บทที่20หอการค้าเทียนเจิน
เมื่อได้จัดวางรากฐานของตระกูลจ้าวแล้วตัวจ้าวเฟยหลงเองจึงมีเวลาหันมาใส่ใจตนเองมากขึ้นเพราะตอนนี้สถานะการณ์ในตระกูลจ้าวนับว่าเป็ปึกแผ่นแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็มา
พ่อของเขาจ้าวิลู่ก็ทะลวงขั้นการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องขณะนี้อยู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นที่ห้าแล้วหากนับในเมืองตงเฟิง จ้าวิลู่คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสิ่งนี้ทำให้จ้าวิลู่รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเป็อย่างมาก
จ้าวเฟยหลงเองหลังจากที่ทะลวงขั้นที่เก้าของระดับนักยุทธ์ได้แล้วเขารู้สึกได้ว่ากำแพงกั้นของระดับมันช่างใหญ่หลวงยากที่จะทะลวงผ่านแม้จะบ่มเพาะด้วยวิชายุทธ์ระดับเทพอย่างคัมภีร์วัฏฏะปราณเทพัแต่โครงร่างของตันเถียนของเขานั้นก็มหัศจรรย์เช่นกัน มันกว้างใหญ่เกินกว่าของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมากมายนัก
ตอนนี้ดวงจิตอสูรที่หามาได้เขาใช้ไปหมดแล้ว เหลือเพียงของกระทิงเขาเงินอีกเจ็ดดวงเท่านั้นจ้าวเฟยหลงมั่นใจว่าหากดูดซับพลังปราณอสูรจากดวงเ่าั้เขาจะสามารถทะลวงกำแพงบรรลุขั้นจอมยุทธ์ได้อย่างแน่นอนแต่ว่าเขา้าที่จะสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่ตนเองก่อนที่จะบรรลุระดับต่อไป
อีกทั้งยังต้องบ่มเพาะกายอีกซึ่งจำเป็ต้องใช้ทรัพยากรที่มีค่าอีกมากมายนี่เป็สิ่งที่จ้าวเฟยหลงกังวลเป็อย่างมากหากจะใช้ทรัพย์สินของตระกูลจ้าวมาใช้ในการฝึกฝนบ่มเบาะแม้จะใช้จนหมดทั้งคลังก็คงมิอาจเพียงต่อความ้าของเขา
“จำเป็ต้องคิดหาทางสร้างรายได้อย่างอื่น”จ้าวเฟยหลงครุ่นคิด
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นนิ้วมือของเขาก็กำลังหมุนแหวนของเขาเล่นอย่างลืมตัวตอนนั้นเองรอยยิ้มก็เกิดขึ้น
“ข้าลืมไปได้อย่างไรนะนี่!!เห็นทีวันนี้คงต้องไปเดินเล่นที่หอการค้าสักหน่อยแล้ว”
จ้าวเฟยหลงแต่งตัวใหม่ติดหนวดติดเครา เพิ่มพุงให้ตัวเองราวกับเป็ชายวัยกลางคน ไม่ให้เป็ที่น่าสนใจต่อผู้ใดที่พบเห็นแล้วจึงออกจากบ้านไปถึงย่านการค้าที่เจริญที่สุดของเมืองใช้เวลาไปครึ่งชั่วยาม
ที่นี่ร้านรวงขึ้นเบียดเสียดกันแต่ก็ตกแต่งร้านได้อย่างหรูหราเป็พื้นที่ที่เจริญที่สุดของเมืองตงเฟิง เต็มไปด้วยผู้คนที่เงินทองเต็มกระเป๋าจึงไม่มีคนธรรมดาสามัญกล้ากล้ำกลายเข้ามาที่นี่
