ร่างเนื้อของอินเซก้าแตกกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง ครู่ต่อมาได้แปรเปลี่ยนเป็นอสูรตัวน้อยนับสามสิบชีวิต ร่างกายของมันผอมเพรียวและเล็กกระจ้อยร่อย กระนั้นกลับแฝงไปด้วยอันตรายอย่างน่าประหลาด
พวกมันเริ่มต้นเคลื่อนไหว เรือนร่างหายไปในหนึ่งการกะพริบตา พวกมันไล่ฆ่าเหล่าพลธนู เคลื่อนกายไปด้านหลังพร้อมตวัดกรงเล็บเพื่อปลิดชีพ
“รีบถอยออกมาซะ !!” กวีเร่งสั่งการเมื่อพลธนูของเขาฟื้นคืนกลับมา ทว่ากลับสายเกินไป พลันเหล่าพลธนูเริ่มเคลื่อนไหว บางสิ่งจะปรากฏกายขึ้นมาดักหน้าและปลิดชีพอย่างรวดเร็ว
“ซุ่ม ซุ่ม ซุ่ม !!”
เหล่าพลธนูเร่งยิงศรเพื่อสังหารศัตรู ทว่าพวกมันกลับมีความว่องไวประหนึ่งลิงวอก พลันลูกศรใกล้เข้าถึงตัว พวกมันจะเคลื่อนกายเพื่อหลบหลีกและจึงเข้าประชิดพลธนูได้ในทันที
จำนวนของพวกมันเป็นปัญหาสำคัญ ผนวกเข้ากับความเร็วที่เพิ่มพูนทวี หากพวกมันจะเปรียบได้ดังกองทัพลมกรดก็มิได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
เหล่าพลธนูเริ่มล้มตายและฟื้นคืนชีวิตกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า กระนั้นกลับมิอาจสังหารอินเซก้าน้อยได้แม้แต่ตัวเดียว พวกมันจู่โจมในรูปแบบกองโจร บางส่วนล่อหลอก บางส่วนเฝ้ามองเพื่อสังเกตการณ์ และเมื่อสบโอกาส บางส่วนจึงเข้าจู่โจมแบบฉาบฉวยจนอีกฝ่ายมิทันได้ตั้งตัว
มานาของกวีลดน้อยลงไปทุกที เมื่อใดที่หน่วยซุ่มยิงเปิดเผยตัวจนถูกศัตรูเข้าประชิด พวกเขาย่อมเป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงเท่านั้น
“กอลัม รีบตามไปสมทบจนกว่าพลธนูทั้งหมดจะล่าถอยกลับมาได้ !” กวีเร่งกล่าวเพื่อสั่งการ
เมื่อสิ้นเสียง กอลัมจึงเร่งฝีเท้าตรงไปข้างหน้า กระบองหนามในมือขวาฟาดฟันออกไปเพื่อบดขยี้ศัตรู ทว่าพวกมันกลับรวดเร็วจนเกินไป หลีกเลี่ยงกระบองหนามในทันใดราวกับกระต่ายกำลังวิ่งแข่งประชันกับเต่า
เหนือสิ่งอื่นใด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของกอลัมกลับแลดูเก้ๆ กังๆ ประหนึ่งทารกกำลังละเล่น เขามิอาจช่วยเหลือพลธนูได้ มิหนำซ้ำยังทำได้เพียงปัดป้องกรงเล็บของศัตรูจนไม่สามารถโจมตีโต้กลับไป
.
< แบบนี้แย่แน่ ถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง มานาของเราคงหมดก่อนแน่ >
.
