อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    ซุ่มโจมตี

    ขบวนรถเฟยหม่าส่งคนมาแค่กลุ่มเดียว เส้นทางต่อจากนั้นปลอดภัยไร้อันตราย พอขนของทั้งหมดลงเสร็จ หลิวเวยอันให้พวกเฮยหนิวสามคน คนละสิบเหรียญเงิน พร้อมกับบอกพวกเขาว่าสองสามวันนี้ไม่ต้องออนเข้าเกมมาแล้ว เพื่อความปลอดภัยช่วงนี้ไม่ต้องไปที่สุสานแล้วเพราะสองสามวันนี้ขบวนรถเฟยหม่าต้องหาทางเอาคืนแน่นอน
    “ขอตัวก่อน” พวกเฮยหนิวสามคนตอบอย่างขึงขัง แล้วออฟไลน์ออกจากเกมไป
    หลิวเวยเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ ร้านนี้เป็นกิจการย่อยของ “หอการค้าเหมยฮวา” พูดไปแล้วในเมืองสือโถวเขาไว้ใจเพียงแค่ตระกูลซุนและ “หอการค้าเหมยฮวา” เท่านั้น ที่ไว้ใจตระกูลซุนเพราะความสัมพันธ์อันดีส่วนตัว กับ “หอการค้าเหมยฮวา” นั้นเป็นเพราะชื่อเสียงดีงาม ถึงราคาจะสูงสักหน่อย แต่ก็รับประกันคุณภาพได้“หลงจู๊ ดูของพวกนี้ให้ข้าหน่อย” หลิวเวยอันเทของทั้งหมดที่ค้นมาจากตัวนักรบและคนพวกนั้นออกมา ทำให้เกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ของทั้งหมดมีจำนวนถึงห้าหกสิบชิ้นเลยทีเดียว ดาบยาวของนักรบและขวานของชายร่างใหญ่เป็นเครื่องทองแดง มีเครื่องเหล็กดำเก้าชิ้น ที่เหลือเป็นของทำด้วยไม้ทั้งหมด ขบวนรถเฟยหม่านี่ร่ำรวยจริง ๆ
    ผู้จัดการร้านเป็นชายชราอายุหกสิบกว่าปี หนวดเขาขาวไปครึ่งหนึ่ง แววตาฉับไว ดูก็รู้ว่าเคยเจอสถานการณ์ใหญ่มาก่อน อุปกรณ์มากมายขนาดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขามีสีน้าที่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขากวาดตามองแวบหนึ่ง สายตาหยุดอยู่ที่ขวานและดาบยาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น พูดออกมานิ่ง ๆ ว่า “หนึ่งร้อยสามสิบแปดเหรียญทอง”
    “ตกลง” หลิวเวยอันรู้สึกนับถือเป็นอย่างมาก ราคาที่เขาประมาณไว้ก็อยู่ระหว่างร้อยสามสิบถึงร้อยสี่สิบ แต่เขาคิดคำนวณอยู่ตั้งนาน ผู้จัดการร้านแค่มองสองสามครั้งก็ประมาณราคาได้แล้ว ความชำนาญนี้ช่างน่านับถือจริง ๆ เลย
    เขาใช้เหรียญทองไปแลกเป็นเมล็ดพันธุ์พลังงานทั้งหมดแล้วนำส่งพัสดุด่วน ทั้งตัวเขาเหลือสำรองไว้ใช้แค่สามสิบเหรียญทองเท่านั้น จากนั้นก็ไปที่โรงเตี๊ยมอีกสองชั่วโมง เขาเขียนยันต์ใส่ลูกศรธนูได้สำเร็จสิบหกดอก อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นล่าช้ามาก และถ้ามีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวก็จะทำให้ล้มเหลวได้ หลิวเวยอันอยากจะฝึกเขียนยันต์ไปทั้งคืนแต่ร่างกายของเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ การเขียนยันต์ยี่สิบครั้ง เหนื่อยกว่าวิ่งยาวยี่สิบกิโลเมตรเสียอีก เขาเก็บของทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วออกจากเกมไป
    ออกไปด้านนอกมารอบหนึ่ง รับพัสดุด่วนของครั้งก่อนมา พร้อมกับแบกของกินกองใหญ่กลับมาอีกครั้ง แล้วกินให้หนำใจ เขารู้สึกว่าช่วงนี้เขากินเยอะขึ้นมาก ลองคำนวณดูแล้วในมื้อหนึ่งปริมาณที่เขาต้องกินมีมากเท่ากับหมู่ครึ่งตัวเลย แต่ถึงอย่างนี้เขาก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี จึงทำได้แค่พยายามหยุดความอยากกินต่อไปของตนเอาไว้แกะห่อพัสดุด่วนออก คลำเจอผลึกสีขาวขนาดเท่าเม็ดถั่วแหลืองมาอันหนึ่ง