จ้าวเฟยหลงเดินผ่านทุกร้านแบบไม่เหลียวหลังเขามีจุดมุ่งหมายแล้วนั่นก็คือหอการค้าเทียนเจินเพราะที่นี่คือที่ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เกือบทุกชนิด ของหายาก สมุนไพริญญาเม็ดยา ยุทธภัณฑ์ต่างๆ ล้วนหาได้จากที่นี่ อีกอย่างก็คือที่นี่ค้าขายอย่างตรงไปตรงมามุ่งมั่นที่จะหากำไร แต่ก็ไม่คดโกงใคร
หอการค้าเทียนเจินมีอิทธิพลมากในอาณาจักรต้าตงครอบคลุมทุกแคว้นพลังอำนาจและความร่ำรวยทำให้ไม่มีใครกล้าต่อกร ว่ากันว่ามีตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์คอยปกป้องจึงเป็สิ่งสำคัญที่ทำให้ไม่มีใครกล้าทำให้หอการค้าเทียนเจินไม่พอใจ
เมื่อจ้าวเฟยหลงมาถึงประตูทางเข้าก็พบกับประตูที่สวยงามยิ่งนัก สูงสามจั้งแกะสลักอย่างประณีตประดับไปด้วยทองคำและอัญมณีสีสวยงามตรงกลางประตูทั้งสองบานสลักคำว่ามั่นคงและมั่งคั่งเอาเหมือนจะเอาไว้บอกคนที่มาค้าขายกับหอการค้าเทียนเจินว่าที่นี่เป็ที่ที่สามารถค้าขายได้อย่างสบายใจ
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในหอการค้าความหรูหราที่ภายนอกนั้นมิอาจเปรียบเทียบได้เลยกับภายใน
ตัวอาคารสี่ชั้นภายในชั้นที่หนึ่งพื้นปูด้วยกระเบื้องสีสันสวยงามที่สามารถเปลี่ยนสีไปตามการก้าวเดินได้ผนังสีทอง มีไข่มุกราตรีประดับให้แสงสว่าง เพดานเป็กระจกหลากสีสัน กรอบทำด้วยทองคำล้อมรอบกระจกเอาไว้
บริเวณที่จัดแสดงสินค้าในชั้นนี้มีสินค้าธรรมดาและสินค้าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักยุทธ์เต็มไปหมดยุทธภัณฑ์ระดับสามัญที่วางเรียงรายในตู้ สมุนไพร เม็ดยาและข้าวของอื่นๆมากมาย
จ้าวเฟยหลงในรูปร่างของชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยทันทีที่เข้ามาก็อยู่ในสายตาของคนดูแลร้านสาวสวยนางนับว่าสวยสะดุดตา อีกทั้งรูปร่างที่ร้อนแรงสวมใส่กี่เพ้าที่ตัดเพื่อให้เข้ากับรูปร่างยิ่งทำให้น่าหลงใหลมากขึ้น
“กลยุทธ์สาวงามคงช่วยทำให้ยอดขายดีไม่น้อยหอเทียนเจินช่างร้ายกาจจริงๆ” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ
ผู้ดูแลนางนั้นเดินเข้ามาหาจ้าวเฟยหลงเมื่อนางเห็นเขายืนมองสินค้าที่ตั้งเอาไว้
“ข้าน้อยนามว่าเสี่ยวหลิน หากว่านายท่านประสงค์สิ่งใดโปรดบอกแก่เสี่ยวหลินได้เลย”
พูดแล้วก็ส่งสายตาหยาดเยิ้มมาที่จ้าวเฟยหลงอีกครั้ง
ดวงจิตโลกาที่นิ่งอยู่มานานส่งข้อมูลให้แก่จ้าวเฟยหลงทำให้เขารู้ว่าแม่นางเสี่ยวหลินคนนี้ฝึกวิชาเสน่ห์มายาวิชาที่ทำให้ผู้คนหลงใหลทำให้ค้าขายได้ง่ายขึ้น
จ้าวเฟยหลงกวักมือให้นางเข้ามาใกล้ๆแล้วกระซิบ
“ข้า้ามาซื้อขายกับหอเทียนเจินอยู่แล้วแม่นางไม่ต้องใช้เสน่ห์กับข้าหรอก”
