ร่างโปร่งแสงทอดสายตาผ่านกรอบหน้าต่างไปยังประกายระยับยามต้องแดดที่กระทบบนผิวน้ำของแม่น้ำเ้าพระยา นิ่งตรองถึงเหตุการณ์ในอดีตที่กลายเป็ความผิดบาปสิงสู่อยู่ในใจของตนเองมาเนิ่นนานหลายปีผ่านกาลเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับดั่งสายน้ำเบื้องหน้าที่แลเห็นอยู่ใกล้แต่สุดจะเอื้อมถึงทอดยาวไปจนคดโค้งไกลลับสายตา
ได้แต่ภาวนาขอฟ้าลิขิตให้เธอได้พบกับสตรีผู้นั้น...ผู้ที่เธอได้ก่อบาปจนติดตัวรั้งให้ดวงิญญาไม่อาจไปผุดไปเกิดจำต้องอยู่ชดใช้สิ่งที่กระทำจนกลายเป็ความขมขื่นหม่นไหม้ในอกของเธอเอง
คุณหญิงยี่สุ่นในวัยปลายคน ยังคงมีความสวยสง่าทางด้านรูปลักษณ์ใบหน้ามนยังคงอิ่มเต็ม ริ้วรอยแห่งวัยวันปรากฏเป็บางแห่งคิ้วโก่งพาดอยู่เหนือดวงตาคมลึกที่ฉายความเข้มงวด เ้าระเบียบมีแววแห่งความถือตัวอยู่ไม่น้อย ยิ่งเวลาปั้นหน้าเรียบเฉยริมฝีปากบนที่ขบเม้มค่อนข้างบางยิ่งคล้ายแสดงสีหน้าที่ไม่ใคร่พอใจสิ่งใดสักอย่าง...แต่กระนั้นคุณหญิงยี่สุ่นก็มีองค์ประกอบอื่นที่ฉายความเป็สตรีสูงศักดิ์เมื่อยามแต่งองค์ทรงเครื่องสมัยสาวๆนั้นนิยมไว้ผมหยักอ่อนดัดเป็ลอนเสมอต้นคอยาวสองข้างเท่ากัน แต่เมื่ออายุล่วงมากขึ้นเธอจึงเกล้ามวยผมตามแบบตะวันตกแลดูสมกับวัย อีกทั้งยามนุ่งโจงกระเบนลายดอกพิกุลสีเม็ดมะปรางคาดด้วยเข็มขัดทองสุกปลั่งสวมแต่สร้อยทองคำเส้นใหญ่ไม่มีพระเครื่องเลี่ยมทองเฉกเช่นตอนมีชีวิตอยู่ส่วนข้อมือข้างหนึ่งสวมกำไลทองวงเล็กประดับนิ้วนางข้างซ้ายด้วยแหวนทรงนพเก้าที่ได้รับพระราชทานจากเสด็จในวังเมื่อขอเข้ารับประทานน้ำสังข์สำหรับชีวิตคู่กับท่านเ้าพระยาอรรถสุนทร ยิ่งทำให้เธอกลายเป็สตรีแห่งยุคสมัยที่สังคมพระนครกล่าวถึงอย่างชื่นชม
แต่นั่นก็เป็เพียงอดีตที่ผ่านมา...ที่คุณหญิงยี่สุ่นประจักษ์แก่ใจดีแล้วว่าความมีชื่อเสียงเป็ที่กล่าวขวัญในสังคมชั้นสูง ความมั่งมีในทรัพย์ความสูงส่งในเกียรติยศ เป็เพียงเปลือกทองที่ห่อห้อมตัวตนให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้นหาได้สู้ความจีรังยั่งยืนที่ตีค่าเป็เพียงนามธรรมอย่าง ‘ความดี’ ได้ไม่...เธอรับรู้ข้อนี้ในครั้งที่ประสบเข้ากับตนเองเมื่อความปรารถนาอัน้าเห็นบรรดารุ่นลูกครองเรือนกับบุคคลที่เหมาะสมทั้งฐานะชาติตระกูล เฟ้นใฝ่เลือกแต่คนที่หมายตาว่าทัดเทียมไม่สนใจค่าในความรักหรือหัวใจของบรรดาลูกๆที่ถูกบังคับคลุมถุงชนจึงนำมาซึ่งการพรากจากจนเกิดทุกข์นั้น เป็เพราะความเห็นแก่หน้าตนเองโดยอ้างวงศ์สกุลแท้ๆ
เมื่อนึกถึงเช่นนั้นเสียงทอดถอนใจก็ดังขึ้น...กรรมที่ก่อไว้กับบรรดาลูกๆกำลังย้อนมาเล่นงานให้ิญญาของเธอยามลาโลกไปแล้ว ไม่อาจดำเนินไปตามสังสารวัฏจำต้องวนเวียนอยู่แต่ในบ้านหลังนี้โดยไม่อาจไปไหนจนกว่าจะชดใช้หนี้กรรมที่ก่อไว้จนสิ้น
