บานม้วนเหล็กส่งเสียงขูดขีดน่ารำคา
เคทออกแรงดึงมันลงมาจนสุดแขนแต่โลหะขึ้นสนิมกลับติดแหงกอยู่ตรงกึ่งกลางบานประตูลมเหนือพัดกรรโชกตีเข้าใส่ใบหน้า เกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนไม่ได้นุ่มนวลหรือสวยงามมันแข็งและบาดิัเหมือนเศษกระจกเล็กๆ เธอสบถคำหยาบเบาๆ ในลำคอถุงมือไหมพรมที่สวมอยู่ชื้นแฉะและลื่นจนจับด้ามจับเหล็กไม่ถนัด
อุณหภูมิติดลบกำลังทำให้ข้อนิ้วของเธอแข็งทื่อ
เธอเกลียดหิมะ
มันเป็ความเกลียดชังที่ฝังรากลึกและไม่เคยมีเหตุผลและตอนนี้มันกำลังทำให้เธอต้องมายืนทนหนาวอยู่หน้าร้านเพียงเพราะกุญแจเหล็กแสนงี่เง่าไม่ยอมทำงาน
ปัง!
เธอทุบฝ่ามือลงบนบานเหล็กด้วยความหงุดหงิดเสียงสะท้อนดังก้องแข่งกับเสียงพายุ แต่บานม้วนก็ยังคงนิ่งสนิทพื้นทางเท้าด้านล่างกลายเป็สีเทาดำสกปรกจากการเหยียบย่ำของรองเท้าบูตและโคลนที่กระเด็นมาจากถนนไม่มีความโรแมนติกใดๆ ในยามเย็นของปักกิ่ง มีแต่ความทุลักทุเลและอวัยวะที่ชาหนึบ
ห่างออกไปตรงฝั่งตรงข้ามของสี่แยกไฟแดง กู้เหยียนโจวยืนมองภาพนั้นอยู่
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็พระเอกขี่ม้าขาว ชายหนุ่มเพิ่งตื่นนอนสภาพร่างกายของเขายังคงเต็มไปด้วยความอ่อนล้าจากการเป็ศัลยแพทย์อุบัติเหตุที่อดนอนมาหลายสิบชั่วโมงเขาแค่เดินออกมาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแต่สองเท้ากลับพาเขามาหยุดอยู่ที่นี่โดยอ้างกับตัวเองว่าแค่หยุดพัก
เขาเห็นเธอทุบประตู
ชายหนุ่มก้าวเท้าลงจากฟุตบาท
พื้นถนนลื่นกว่าที่คิด พื้นรองเท้าบูตเก่าๆของเขาไถลไปกับแผ่นน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะ กู้เหยียนโจวเสียหลักเซถลาไปด้านข้างถุงพลาสติกในมือแกว่งไปมา กระป๋องกาแฟร้อนที่เพิ่งซื้อมาหลุดมือหล่นกระแทกพื้นถนนมันกลิ้งหลุนๆ เข้าไปใต้ท้องรถยนต์คันหนึ่งที่จอดติดไฟแดงอยู่
เขาด่าตัวเองในใจ ปล่อยกระป๋องกาแฟบ้าๆ นั่นทิ้งไปแล้วรีบสาวเท้าข้ามถนนฝ่าลมหนาวที่พัดตีเข้าด้านข้าง
เคทกำลังพยายามออกแรงกระชากบานประตูอีกครั้งตอนที่เงาของใครบางคนทาบทับลงมา
"ดึงฝั่งซ้ายครับ ฝั่งขวามันปีนรางอยู่"
เสียงนั้นแหบแห้งและสั่นเทา เคทหันขวับไปมอง กู้เหยียนโจวยืนอยู่ตรงนั้นเสื้อโค้ตสีน้ำตาลของเขาเปียกชื้นและมีเกล็ดหิมะเกาะเต็มไปหมดปลายจมูกและโหนกแก้มของเขาแดงก่ำ เขาไม่ได้รอให้เธออนุญาตชายหนุ่มแทรกตัวเข้ามาใกล้ เอื้อมมือสองข้างที่ปราศจากถุงมือจับลงบนขอบบานม้วนเหล็กฝั่งขวา
"นับสามนะ" เขากล่าว สบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที
"หนึ่ง สอง..."