สิ้นเสียงกระซิบเสี่ยวหลินถึงกับต้องถอยหลังออกห่างจากจ้าวเฟยหลงทันทีนางฝึกวิชาเสน่ห์มายาแล้วใช้มันเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้าและก็ได้ผลดีเสียด้วย ไม่เคยมีใครรอดพ้นฝีมือของนางไปได้
แต่ผู้ชายคนนี้มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านางใช้วิชาตอนนี้นางอยากออกจากตรงนี้ไปแจ้งผู้ดูแลของหอเทียนเจินเพื่อให้ระวังตัวแต่จ้าวเฟยหลงเหมือนจะรู้ทัน
“หากเ้าคิดจะไปบอกใครข้าจะเปิดเผยความลับของเ้าที่นี่ซึ่งมันคงไม่ดีแน่” เสี่ยวหลินตัวแข็งค้าง
“นะ...นายท่าน้าสิ่งใดเ้าค่ะ”นางถาม
“ข้าเพียง้าที่เงียบๆเพื่อขายของเท่านั้นข้ารับรองว่าเถ้าแก่ของเ้าต้องพอใจอย่างมาก ตอนนี้เ้าสามารถไปบอกเถ้าแก่ของเ้าได้แล้ว”
เสี่ยวหลิน คำนับแล้วรีบเดินจากไปจากนั้นนางเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนราวครึ่งเค่อนางจึงกลับมาตอนนี้นางเริ่มสงบอารมณ์ของตนได้แล้วจึงกล่าวด้วยเสียงอันไพเราะอีกครั้ง
“นายท่าน!! เถ้าแก่ของข้าขอเชิญท่านไปยังห้องรับรองชั้นที่สี่เ้าค่ะเชิญตามข้ามา”
เสี่ยวหลินเดินนำหน้าจ้าวเฟยหลงพาเขาขึ้นไปชั้นที่สี่ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สังสัยปนอิจฉานับไม่ถ้วนที่เข้ามาซื้อหาสิ่งของในหอเทียนเจินต้องรู้เอาไว้ว่าชั้นที่สูงขึ้นไปก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ผู้คนที่จะขึ้นไปได้ล้วนแล้วแต่เป็ผู้มีสถานะพิเศษหากไม่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงก็ต้องร่ำรวยอย่างมหาศาลแต่ชายพุงพลุ้ยคนนั้น ท่าทางก็ไม่เหมือนผู้ฝึกยุทธ์เสื้อผ้าก็ธรรมดาเหตุใดถึงได้รับเชิญขึ้นไปที่ชั้นสี่
จ้าวเฟยหลงเดินผ่านแต่ละชั้นพบเห็นความแตกต่างที่ถูกจัดเอาไว้ ความหรูหราสวยงามของชั้นที่สูงขึ้นหาใช่สิ่งที่ชั้นต่ำกว่าจะมาเทียบได้สินค้าที่นำมาจำหน่ายก็ยิ่งสูงค่า แปลกตามากขึ้น ของหายากต่างๆก็สามารถพบเห็นได้
“นับว่าหอเทียนเจินยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ
เสี่ยวหลินนำจ้าวเฟยหลงมาถึงห้องรับแขกห้องหนึ่งห้องนี้กว้างขวางตกแต่งด้วยหยกจักรพรรดิ ประดับผนังด้วยใบไม้ทองคำชุดรับแขกไม้เนื้อแข็งล้ำค่า มีภาพวาดแขวนไว้ทั้งสี่ทิศเป็รูปสัตว์เทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ ัเขียว หงส์เพลิง เสือขาว และเต่าทมิฬทุกรูปล้วนสวยงามราวกับมีชีวิต แน่นอนว่าราคาย่อมสูงเสียดฟ้า
เสี่ยวหลินเชิญให้จ้าวเฟยหลงนั่งลงดื่มชาชั้นเลิศที่แม้แต่อ๋องผู้ครองแคว้นยังไม่สามารถดื่มได้ เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของหอเทียนเจิน ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน
