียงฝีเท้าของเรเชลดังขึ้นจากเบื้องหลังพร้อมรูปลักษณ์ของเธอกำลังย่างเท้าเข้ามาหา 

            “นี่มันหมายความว่ายังไง ?”

            “ต้องขอบคุณนาย เพราะนายช่วยถ่วงเวลา ทำให้ทักษะของชั้นจึงกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง”

            “ชั้นไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น ชั้นกำลังถามว่าพวกเธอคิดจะทำอะไรต่างหาก ?”

            กวีเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อเหลียวมองไปยังอีกฟากฝั่ง ปรากฏพบเรือนร่างของแมรี่กำลังเฝ้าสวดภาวนาอยู่

            ทันใดนั้น หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเงินได้เบิกเนตรขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาเปล่งประกายเป็นแสงสีเขียวมรกตสว่างไสว พร้อมออร่าเจ็ดสีแผ่ขยายอย่างกล้าแกร่งออกมาจากสองมือของนาง 

            “วายุเหมันต์คลั่ง”

            แมรี่เปล่งเสียงขึ้นอย่างบางเบาราวเสียงกระซิบ บรรยากาศโดยรอบพลันลดลงฮวบฮาบ ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ก่อเกิดการหมุนวนของสายลม แปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งเสริมไอเย็นเต้นรำอยู่รอบลูกบาศก์สีทองเป็นวงกว้างเพื่อแช่แข็งทุกสรรพสิ่งซึ่งอยู่ภายใน 

            พลันช่วงเวลาผ่านไปราวสองหรือสามนาที พายุคลั่งเริ่มคลายตัว เริ่มต้นกระบวนการสูญสลายหายไปอย่างช้า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ทุกสิ่งภายในจึงปรากฏออกมาให้ได้ยลโฉม ลูกบาศก์สีทองยังคงปกปักรักษาชีวิตของกามูได้ดี ทว่าในช่วงเวลาเดียวกัน กลับพบร่างของอินเซก้าตัวน้อยราวสิบห้าตนถูกแช่แข็งไม่ไหวติงประหนึ่งซากศพ

            โล่ศักดิ์สิทธิ์ฟาบาเริ่มคลายลง กามูเร่งฝีเท้ากลับมาหาทุกคน แววตาของเขาเปล่งประกายและเปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจ

            “พวกเราชนะแล้วสินะคะ” แมรี่เผยยิ้มอย่างร่าเริงและกล่าว 

            ถึงกระนั้น กวีกลับมีสีหน้าซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจ เขาเร่งเหลียวมองไปหากามูและกล่าวว่า “นี่เป็นแผนของคุณสินะ ?”

            กามูพยักหน้าโต้ตอบแต่โดยดี “ถูกต้อง นี่เป็นแผนการของชั้นเอง ในระหว่างที่นายต่อสู้กับพวกมัน ชั้นก็ได้เฝ้าสังเกตอยู่นานจนกระทั่งรู้ถึงบางสิ่ง” เขาเริ่มกล่าว “มันน่าแปลก ว่าเหตุใดพวกมันจึงไม่แฝงเข้าไปในเงาข้ารับใช้ของนาย ทั้ง ๆ ที่หากทำแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเสียแรงในการเคลื่อนที่ไปรอบๆ สู้เฝ้ารออยู่ภายในเงาและรอคอยจังหวะเพื่อจู่โจมจะง่ายกว่า แต่เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว ไม่ใช่ว่ามันไม่อยากใช้ ก็แค่พวกมันอาจจะใช้ไม่ได้ในช่วงที่แบ่งตัวก็เท่านั้น”

            กามูโต้ตอบอย่างฉะฉาน สีหน้ากำลังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจอันมากล้น 

            “นี่คุณเดิมพันชีวิตของทุกคนเอาไว้กับคำว่า [อาจจะ] เนี่ยนะ” กวีเริ่มต้นโต้แย้งอีกครั้ง “ถ้าเกิดพวกมันแค่เก็บเอาไว้เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายล่ะ หรือหากพวกมันยังมีความสามารถที่ยังไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นล่ะ ในกรณีแบบนั้นคุณคิดจะทำยังไง ?”

            สีหน้าของกวียังคงแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างสุดใจขาดดิ้น ด้วยความเสี่ยงอันมากมายมหาศาล นับตั้งแต่ที่เขาเคยคิดทรยศพวกพ้องมาแล้วครั้งหนึ่ง กวีจึงเห็นคุณค่าของสหายร่วมรบมากกว่าใครอื่น การเสี่ยงชีวิตพวกพ้องด้วยคำว่า ‘อาจจะ’ จึงเห็นทีจะสิ้นคิดไปเสียหน่อย

            “แต่ผลลัพธ์มันก็ออกมาดีไม่ใช่รึไง” เรเชลเริ่มต้นกล่าวแทรก 

            แต่แล้ว เสียงของกวีกลับถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาอันไม่คาดฝัน 

            “ไม่เลย พวกคุณกำลังคิดผิด”

            พลันสิ้นเสียงของเขา ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ใกล้เพียงสบตา ทันใดนั้น ร่างของอินเซก้าน้อยซึ่งถูกแช่แข็ง รวมไปถึงบรรดาซากศพที่กอลัมได้สังหาร พวกมันหลอมละลายและค่อย ๆ หล่อหลอมเป็นก้อนเนื้อสีแดงขนาดยักษ์

            “นี่มัน.. หมายความว่ายังไงกันแน่..” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้นพร้อมทั้งสีหน้าอันตกตะลึง เรือนเงาขนาดใหญ่กำลังกลืนกินแสงสว่างและปรากฏขึ้นอยู่ ณ เบื้องหลังของพวกเธอ เมื่อลองหันกลับไป ปรากฏพบอสุรกายรูปร่างยักษากำลังเผยยิ้มอย่างน่าขยะแขยง มันกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง พร้อมกับแขนขวาซึ่งถูกตัดขาดได้กลับคืนสภาพเป็นดังเดิม 

            ท่ามกลางความน่าสะพรึงซึ่งแผ่ขยายไปทั่วทุกหนแห่ง ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังรูปลักษณ์ของปีศาจราวกับกำลังไม่เชื่อในความคิดของตน ในทันใดนั้นเอง เสียงของกวีได้ถูกเปล่งขึ้นจากความว่างเปล่า ด้วยวาจาซึ่งบ่งบอกถึงความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด

            “ใช่แล้ว พวกคุณคิดผิดมหันต์ที่ตัดสินใจวิ่งเข้ามาช่วยผม เพราะในตอนนี้ พวกคุณ..”

            ‘ไม่มีที่ใดให้หนีอีกแล้ว’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258