กวีครุ่นคิด ยามนี้ฝ่ายตนกำลังตกเป็นรองอย่างแท้จริง ด้วยกำลังพลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน การจะพลิกสถานการณ์จากใต้เท้าเป็นฝ่ามือย่อมเป็นไปมิได้
หากทุกสิ่งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เหล่าข้ารับใช้ของเขาจะสิ้นท่าไปเรื่อยๆ จนในท้ายที่สุดมานาของเขาจะหมดลงพร้อมเป็นการสิ้นสุดไพ่ตายที่เหลืออยู่
พลังงานมานาประกอบไปด้วยพลังกายและพลังงานลึกลับ ย่อมเป็นที่รู้กันดี ว่าพลังกายเป็นพลังงานเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ หากมันหมดลง ย่อมหมายถึงสภาวะหมดสติอันสืบเนื่องมาจากภาวะขาดแคลนมานา หรือหากเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด ผู้ใช้คนดังกล่าวอาจสูญสิ้นชีวิตเหตุเพราะอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดสำหรับกวี หากเขามิอาจแก้สถานการณ์และยังปล่อยให้ข้ารับใช้ล้มตายอยู่เช่นนี้ สุดท้ายแล้วตัวเขาย่อมหมดสติและถูกปลิดชีวิตเป็นรายต่อไป ทว่าในขณะเดียวกัน ถ้าหากกวีตัดสินใจยกเลิกการอัญเชิญข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬ กลับมีความเป็นไปได้สูงที่ศัตรูบางส่วนจะเพ่งเล็งไปยังแมรี่และพวกพ้องในครู่ต่อมา
“แผล่ะ-”
กอลัมทำได้สำเร็จ การตวัดกระบองหนามไปรอบกายสัมฤทธิผลอย่างงดงาม เขาสังหารศัตรูได้โดยบังเอิญ
“อย่างนี้นี่เอง เราเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว” กวีกล่าวพลางแสดงสีหน้าราวกับตนล่วงรู้ทุกสิ่ง ในการโจมตีเมื่อครู่ หนึ่งในอินเซก้าน้อยเพียงได้รับการโจมตีถากๆ กระนั้นกลับสิ้นลายตายสนิทด้วยหนึ่งกระบวนท่า
นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล อาจจะเป็นเพราะพวกมันแบ่งตัวออกมาเป็นจำนวนมาก ความแข็งแกร่งทางกายภาพจึงลดน้อยลงขนาดร่างกาย แต่ในทางกลับกัน เพราะรูปร่างสรีระที่ลดลง กลับเพิ่มทวีความเร็วและจำนวนส่งผลให้พวกมันแข็งแกร่งในเส้นทางที่ต่างจากเดิม
ทางด้านของแมรี่และคนอื่นๆ
“พวกเราควรไปช่วยไหมคะ ?” เรเชลเร่งเอ่ยถาม ในสายตาของเธอ สภาพการณ์ของกวีช่างแลดูไม่สู้ดีนัก
“ชั้นเห็นด้วย เรารีบไปกันเถอะ” แมรี่เปล่งวาจาเพื่อโต้ตอบในเร็วพลัน ทั้งสองตระเตรียมร่างกายเพื่อวิ่งไปข้างหน้า กระนั้นแล้ว นอกเหนือไปจากพวกเธอที่เห็นพ้องต้องกัน ตัวกามูกลับมีท่าทีที่ผิดแปลกไปจากปกติ เขาเพ่งสายตาเพื่อสังเกตการณ์ด้วยสีหน้าจริงจังถมึงทึง ครู่ต่อมาริมฝีปากจึงสั่นเทาและกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำเพียงสองพยางค์
“ยังก่อน”
ตัดกลับมายังอีกฟากฝั่ง กวีกำลังจะสิ้นท่าในอีกไม่ช้า เหล่าพลธนูรวมไปถึงกอลัมมิอาจต้านทานความเร็วและจำนวนที่มากล้นยิ่งกว่าของศัตรู
สายตาของกวีค่อย ๆ พร่ามัว พลังมานาลดลงจากสิบส่วนเหลือเพียงสาม และอีกไม่นานคงเหือดแห้งจนกระทั่งไม่เหลือแม้เพียงส่วนเดียว
“คิดสิวะ อะไรสักอย่างที่พอทำได้” กวีเร่งกล่าว เซลล์สมองทุกเซลล์เร่งกระบวนการทำงานอย่างพร้อมเพรียง และในทันใดนั้นเอง หนึ่งความคิดได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลันส่งผลให้เขาจึงเริ่มเปล่งเสียงกล่าวพร้อมได้ใจความว่า
“จริงสิ ทำไมเราถึงลืมไปเสียสนิทกันล่ะ ว่าเจ้าบารากะ..”