“นายท่าน เถ้าแก่จะออกมาพบท่านอีกสักครู่โปรดรออีกเล็กน้อย” จ้าวเฟยหลงพยักหน้ารับ ดื่มชาไปพลางนั่งขบคิดไปพลาง
ครึ่งเค่อผ่านไปมีชายคนหนึ่งรูปร่างอ้วนถ้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา เดินเข้ามาสายตาที่มองมาที่จ้าวเฟยหลง ทำการประเมินค่าอย่างรวดเร็วตามนิสัยพ่อค้าเขาพบว่าชายคนนี้ธรรมดาอย่างที่สุดไม่มีอะไรน่าสนใจ หากไม่เป็เพราะว่าเขาจับได้ว่าเสี่ยวหลินใช้วิชาเสน่ห์มายาก็คงไม่ได้ขึ้นมาถึงบนนี้และเขาก็คงไม่ต้องออกหน้ามาอย่างนี้
“ข้าเป่าช่านเป็เถ้าแก่ของหอการค้าเทิยนเจินสาขานี้ขอถามนามอันสูงส่งของนายท่าน”
“ข้าคนไร้ชื่อเสียงเรียกข้าว่า ‘หลง’ ก็ได้” จ้าวเฟยหลงตอบ
“เช่นนั้นก็นายท่านหลง”เป่าช่านเดินเข้ามานั่งตรงข้ามกับจ้าวเฟยหลง
“มิทราบว่าท่าน้าขายสิ่งใดกับหอการค้าเทียนเจินหรือ”
เถ้าแก่ของหอการค้าเทียนเจินตรงเข้าประเด็นทันทีไม่้าเสียเวลากับนักต้มตุ๋นอีกต่อไปเพราะประเมินแล้วว่าชายที่นั่งข้างๆเขาไม่มีอะไรที่น่าสนใจสักนิดเดียวความเป็ไปได้อย่างเดียวคือเขาเป็นักรีดไถอย่างนั้นแล้วเขาจะได้จัดการให้เสร็จๆไป หอการค้าเทียนเจินเด็ดขาดกับผู้ที่มาสร้างปัญหาให้ไม่มีไว้หน้า
จ้าวเฟยหลงเห็นว่าเถ้าแก่คนนี้มีข้อกังขาในตัวตนของเขาจึงไม่อยากมากความ
“เถ้าแก่เป่าไม่ทราบว่าพวกท่านซื้อขายร่างของสัตว์อสูรเช่นไร”
เป่าชานนิ่งอึ้งไปตอนแรกเขาคิดว่าจ้าวเฟยหลงจะเป็นักรีดไถเสียอีกแต่ตอนนี้กลับถามเื่สัตว์อสูร
“ท่านหลงข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าท่านจะค้าสัตว์อสูร”
“มีอีกหลายเื่ที่ท่านไม่รู้”จ้าวเฟยหลงตอบอย่างหมดอารมณ์
“เอาเป็ว่าท่านซื้อขายอย่างไร”
เมื่อได้ฟังคำตอบของจ้าวเฟยหลงเป่าช่านถึงกับอึ้งเข้าไปอีกชายคนนี้ไม่กลัวอิทธิพลของหอการค้าหรือไรถึงกล้าอารมณ์เสียที่นี่อารมณ์ของของเริ่มขุ่นมัวมากขึ้น
“สัตว์อสูรขั้นหนึ่งราคาที่หนึ่งพันหินปราณระดับต้นสัตว์อสูรระดับสองหนึ่งหมื่นหินปราณระดับต้นหรือสิบหินปราณระดับกลาง”
“แล้วสัตว์อสูรระดับสามล่ะ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามอีกครั้ง
ครั้งนี้เป่าช่างต้องสะกดอารมณ์อย่างมากเขาต้องตอบถามที่ตนเองคิดว่าตอบกับไม่ตอบก็เหมือนกันแล้วยังถูกต้องคำถามแบบเดิมเพียงแต่ขยายออกไปอีกขั้นเท่านั้นแบบนี้มันคือการก่อกวนอย่างเห็นได้ชัด
เป่าช่านลุกขึ้นพร้อมกับมองที่ใบหน้าของจ้าวเฟยหลง