ทั้งคู่ออกแรงกระชากพร้อมกัน
เสียงโลหะเสียดสีกันดังกึกก้องบานม้วนเหล็กหลุดออกจากจุดที่ติดขัดและเลื่อนพรวดลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นล็อกกุญแจกระเด็นเข้าที่ กู้เหยียนโจวรีบกดแม่กุญแจทองเหลืองลงไปจนดังกริ๊ก
เขายืนหอบหายใจ ไอควันสีขาวพวยพุ่งออกจากปากและจมูกมือของเขาแดงจัดและสั่นระริกจนเห็นได้ชัด
เคทมองสภาพของเขา เสื้อผ้าของเขาบางเกินไปสำหรับพายุหิมะระดับนี้เธอไม่ได้รู้สึกถึงแรงดึงดูดแห่งโชคชะตาเธอเห็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะหนาวตายหน้าร้านของเธอ
"เข้ามาข้างในก่อน" เธอพูดสั้นๆหันไปไขกุญแจประตูกระจกบานเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างบานม้วน
"คุณสั่นไปหมดแล้ว"
กู้เหยียนโจวลังเล เขาก้มมองรองเท้าที่เปื้อนโคลนหิมะของตัวเอง
"เข้ามาเถอะน่า" เธอเร่ง เสียงของเธอหงุดหงิดเล็กน้อยจากความหนาวไม่มีความอ่อนหวานใดๆ
เขาเดินตามเธอเข้าไป
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นเบาๆ อากาศข้างในไม่ได้อุ่นสบายนักเครื่องทำความร้อนพยายามทำงานอย่างหนักแต่ความเย็นจากพายุทะลวงผ่านรอยแยกของหน้าต่างเข้ามาได้ เคทเดินไปหลังเคาน์เตอร์โยนถุงมือไหมพรมเปียกๆ ของตัวเองทิ้งลงบนโต๊ะเธอหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่ปกติใช้เช็ดมือตอนล้างพู่กันโยนข้ามเคาน์เตอร์มาให้เขา
กู้เหยียนโจวรับมันไว้ได้ฉิวเฉียด
"ขอบคุณครับ"
เขาเช็ดหน้าและเส้นผมที่เปียกชื้นของตัวเองอย่างลวกๆน้ำที่ละลายจากหิมะหยดติ๋งๆ ลงบนพื้นไม้กระดานที่เคทเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อเช้าเขามองรอยน้ำนั้นด้วยความรู้สึกผิด
"ผมทำพื้นคุณเลอะอีกแล้ว"
"เดี๋ยวค่อยถู" เคทตอบห้วนๆ เธอเดินไปกดน้ำร้อนจากตู้กดน้ำ
"มันเป็อุบัติเหตุ"
ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างพวกเขามันไม่ใช่ความเงียบที่โรแมนติกหรือเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งมันเป็ความเงียบของคนแปลกหน้าสองคนที่เพิ่งผ่านความทุลักทุเลมาด้วยกันและกำลังยืนอยู่ในห้องเดียวกันด้วยความจำเป็ กู้เหยียนโจวถอดเสื้อโค้ตตัวนอกออกพาดมันไว้บนพนักเก้าอี้พลาสติกมุมห้อง เสื้อสเวตเตอร์ของเขาชื้นเล็กน้อยตรงหัวไหล่เขายืนถูมือสองข้างเข้าด้วยกันเพื่อเรียกความอบอุ่น
เสียงเครื่องทำความร้อนดังแกรกๆ
มันดังขึ้นอีกสองครั้ง
แล้วแสงไฟสปอตไลต์ที่ส่องภาพวาดต้นท้อกลางห้องก็กะพริบถี่ๆ
พรึ่บ!
ทุกอย่างดับวูบ
ความมืดมิดเข้าครอบงำแกลเลอรีอย่างสมบูรณ์แบบเสียงครางของเครื่องทำความร้อนหยุดลงทันทีเหลือเพียงเสียงลมพายุที่พัดกระแทกบานกระจกอยู่ด้านนอกหม้อแปลงไฟฟ้าของถนนเส้นนี้คงทนสภาพอากาศไม่ไหวและะเิไปแล้ว
"เวรเอ๊ย" เคทสบถออกมาดังๆ ท่ามกลางความมืด
...