ยามนึกย้อนไปถึงเื่ราวใน‘บ้านอรรถสุนทร’ แห่งนี้...บ้านที่สร้างมาั้แ่สมัยรัชกาลที่๕ โดย ‘เ้าพระยาอรรถสุนทร’ ผู้เป็ประมุขของบ้านมีภริยาที่ได้รับพระราชทานตบแต่งกันอย่างเกริกเกียรติคือเธอ...แต่ความมักง่ายใคร่มีหรือจะอ้างว่าเป็ขนบธรรมเนียมก็ดีว่าผู้ชายในยุคสมัยของเธอนั้นไม่ควรมีเมียเดียวผู้เป็สามีจึงไม่นึกถนอมน้ำใจเธอผู้ปฏิบัติรับใช้ในฐานะภรรยาซึ่งภักดีไปสานสัมพันธ์กับสตรีอีกสองนาง ให้เธอรู้สึกเสียดลึกอยู่ในอกเสมอไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะอายุห่างกว่าเธอไม่กี่ปีอย่าง ‘คุณถมทอง’ หรือถัดไปไม่กี่ปีก็คว้าสตรีผู้เป็สาวสะพรั่งอ่อนวัยกว่าเธอหลาย่ปีอย่าง ‘คุณสารภี’ ก็ตาม
ความสุขที่คุณหญิงยี่สุ่นหมายว่าจะได้รับหลังการครองเรือนจึงค่อยๆเลือนหายและริบหรี่ลงทีละน้อยเมื่อเรือนหอบนเนื้อที่ดินกว่าสิบไร่ซึ่งได้รับพระราชทานจากเสด็จหลังกราบทูลมาแต่งงานกลายเป็อนุสรณ์แห่งความเ็ปและทุกข์ตรมขมไหม้กระทั่งเ้าพระยาอรรถสุนทรประสบอุบัติเหตุทางน้ำจนถึงแก่อสัญกรรมชีวิตของเธอก็ไม่อาจเรียกหาความสุขอย่างที่ปรารถนาให้หวนคืนมาได้อีก...เธอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ด้วยความหวังว่าจะเห็นโซ่ทองคล้องใจอย่างสวัสดิ์ กับพุดซ้อนบุตรและสตรีอันเป็เืเนื้อเชื้อไขจะเติบโตไปในทิศทางที่เธอมาดหมายไว้...แต่อนิจจาเธอกลับพรากคนรักของลูกชาย-หญิงทั้งคู่จนมีเหตุให้สวัสดิ์ซึ่งผิดหวังในรัก หนีไปบวชแล้วออกธุดงค์จนเสียชีวิตด้วยไข้ป่าส่วนพุดซ้อนนั้นก็ตรอมตรมใจหลังจากถูกเธอจับคลุมถุงชนกับผู้ชายที่ไม่ได้รักอย่างนายพันตรีหลวงสีหราชเดโชหรือเรืองศักดิ์เนติธร...จนมาเสียชีวิตหลังคลอดบุตรสาวได้ไม่กี่ปี
กว่าคุณหญิงยี่สุ่นจะคลายบาปที่ก่อไว้กับสวัสดิ์จนลุล่วงผ่านไปด้วยดีก็เจอมรสุมแห่งชีวิตเสียจนกุมขมับ...ไหนจะพุดซ้อนอีกเล่าแต่มันคงยังไม่ถึงเวลากระมังในยามนี้ความคิดของเธอถึงได้แต่จดจ่อกับการตามหาลูกสาวของถมทอง
“คุณหญิงกำลังคิดถึงคุณแสงเทียนอยู่หรือเ้าคะ”
ร่างโปร่งแสงของิญญาอีกตนปรากฏรางเลือนอยู่ในท่านั่งพับเพียบเื้ัคุณหญิงยี่สุ่นเธอคือ ‘พะยอม’ ต้นห้องคนสนิทซึ่งสิ้นใจไม่นานนักหลังคุณหญิงยี่สุ่นเสียชีวิตในวัย๖๐ ปี เธอเป็สตรีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณผ่องแผ้วมีน้ำมีนวลดวงหน้าแลดูสะอาดสะอ้านทั้งที่มีริ้วรอยบ่งบอกวันเวลาอันร่วงโรยไปตามกาลบัดนี้ไว้ผมทรงบ๊อบ สวมชุดไทยทรงกระบอกทอจากผ้าต่วนสีกลีบบัวคลุมถึงสะโพกมีระบายสองชั้นรอบคอและ่แขนริมเสื้อด้านล่างซ้ายผ่ายาวราวหนึ่งคืบผูกโบเป็ชายห้อยไว้รับกับผ้าซิ่นทอลายยาวระดับเข่าสีเืหมู...เธอออกความเห็นสั้นๆแต่สะกิดใจผู้เป็นายยิ่งนักเพราะชีวิตของสตรีผู้มีนามว่า ‘แสงเทียน’ นั้นก็คือสตรีผู้ที่เป็บ่วงผูกพันเกี่ยวร้อยกรรมของผู้เป็นายกับบ่าวเอาไว้ทำให้พะยอมจำต้องอยู่เพื่อแก้บ่วงที่ตนเองเคยเป็ผู้ร่วมก่อไว้เช่นกัน