นี่เป็นเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบเจียงซือที่เขาส่งมาเมื่อสองวันก่อน พอตอนเช้าของวันนี้ก็ถึงแล้ว เมื่อกลืนเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงคลื่นร้อนอันทรงพลังแผ่ไปทั่วร่างกาย ทำให้หลิวเวยอันรู้สึกสบายจนแทบจะร้องครางออกมา ความรู้สึกนั้น เป็นเหมือนกับฝนที่ตกลงบนทะเลทรายที่แห้งแล้ง มันเป็นปริมาณฝนพรำแบบเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบเทียบไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบเป็นฝนที่ตกอ่อน ๆ ล่ะก็ ของที่ได้จากซากดิบก็เป็นเพียงคลื่นความชื้น หลิวเวยอันอยากรู้มากว่าเมล็ดพันธุ์พลังงานที่มีระดับสูงกว่าเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบเจียงซือจะมีผลลัพธ์อย่างไร หลังจากกินเมล็ดพันธุ์พลังงานเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้วหลิวเวยอันก็ค่อย ๆ หลับตาลง
    ตอนเช้าพอเขากินอิ่มหนำใจแล้วก็กลับเข้าเกม
    พอออกจากเมืองสือโถว หลิวเวยอันก็คอยระมัดระวังตลอดทางเป็นอย่างมาก หากมีเสียงหรือการเคลื่อนไหวแม้แต่นิดเดียวเขาก็จะหยุดรถมาคอยสังเกตดูระยะหนึ่ง แต่จนมาถึงที่สุสานก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง คนของขบวนรถม้าเฟยหม่าหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วข้ามคืน
    “หรือเป็นเพราะเมื่อวานพวกเขาโดนฆ่าจนกลัวแล้ว วันนี้เลยไม่กล้าโผล่มาอีกงั้นหรอ?”ความคิดนี้เพิ่งแวบเข้ามา ก็โดนเขาปฏิเสธแล้ว เพราะขบวนรถที่ใหญ่ขนาดนี้ ใช้นิ้วเท้าคิดยังรู้เลยว่าไม่มีทางที่จะไร้ฝีมือขนาดนั้น น่าจะมีเรื่องอะไรเลยมาช้าเสียมากกว่า หรือไม่ก็คิดว่ามันไม่คุ้มที่จะเสียแรงมากมายเพื่อเขา ในตอนที่หลิวเวยอันเริ่มผ่อนคลายลง รอบ ๆ ก็มีเสียงตะโกน “ฆ่ามัน” ดังขึ้น จากนั้นก็เห็นลูกศรธนูมามามากมายที่พุ่งมาเหมือนสายฝนปกคลุมล้อมรอบเขาไว้ ก่อนจะมีมือยิงธนูจำนวนเจ็ดแปดสิบคนพุ่งออกมาจากพุ่มหญ้า
    หลิวเวยอันเห็นแล้วตกตะลึง พลางหันหลังวิ่งหนีไปทันที ความเร็วนั้นราวกับม้าที่หลุดจากบังเหียนไม่มีผิด ฟึบ เขาพุ่งไปไกลสิบเจ็ดแปดเมตรในพริบตา ในวินาทีที่ลูกศรธนูกำลังจะโดนตัวเขา เขาก็กระโจนออกไปด้านหน้าแล้วกลึ้งติดต่อกันไปหลายตลบ จนถึงขอบของสายฝนลูกศรธนู ตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บบนร่างกาย ธนูยิงโดนเขาสองดอก จากนั้นสายฝนลูกศรธนูรอบที่สองเริ่มขึ้น ครั้งนี้มือยิงธนูมีจำนวนมากขึ้นกว่ารอบแรกเสียอีก
    ลูกสรที่ยิงโดนปักเข้าที่หลังเขาทั้งสองดอก ไม่ได้โดนที่ขา ทำให้หลิวเวยอันพอมีความหวังอยู่บ้างเล็กน้อย จึงรีบก้าวฝีเท้าวิ่งด้วยความรวดเร็ว เขาไม่ได้วิ่งออกไปทางด้านนอก แต่กลับวิ่งเข้าไปในสุสานแทน ธนูทั่วมู่อยู่ในมือเขาแล้ว ตามมาด้วยเสียงสายธนูสั่นคลอนที่ดังขึ้น
    ลูกศรธนูถูกยิงออกไปพร้อมกันหกดอก การยิงครั้งนี้เขาสู้สุดชีวิต ปกติเขายิงได้มากที่สุดครั้งละสี่ดอก และยังต้องดูความถนัดมือด้วยจึงจะได้
    แสงอันเย็นยะเยือกหายวับไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงร้องอันเจ็บปวดหกเสียงที่ดังมาจากพุ่มไม้ ในตอนที่พลธนูต่างตกตะลึงพลางเปลี่ยนทิศในการยิงกันนั้น หลิวเวยอันก็ยิงลูกศรธนูออกมาอีกหกดอก ตามมาด้วยหกคนที่ล้มลงบนพื้น
    ธนูลูกโซ่!