สิบกิโลเมตรห่างออกไป บนทางด่วนวงแหวนที่ติดหนึบ
เสียงแตรจากรถบรรทุกคันใหญ่ด้านหลังดังลั่นยาวเหยียด แสบแก้วหูและน่ารำคาญคนขับรถบรรทุกเปิดหน้าต่างะโด่าทอสภาพการจราจรด้วยถ้อยคำหยาบคายหิมะตกหนักจนมองไม่เห็นไฟท้ายของรถคันหน้า ทุกอย่างหยุดนิ่งมาเกือบชั่วโมงแล้ว
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ในรถซีดานที่เครื่องยนต์ยังคงติดอยู่เสียงแตรดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยาวและดังกว่าเดิม ชายหนุ่มหลับตากัดฟันแน่นจนปวดกราม เขาเกลียดการถูกขัง เกลียดการต้องนั่งรออย่างโง่เขลาเกลียดหิมะที่ทำลายความเป็ระเบียบเรียบร้อยของเมืองนี้
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรออกหาเลขาประจำตัว
"ยกเลิกนัดทั้งหมดของคืนนี้ติดต่อทีมกฎหมายให้ส่งเอกสารควบรวมกิจการไปที่บ้านฉันพรุ่งนี้เช้า"
"แต่ท่านประธานครับ นักลงทุนรอยู่ที่..."
"ยก-เลิก"
เขาตัดสาย ทิ้งโทรศัพท์ลงบนเบาะ
"เปิดล็อกประตู" เขาออกคำสั่งกับคนขับรถ
"ท่านประธาน? ข้างนอกหิมะตกหนักมากนะครับแล้วเราอยู่บนทางด่วน..."
คลิก!
เสิ่นเยี่ยนฉือปลดล็อกประตูฝั่งตัวเอง เขาผลักมันเปิดออกลมกระโชกแรงตีเข้าใส่ใบหน้าจนชาหนึบ ชายหนุ่มก้าวเท้าลงจากรถรองเท้าหนังอิตาลีราคาเหยียบหมื่นหยวนเหยียบจมลงไปในแอ่งโคลนสีน้ำตาลที่ผสมกับหิมะละลายน้ำเย็นเฉียบซึมผ่านรอยตะเข็บเข้ามาััถุงเท้าทันที
มันสกปรก เฉอะแฉะ และน่าสมเพช
"ขับรถกลับไปที่บริษัทซะ ฉันจะลงไปใช้ทางลอดใต้ทางด่วน"เขาปิดประตูรถใส่หน้าคนขับที่กำลังอ้าปากค้าง
เสิ่นเยี่ยนฉือเดินฝ่าพายุหิมะไปตามไหล่ทางแคบๆรถยนต์นับร้อยคันจอดเรียงรายเป็แถวยาวทุกคนมองดูผู้ชายในชุดสูทราคาแพงเดินย่ำโคลนหิมะอย่างคนเสียสติลมหนาวพัดเสื้อโค้ตของเขาจนปลิวสะบัด เกล็ดน้ำแข็งเกาะตามเส้นผมและขนตาเขาเดินตัวสั่น ทุลักทุเล ไม่มีมาดของซีอีโอผู้เยือกเย็นอีกต่อไปมีเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
เขาเพิ่งตัดสินใจเดินเท้าเปล่าท่ามกลางพายุหิมะที่เลวร้ายที่สุดในรอบปี
เขาเดินลงบันไดฉุกเฉินข้างทางด่วนมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจากความเย็นแต่ขาทั้งสองข้างกลับก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆเขาไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหนเขาบอกตัวเองว่าเขาแค่้ากลับอพาร์ตเมนต์ ้าหนีจากการจราจรบ้าบอนี้
แต่ทิศทางที่รถไฟใต้ดินสายนั้นวิ่งผ่านคือสถานีที่อยู่ห่างจากแกลเลอรีศิลปะแห่งนั้นเพียงสองร้อยเมตรเท้าที่เปียกชุ่มของเขาย่ำลงบนแผ่นน้ำแข็ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
...