“หล่อนก็รู้อยู่แก่ใจดีไม่แพ้ฉันมิใช่รึว่าเหตุใดถึงต้องมาทนทุกข์อยู่เช่นนี้”
คุณหญิงยี่สุ่นยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยขณะที่คำพูดแฝงแววขมขื่นซ่อนเอาไว้ไม่มิด เฉกเดียวกับดวงตาที่ฉายความสับสนปนเปดีแต่ว่าเธอยืนหันหลังให้กับบ่าว ฝ่ายนั้นจึงไม่ทันเห็นความรู้สึกที่แสดงออกมา
“ชะตากรรมเป็เื่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจกำหนดหรือฝืนมันได้นะเ้าคะคุณหญิง...ปล่อยวางบ้างเ้าค่ะดูอย่างคุณสวัสดิ์เอาเถิด กว่าคุณหญิงจะแก้บ่วงกรรมที่ผูกเอาไว้ก็ต้องรอกระทั่งคุณสวัสดิ์กลับไปเกิดใหม่อีกครั้งเป็ลูกคุณพุดซ้อน”
“นั่นสินะ...กว่าตาภูจะรู้ว่าตัวเองเคยเกิดเป็ลูกชายคนโตของฉันกรรมใดที่ฉันเคยสร้างให้เขาต้องพลัดพรากจากแม่อบเชยนั่นก็เกือบทำให้เนื้อคู่จริงๆของเขาต้องบาดหมางคลางแคลงใจต่อกันอีก...ถ้าเกิดเป็เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆตาภูไม่ได้สมหวังในรักกับแม่ทับทิม ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป”
พะยอมแสดงความเห็นใจผู้เป็นายอย่างลึกซึ้ง“พุทโธ่!คุณหญิงเ้าขา อย่าเพิ่งตัดพ้อในโชคชะตาเลยนะเ้าคะอิฉันเชื่อในวาสนา หากคุณภูกับหนูทับทิมเป็เนื้อคู่กันจริงๆอย่างไรบุพเพสันนิวาสก็ต้องชักนำให้ทั้งคู่ลงเอยกันอยู่ดีฉะนั้นอย่ากังวลไปเลยนะเ้าคะ...สำหรับคุณหนูพุดซ้อนอีกไม่นานคุณหญิงก็จะช่วยให้เธอสมหวังในรักเฉกเดียวกับคุณสวัสดิ์นะเ้าคะ”
“แล้วแม่แสงเทียนเล่า?”คุณหญิงแทรกขึ้น พลางหมุนตัวกลับมาจ้องหน้าบ่าวผู้สนิทชิดเชื้อ
“คุณหนูแสงเทียนก็คงไม่ต่างกันดอกเ้าค่ะ”
ทว่าคำปลอบโยนของพะยอมกลับไร้ผลเพราะสีหน้าคุณหญิงยี่สุ่นในร่างโปร่งแสงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล“แล้วทำไมจนป่านนี้ ฉันถึงยังหาแสงเทียนไม่พบทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าหล่อนไปเกิดใหม่อยู่ที่ใด”
“แต่ตอนนี้คุณหญิงก็เริ่มััได้แล้วนี่เ้าคะว่าคุณแสงเทียนอยู่ไม่ไกลจากคุณหญิงนัก...กระแสจิตที่คุณหญิงดลใจส่งไปถึงทุกคนที่เกี่ยวพันกับคุณแสงเทียนน่าจะส่งผลให้คุณหญิงได้พบกับเธออีกไม่นานนี้ เชื่ออิฉันเถิดเ้าค่ะ”
“ที่เธอพูดก็ถูก...แต่ทำไมฉันถึงมองเห็นหน้าของแสงเทียนในร่างใหม่ไม่ชัดนักเล่าบางครั้งฉันก็เห็นใบหน้าของผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาซ้อนทับถึงจะไม่ใคร่เหมือนกันนัก แต่ดูอย่างไรก็คล้ายคลึงราวกับถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน”
สิ้นคำของผู้พูดร่างคุณหญิงยี่สุ่นก็อ่อนลงตามกระแสจิตจนหายวับไป
///////////////////////////////////////////////////