    พลธนูสองคนเพิ่งเล็งเตรียมจะยิงก็รู้สึกเย็บวาบที่กลางคิ้วก่อนจะล้มตายไป
    หลิวเวยอันใช้ธนูลูกโซ่ร่ายรำอย่างบ้าคลั่งกลางอากาศ ชนลูกศรทั้งหมดที่พุ่งมาให้กระเด็นออกไป ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บที่ท้อง เขาถูกธนูยิงโดนเพิ่มอีกหนึ่งดอก ลูกศรนี้ยิงออกมาด้วยความแรงสูง ลำไส้เขาน่าจะถูกยิงเละไปแล้ว ทุกครั้งที่ขยับร่างกาย ก็รู้สึกเจ็บเหมือนชิ้นส่วนในร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากให้ขาดออกจากกันเป็นริ้ว ๆ หลิวเวยอันกัดฟันแน่น ไม่ออกเสียงอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้เหงื่อไหลตกลงไป ยิงธนูต่อไปเรื่อย ๆ มักจะพูดกันเสมอว่าเวลาผเชิญกับปัญหาคนเรามักจะระเบิดความสามารถที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา มันเป็นเรื่องจริง เพราะภายในเวลาสั้น ๆ หลิวเวยอันยิงลูกศรพร้อมกันหกดอกติดต่อกันสามครั้ง ฆ่าศัตรูตายไปสิบแปดคน ยิงโดนคนหมดทุกดอก เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วแม้ฝ่ายศัตรูจะมีมากกว่าแต่ก็ยังเกิดความวุ่นวายขึ้นอยู่ดี ทำให้การป้องกันด้านซ้ายเผยข้อบกพร่องออกมา
    หลิวเวยอันเพิ่งเริ่มพุ่งตัวออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็จำต้องหยุดลง เพราะชายร่างบึกบึนสวมชุดกระทัดรัดถือมีดดาบหลายสิบคน ไปปิดบังจุดบกพร่องนั้นไว้ได้ทันเวลา การรับมือกับพลธนูเขายังพอมีความมั่นใจบ้าง แต่ถ้ารับมือกับนักรบที่ถนัดการต่อสู้ระยะใกล้ การพุ่งเข้าไปแบบนั้น จุดจบอย่างเดียวก็คือตาย
    เดิมทีแล้วการพุ่งลึกเข้าไปในสุสานเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ทว่า พอดูจากไหวพริบของพลธนูและความแน่นหนาของวงล้อมแล้ว เขาจึงทำใจตัดความคิดอันน่าสนใจนี้ออก จุดแข็งที่จริงแล้วเป็นจุดออ่อน จุดอ่อนที่จริงแล้วเป็นจุดแข็ง ดังนั้นจุดที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือจุดที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน เขาหันหน้าอย่างกะทันหัน ยิงไปทางขอบวงนอกด้วยความเร็วและต่อเนื้อง
    การโจมตีไปหน้าบ้างหลังบ้างของเขาทำให้พลธนูที่ตามมางุนงง จึงโดนยิงเข้าทางด้านหน้าไปหกเจ็ดคน คนที่เหลือต่างดึงธนูยิงโต้กลับ แต่หลิวเวยอันเป็นเหมือนปลาไหลที่เดี๋ยวก็ไปตะวันออก เดี๋ยวก็ไปตะวันตก ทำให้ลูกศรทั้งหมดตามอยู่หลังก้นเขา
    หลิวเวยอันแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขาโดนธนูยิงเข้าที่หลังอีกดอกหนึ่ง แต่กลับไม่กล้าหยุดดู ยังคงเคลื่อนไหวไปมาด้านซ้ายขวาด้วยความรวดเร็ว แต่การยิงธนูในความเร็วสูงเช่นนี้ ก็เป็นการทดสอบฝีมือเขามากเช่นเดียวกัน เขารู้ว่าการยิงศัตรูตายมากขึ้นหนึ่งคน เขาก็จะปลอดภัยมากขึ้นระดับหนึ่ง แต่หากยิงไม่โดนครั้งหนึ่ง เขาก็อันตรายขึ้นระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน เขาเกร็งทั้งตัวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผ่านไปเพียงสองสามนาทีเท่านั้น เขาก็รู้สึกเริ่มรู้สึกกินแรงแล้ว
    จู่ ๆ เขาก็พุ่งออกไปหลายก้าว ใช้แรงบนหลังที่ถูกธนูยิงโดนอีกครั้ง บินไปเตะศพบนพื้น เขารวบรวมแรงทั้งหมดไปไว้ที่ขา ทำให้ขาของเขามีแรงถึงสามสี่ร้อยโลเลยทีเดียว ศพนั้นกระเด็นบินออกไปราวกับระเบิดใหญ่ที่ถูกยิงออกไป บังลูกศรจากธนูด้านหน้าไว้ทั้งหมด หลิวเวยอันจึงรีบตามเข้าไป ใช้ศพเป็นที่กำบัง พลางยิงธนูอย่างต่อเนื่อง
    ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
    เสียงผ่าอากาศอันแสบแก้วหูดังขึ้นราวกับเสียงแห่งความตาย ทุก ๆ ครั้งที่มีเสียงผ่าอากาศดังขึ้น ก็จะตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอย ตอนศพตกลงบนพื้น ขอบวงนอกก็ถูกหลิวเวยอันยิงจนมีช่องโหว่ให้เห็น เขารีบพุ่งออกไปในทันที
    “ตาม” พลธนูที่สวมชุดเกราะหนังคำรามด้วยความโกรธ เพิ่งเริ่มพุ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นหลิวเวยอันเปลี่ยนทิศทางการยิงของธนูทั่วมู่โดยไม่หันหลัง แสงยิงจากธนูแวบผ่าน เขาสีหน้าเปลี่ยนพลางกระโจนหมอบลงบนพื้นทันที ลูกศรธนูผ่าอากาศพาให้เกิดลมแรงเฉียดผ่านเขาไป ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยที่ดังมาจากด้านหลัง
    ธนูลูกโซ่!
    พอมือยิงธนูลุกขึ้น หลิวเวยอันก็พุ่งออกไปเกินระยะการยิงแล้ว หันหลังไปมองสองคนที่ตายไปด้านหลัง โดนยิงที่หัวใจทั้งคู่ สีหน้าเขาดูแย่อย่างถึงที่สุด
    หลิวเวยอันวิ่งอย่างบ้าคลั่งออกไปสองร้อยเมตร เขารู้สึกแสบที่คอดั่งถูกไฟเผา แต่ไม่กล้าหยุดลง เขาอาจจะวิ่งสู้กับพลธนูธนูได้ แต่เขาวิ่งสู้นักรบไม่ไวแน่นอน พอนึกถึงนักรบ เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านหลังไม่มีคนวิ่งตามมา ใจของเขาเย็นเฉียบไปในทันที เขาหยุดฝีเท้าลง ห่างออกไปหกสิบเมตร มีร่างคนโผล่ขึ้นมา มือยิงธนู มือยิงธนูอีกแล้ว จำนวนเจ็ดสิบแปดสิบคนเลยทีเดียว
    เกือบไปแล้ว หากเขารู้ตัวช้ากว่านี้เพียงวิเดียว เขาก็เข้าสู่ระยะการยิงของพลธนูแล้ว ธนูทั่วมู่มีระยะการยิงสี่สิบเมตร ถ้าเลยระยะหกสิบเมตรก็จะไม่สามารควบคุมความแม่นยำได้ ถึงแม้ธนูของฝั่งศัตรูก็สร้างด้วยความประณีตเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เครื่องเหล็กดำอยู่ดี สู้ธนูทั่วมู่ของเขาไม่ได้ น่าจะมีระยะการเล็งยิงประมาณสามสิบเมตร
    มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้าหลัง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ตามเข้ามา พวกเขาค่อย ๆ ตามมา บนใบหน้าเป็นเหมือนแมวที่กำลังหยอกหนูเล่นอยู่ หากไม่ได้รับบาดเจ็บ เขายังพอมีความหวังสองในสิบที่จะพุ่งเข้าสู้ แต่ตอนนี้ แค่จะขยับนิ้วยังยากเลย วันนี้จะต้องมาตายตรงนี้แล้วหรอ? คิดถึงขบวนรถเฟยหม่าที่ส่งคนมาประมาณสามร้อยคนเพื่อที่จะกำจัดเขา ส่วนเขาที่ยิงฆ่าฝั่งตรงข้ามไปประมาณห้าสิบคน พอคิดดูแบบนี้ก็ไม่ถือว่าขาดทุนแล้ว
    ในตอนที่เขาตัดสินใจจะลากคนไปตายเป็นเพื่อนก่อนตาย จู่ ๆ ก็มีคน ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นในสายตาเขา คนที่อยู่นอกการคาดเดามากที่สุด สาวน้อย เป็นสาวน้อยผู้ฆ่าหมูคนนั้น
    ตอนที่หลิวเวยอันมองเห็นสาวน้อยคนนั้น ศัตรูด้านหลังก็มองเห็นเธอเช่นเดียวกัน พวกเขาตะโกนเสียงดังขึ้น พอเสียงส่งผ่านเข้ามา หญิงสาวก็กระโดดเข้าไปหาพลธนูเหล่านั้นราวกับชะมดตัวหนึ่ง ดาบสั้นในมือเป็นเหมือนงูวิเศษที่ออกจากถ้ำ มันรวดเร็วดังสายฟ้า เลือดสาดกระจายไปรอบ ๆ จากนั้นพลธนูห้าหกคนล้มไปบนพื้น
    รอตอนพลธนูคนอื่นรู้ตัวขึ้นมา ก็มีคนล้มกองในนองเลือดสิบกว่าคนแล้ว พวกเขาโมโหอย่างมาก เปลี่ยนทิศกการยิง คมลูกศรจำนวนมากมายต่างเล็งไปที่หญิงสาว แต่กลับได้ยินเสียงสั่นสายธนูที่ต่ำทุ้มผิดปกติดังขึ้นการยิงต่อเนื่อง!
    ลูกศรธนูแผงหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้า ต่อมาก็มีเสียงร้องโอดโอยก็ดังขึ้น พลธนูสิบสองคนล้มตายเรียงเป็นแถวบนพื้น เป็นการยิงครั้งเดียวที่น่าทึ่งจริง ๆ ทุกคนต่างพากันตกตะลึง ศัตรูที่ตามมาด้านหลังเกือบจะหยุดฝีเท้าลง นี่มันคนเดียวหรือสิบกว่าคนันแน่ ยิงโดนสิบสองคนภายในครั้งเดียว หากไม่เห็นเองกับตา ตีให้ตายพวกเขาก็ไม่เชื่อแน่นอน
    ยิงลูกศรครั้งละหกดอกติดต่อกัน ทำให้หลิวเวยอันไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว เขารู้สึกเวียนหัวจนเกือบจะล้มลงไป แต่ทว่า เขายังจำได้ว่าตนอยู่ในสถานการณ์ความเป็นตายอยู่ จึงกัดฟันก้มหน้าวิ่งออกไปอย่างสุดชีวิต หากตอนนี้มีคนยิงมาที่เขาล่ะก็ ต้องยิงโดนแน่นอน แต่น่าเสียดาย ที่พลธนูทั้งหมดกำลังอึ้งในการยิงครั้งก่อนของเขาอยู่ รอจนเขาพุ่งออกจากวงล้อมแล้วพวกเขาจึงหลุดจากภวัง รีบดึงธนูยิงตามไป
    เงาคนแวบไป หญิงสาวปรากฏตัวที่ข้างหลังหลิวเวยอัน เธอใช้ดาบสั้นหมุนชนลูกศรทั้งหมดออกไป ก่อนจะใช้ดาบตั้ดธนูที่ปักตรงท้องหลิวเวยอันทิ้ง พลางแบกหลิวเวยอันที่กำลังจะล้มลงเพราะหมดเรี้ยวแรงไว้บนหลัง วิ่งไกลออกไปในพริบตา หายจากสายตาทุกคนไป
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-