‘มันเป็นนักดาบนี่หว่า’
พลันถ้อยคำสิ้นสุดลง กวีจึงเร่งโยนดาบในมือขวาขึ้นสู่เบื้องบน ร่วงหล่นลงมาใกล้เคียงกับบริเวณที่กอลัมกำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
กอลัมทิ้งกระบองหนามอย่างไม่ไยดี มือขวาได้คว้าเอาดาบงูพิษทมิฬเกลด้ามาอยู่ในมือ
พลันได้รับอาวุธที่เหมาะสม จิตสังหารที่แผ่ขยายออกจากกายของกอลัมเพิ่มทวีความรุนแรงมากล้นยากเกินพรรณนา เสียงสายลมหมุนวนอยู่ทั่วรัศมีสิบห้าเมตร กอลัมตระเตรียมท่าทาง เท้าซ้ายถอยกลับหลัง วางมือขวาไว้บนด้านจับแนบชิดลำตัวด้านซ้ายทำทีราวกับตนกำลังชักดาบออกจากฝัก รูม่านตาปิดลงและสะกดลมหายใจให้นิ่งสงบ ลักษณะท่าทางช่างคล้ายคลึงกับบารากะ
“ฉึบ-”
กอลัมลืมตาขึ้นมาและตวัดดาบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ร่างกายของศัตรูขาดสะบั้นเป็นสองส่วนมากถึงสี่ตน ซากศพพลันร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เศษซากและเลือดเนื้อจึงไหลเกลื่อนนองก่อเกิดเป็นโศกนาฏกรรม
“เยี่ยม เป็นไปอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย !!” สีหน้าของกวีปรากฏประกายแสงแห่งความปีติยินดีอีกครั้ง ทันใดนั้น เหล่าพลธนูทั้งห้าตนจึงสูญสลายหายไปอันเป็นการสิ้นสุดการอัญเชิญ
นับเป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม แรกเริ่มเดิมที ร่างกายและวิญญาณคือสองสิ่งที่แบ่งแยกออกจากกัน การจะผสานจำต้องมีความเข้ากันในเชิงพลังงานเร้นลับ ย่อมเป็นไปไม่ได้หากจำต้องผสานร่างกายและวิญญาณซึ่งปราศจากความเข้ากัน ยกเว้นเพียงทักษะซากศพคืนชีพของกวี ทักษะดังกล่าวเป็นการอัญเชิญวิญญาณนอกรีต จึงไม่มีผลกับการผสานร่างกายและวิญญาณที่ผิดแปลกไปจากกัน
กระนั้นแล้ว แม้จะสร้างชีวิตใหม่ได้จากร่างกายและวิญญาณที่แตกต่าง ทว่าร่างกายกลับมีความคุ้นชินที่มิอาจแปรเปลี่ยน ตัวตนและบุคลิกของร่างต้นมีอิทธิพลในต่อการถือครองจากเจ้าของร่างตนใหม่ กอลัมถือเป็นตัวอย่างที่ดี แม้จะได้รับวิญญาณของก็อปลินนักล่า ซึ่งถนัดและชำนาญเรื่องการใช้กระบองในการจู่โจม กระนั้นแล้ว ด้วยเจ้าของร่างเดิมเช่นบารากะถือเป็นยอดนักดาบ การตวัดกระบองแต่ละครั้งจึงหวังผลเพื่อตัดขาดร่างกายของศัตรูประหนึ่งการฟันดาบ มิใช่การบดขยี้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่ก็อปลินนักล่าถนัด ในขณะเดียวกัน เหล่าร่างต้นของพลธนูล้วนมีรากฐานมาจากการเป็นหน่วยซุ่มยิงประจำกลุ่มเซลฟิสแทบทั้งสิ้น
ด้วยการคิดวิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่พบเจอ จึงสรุปได้ว่า การเลือกสรรอาวุธที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก
การเข่นฆ่าเหล่าอินเซก้าตัวน้อยยังคงดำเนินต่อไป กอลัมตนเดียวเปรียบได้ดังพลทหารผู้มีอาวุธครบมือเกือบยี่สิบชีวิต หนึ่งเพลงดาบใช้เข่นฆ่าศัตรูสองตน จนยามนี้คงหลงเหลือเพียงสิบห้าถึงยี่สิบตน
กระนั้นแล้ว จนถึงช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน กอลัมกลับต้องตายถึงสี่ครั้งเพียงเพื่อสังหารศัตรูในจำนวนดังกล่าว
“แย่ล่ะสิ สายตาของเราเริ่มพร่ามัวอีกแล้ว” กวีเริ่มกล่าว เขาเริ่มเห็นภาพของข้ารับใช้ซึ่งยืนประจันหน้ากับศัตรูเพียงลำพังกลายเป็นสองตน
เหล่าอินเซก้าตัวน้อยที่เหลือกำลังปรับตัวให้กลมกลืนไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น พวกมันทำในสิ่งที่กวีเคยกระทำ นั่นคือการสร้างตัวตายตัวแทน เสียสละหนึ่งชีวิตเพื่อเน้นย้ำการโจมตีทั้งหมดในช่วงที่กอลัมสังหารตัวล่อหลอก
ด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน คงกล่าวไม่ได้เต็มปากว่ากวีกำลังได้เปรียบ แม้จะสังหารศัตรูได้มากกว่าครึ่ง ทว่าปัญหาเรื่องมานากลับมิอาจแก้ไขได้โดยเร็ว
“หันมาทางนี้สิวะไอ้พวกโง่ !!” เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานขึ้นมาจากระยะไกล สร้างความสนใจให้ทั้งกวีและศัตรูทั้งหมด
พลันเหล่าอินเซก้าตัวน้อยและกวีเร่งมองหาต้นตอของเสียง ปรากฏพบเรือนร่างของกามูเร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้ามาหา ในมือขวามีโล่ใหญ่ สีหน้าแฝงจริงจังถมึงทึงประหนึ่งกำลังจะฆ่าฟันใครสักคน
ต่อเนื่องกัน กามูจึงเร่งเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง
“เนตรมารแห่งการยั่วยุ !!”
ในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างเหลียวมองมาที่เขา ทักษะของกามูจึงถูกเรียกใช้งาน ศัตรูทั้งหมดต้องมนต์สะกดในพริบตา เสียงคำรามจึงกู่ก้องดังลั่นอีกครั้ง พวกมันเร่งฝีเท้าเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งนักรบแดนเถื่อนซึ่งดำรงอยู่ได้ด้วยการฆ่าฟัน
“นั่นคุณกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?!” กวีตะโกนออกไปเป็นเสียงดังลั่น ในอีกนานหลังจากนี้ เรือนร่างของกามูจะถูกกรงเล็บและคมเขี้ยวนับสิบเข้าฉีกกระชากเนื้อหนังจนขาดสะบั้น
ทันใดนั้น ลูกบาศก์สีทองได้ปกคลุมรอบกายของกามูในชั่วครู่ขณะ ปัดป้องทุกท่วงท่าของเหล่าอินเซก้าน้อย ส่งผลให้กามูจึงอยู่รอดปลอดภัยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
ท่ามกลางความตะลึงของกวี เสียงฝีเท้าของเรเชลดังขึ้นจากเบื้องหลังพร้อมรูปลักษณ์ของเธอกำลังย่างเท้าเข้ามาหา
“นี่มันหมายความว่ายังไง ?”
“ต้องขอบคุณนาย เพราะนายช่วยถ่วงเวลา ทำให้ทักษะของชั้นจึงกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง”
“ชั้นไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น ชั้นกำลังถามว่าพวกเธอคิดจะทำอะไรต่างหาก ?”
กวีเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อเหลียวมองไปยังอีกฟากฝั่ง ปรากฏพบเรือนร่างของแมรี่กำลังเฝ้าสวดภาวนาอยู่
ทันใดนั้น หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเงินได้เบิกเนตรขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาเปล่งประกายเป็นแสงสีเขียวมรกตสว่างไสว พร้อมออร่าเจ็ดสีแผ่ขยายอย่างกล้าแกร่งออกมาจากสองมือของนาง
“วายุเหมันต์คลั่ง”
แมรี่เปล่งเสียงขึ้นอย่างบางเบาราวเสียงกระซิบ บรรยากาศโดยรอบพลันลดลงฮวบฮาบ ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ก่อเกิดการหมุนวนของสายลม แปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งเสริมไอเย็นเต้นรำอยู่รอบลูกบาศก์สีทองเป็นวงกว้างเพื่อแช่แข็งทุกสรรพสิ่งซึ่งอยู่ภายใน
พลันช่วงเวลาผ่านไปราวสองหรือสามนาที พายุคลั่งเริ่มคลายตัว เริ่มต้นกระบวนการสูญสลายหายไปอย่างช้า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ทุกสิ่งภายในจึงปรากฏออกมาให้ได้ยลโฉม ลูกบาศก์สีทองยังคงปกปักรักษาชีวิตของกามูได้ดี ทว่าในช่วงเวลาเดียวกัน กลับพบร่างของอินเซก้าตัวน้อยราวสิบห้าตนถูกแช่แข็งไม่ไหวติงประหนึ่งซากศพ
โล่ศักดิ์สิทธิ์ฟาบาเริ่มคลายลง กามูเร่งฝีเท้ากลับมาหาทุกคน แววตาของเขาเปล่งประกายและเปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจ
“พวกเราชนะแล้วสินะคะ” แมรี่เผยยิ้มอย่างร่าเริงและกล่าว
ถึงกระนั้น กวีกลับมีสีหน้าซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจ เขาเร่งเหลียวมองไปหากามูและกล่าวว่า “นี่เป็นแผนของคุณสินะ ?”