ในความมืดมิดของแกลเลอรี
อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเมื่อปราศจากเครื่องทำความร้อนเคทคลำหาโทรศัพท์มือถือบนเคาน์เตอร์ เปิดไฟฉายจากหน้าจอแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นมาเป็ลำเล็กๆ ส่องให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ
กู้เหยียนโจวยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขายกแขนขึ้นบังแสงที่ส่องเข้าตา
"ไฟคงดับทั้งบล็อก" เคทพูด เสียงของเธอฟังดูแห้งแล้ง
"ฉันต้องสับเบรกเกอร์ลงก่อน เผื่อไฟมาแล้วมันกระชาก"
เธอเดินถือโทรศัพท์อ้อมเคาน์เตอร์ไปที่แผงไฟหลังร้านกู้เหยียนโจวมองตามแสงสว่างนั้นไป เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้เสนอตัวเข้าไปช่วยเพราะรู้ว่าในพื้นที่ของคนอื่น การยืนอยู่เฉยๆ ไม่เกะกะคือการช่วยเหลือที่ดีที่สุด
เขาได้ยินเสียงสับสวิตช์ไฟดังกริ๊ก
เคทเดินกลับมา แสงไฟฉายสาดส่องลงบนพื้น เธอดึงเก้าอี้สตูลออกมานั่งลงกู้เหยียนโจวขยับตัวไปพิงขอบโต๊ะไม้ใกล้ๆ พวกเขาอยู่ห่างกันประมาณสองเมตรในความมืดมีเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่วางหงายอยู่บนเคาน์เตอร์คอยให้ความสว่างจางๆ
"โชคดีนะ" กู้เหยียนโจวพูดขึ้น ทำลายความเงียบ
"ที่ประตูมันเป็บานม้วนมือดึง ไม่ใช่ระบบไฟฟ้าไม่อย่างนั้นเราคงปิดร้านไม่ได้"
"ใช่" เคทตอบสั้นๆ "โชคดี"
เสียงพายุพัดกระแทกบานกระจกหน้าร้านดังเป็ระลอกความเย็นเยียบเริ่มแทรกซึมผ่านเสื้อผ้า กู้เหยียนโจวเอามือซุกกระเป๋ากางเกงยีนส์เคทกอดอกแน่นขึ้น ทั้งสองคนไม่มีใครพยายามชวนคุยเื่ชีวิต ศิลปะหรือปรัชญาความรัก
มันเป็เพียงความไม่สะดวกสบายที่พวกเขาต้องเผชิญร่วมกัน
"คุณ... จะกลับยังไง" เขาถาม มองออกไปที่ความมืดนอกหน้าต่าง
"รถไฟใต้ดิน" เธอตอบ "สถานีอยู่ห่างไปสอง่ตึกแต่คงต้องรอให้ลมเบาลงกว่านี้หน่อย ออกไปตอนนี้คงปลิว"
เขาพยักหน้าเห็นด้วย
"ผมก็ว่าจะไปรถไฟใต้ดินเหมือนกัน"
พวกเขาเงียบไปอีกครั้ง
ไม่มีความทรงจำลึกซึ้งปรากฏขึ้น ไม่มีการประสานสายตาแบบในภาพยนตร์มีเพียงเสียงหายใจของคนสองคนที่กลายเป็ไอสีขาวในความมืดกู้เหยียนโจวรู้สึกถึงความชาที่ปลายนิ้วเท้า เขาจามออกมาเบาๆ หนึ่งครั้งเคทเหลือบมองเขาในความสลัว แต่ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ขยับตัวดึงเสื้อโค้ตของเธอที่แขวนอยู่มาคลุมทับหน้าตักของตัวเองไว้
และห่างออกไปไม่กี่สถานีผู้ชายอีกคนกำลังเดินย่ำโคลนหิมะลงสู่บันไดรถไฟใต้ดินด้วยความหงุดหงิดที่เขากำลังจะโยนความผิดทั้งหมดให้กับสภาพอากาศ