กามูพยักหน้าโต้ตอบแต่โดยดี “ถูกต้อง นี่เป็นแผนการของชั้นเอง ในระหว่างที่นายต่อสู้กับพวกมัน ชั้นก็ได้เฝ้าสังเกตอยู่นานจนกระทั่งรู้ถึงบางสิ่ง” เขาเริ่มกล่าว “มันน่าแปลก ว่าเหตุใดพวกมันจึงไม่แฝงเข้าไปในเงาข้ารับใช้ของนาย ทั้ง ๆ ที่หากทำแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเสียแรงในการเคลื่อนที่ไปรอบๆ สู้เฝ้ารออยู่ภายในเงาและรอคอยจังหวะเพื่อจู่โจมจะง่ายกว่า แต่เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว ไม่ใช่ว่ามันไม่อยากใช้ ก็แค่พวกมันอาจจะใช้ไม่ได้ในช่วงที่แบ่งตัวก็เท่านั้น”
กามูโต้ตอบอย่างฉะฉาน สีหน้ากำลังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจอันมากล้น
“นี่คุณเดิมพันชีวิตของทุกคนเอาไว้กับคำว่า [อาจจะ] เนี่ยนะ” กวีเริ่มต้นโต้แย้งอีกครั้ง “ถ้าเกิดพวกมันแค่เก็บเอาไว้เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายล่ะ หรือหากพวกมันยังมีความสามารถที่ยังไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นล่ะ ในกรณีแบบนั้นคุณคิดจะทำยังไง ?”
สีหน้าของกวียังคงแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างสุดใจขาดดิ้น ด้วยความเสี่ยงอันมากมายมหาศาล นับตั้งแต่ที่เขาเคยคิดทรยศพวกพ้องมาแล้วครั้งหนึ่ง กวีจึงเห็นคุณค่าของสหายร่วมรบมากกว่าใครอื่น การเสี่ยงชีวิตพวกพ้องด้วยคำว่า ‘อาจจะ’ จึงเห็นทีจะสิ้นคิดไปเสียหน่อย
“แต่ผลลัพธ์มันก็ออกมาดีไม่ใช่รึไง” เรเชลเริ่มต้นกล่าวแทรก
แต่แล้ว เสียงของกวีกลับถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาอันไม่คาดฝัน
“ไม่เลย พวกคุณกำลังคิดผิด”
พลันสิ้นเสียงของเขา ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ใกล้เพียงสบตา ทันใดนั้น ร่างของอินเซก้าน้อยซึ่งถูกแช่แข็ง รวมไปถึงบรรดาซากศพที่กอลัมได้สังหาร พวกมันหลอมละลายและค่อย ๆ หล่อหลอมเป็นก้อนเนื้อสีแดงขนาดยักษ์
“นี่มัน.. หมายความว่ายังไงกันแน่..” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้นพร้อมทั้งสีหน้าอันตกตะลึง เรือนเงาขนาดใหญ่กำลังกลืนกินแสงสว่างและปรากฏขึ้นอยู่ ณ เบื้องหลังของพวกเธอ เมื่อลองหันกลับไป ปรากฏพบอสุรกายรูปร่างยักษากำลังเผยยิ้มอย่างน่าขยะแขยง มันกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง พร้อมกับแขนขวาซึ่งถูกตัดขาดได้กลับคืนสภาพเป็นดังเดิม
ท่ามกลางความน่าสะพรึงซึ่งแผ่ขยายไปทั่วทุกหนแห่ง ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังรูปลักษณ์ของปีศาจราวกับกำลังไม่เชื่อในความคิดของตน ในทันใดนั้นเอง เสียงของกวีได้ถูกเปล่งขึ้นจากความว่างเปล่า ด้วยวาจาซึ่งบ่งบอกถึงความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด
“ใช่แล้ว พวกคุณคิดผิดมหันต์ที่ตัดสินใจวิ่งเข้ามาช่วยผม เพราะในตอนนี้ พวกคุณ..”
‘ไม่มีที่ใดให้หนีอีกแล้ว’