“นายท่านหลงที่นี่คือหอการค้าเทียนเจินเหตุใดถึงมาก่อนกวนที่นี่ แรกเริ่มก็ก่อกวนผู้ดูแลร้านของเราตอนนี้ก็มาก่อนกวนการทำงานของข้า คิดว่าข้าคนนี้สามารถล้อเล่นได้ง่ายๆงั้นหรือ”
จ้าวเฟยหลงถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เถ้าแก่เป่าข้าก็แค่้าข้อมูลในการค้าขายก็เท่านั้นเหตุใดจึงต้องอารมณ์เสียใส่ข้าด้วย หรือนี่คือวิธีการค้าขายของหอการค้าเทียนเจินอย่างนั้นหรือ”
“หึ...เห็นทีหากไม่สั่งสอนเ้า คงไม่รู้ว่าอันใดคือหอการค้าเทียนเจิน”
เป่าช่างรวบรวมพลังลมปราณซัดหมัดไปที่จ้าวเฟยหลง
“หมัดหมีขย้ำิญญา”
วิชายุทธ์ระดับปราณขั้นกลางถูกใช้โดยจอมยุทธ์ขั้นสองย่อมมีพลังการทำลายล้างสูง พลังหมัดรูปกรงเล็บหมีพุ่งไปหาจ้าวเฟยหลงอย่างรวดเร็วหากเป็นักยุทธ์คนอื่นต้องตกตายเพราะหมัดนี้อย่างแน่นอน
จ้าวเฟยหลงนั่งนิ่งสงบ พลังลมปราณของเป่าช่างไม่อยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อยเมื่อพลังหมัดรูปกรงเล็บหมีมาถึงตัว เขาใช้มือจับเอาไว้แล้วบีบพลังหมัดหมีขย้ำิญญาจนแตกละเอียดเสียงดังลั่นห้อง
เป่าช่าน ยืนตะลึงอ้าปากค้างไม่เชื่อสายตาของตนพลังของเขาอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสองบวกกับวิชาระดับปราณขั้นกลาง น้อยนักจะมีผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันต่อกรได้แต่เขาได้เห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้า บีบพลังหมัดของเขาแตกด้วยมือข้างเดียว
จ้าวเฟยหลงจิบชาอย่างสบายใจ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“ข้า้าเพียงค้าขายเท่านั้นไม่้าฆ่าคน หากยังให้เถ้าแก่คนนี้เจรจาอยู่อีกเกรงว่าหอการค้าเทียนเจินคงต้องสูญเสียลูกจ้างไปหนึ่งคนเหตุใดท่านจึงไม่ออกมาคุยกับข้าเองเล่า”
เพียงไม่นานกลิ่นหอมละมุนก็ลอยมาเข้าจมูกของจ้าวเฟยหลงตามมาด้วยร่างอันน่าหลงใหล ใบหน้างดงามราวเทพเซียนวาดเขียน ดวงตาดำขลับชวนใฝ่ฝันผิวขาวราวหิมะ อกอวบอิ่ม เอวคอด สะโพกงอนงาม ขาเรียวยาวน่าหลงใหล นี่คือนางงามระดับล่มเมืองอย่างแท้จริงอายุนางประมาณสิบสี่สิบห้าปี เดินเข้ามาในห้อง
“เป่าช่านเื่นี้ข้าจะจัดการเองเ้าออกไปก่อน”
“ขอรับผู้าุโ”เป่าช่านรับคำอย่างไม่เต็มใจแล้วออกจากห้องไป
“ข้าฉีหนิงเฟิ่งผู้าุโของหอการค้าเทียนเจินสาขาเมืองตงเฟิงขออภัยที่ลอบฟังการสนทนาของท่านเมื่อครู่นี้”
อันที่จริงแล้วนางเพียง้าดูว่าคนที่สามารถมองวิชาเสน่ห์มายาเป็เช่นไรพอเห็นแล้วนางก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอเห็นจ้าวเฟยหลงนั่งบีบพลังหมัดของเป่าช่านแตกคามือแถมเขายังจับได้ว่าตนแอบฟังอยู่จึงได้เผยตนออกมา
หลังจากที่อึ้งไปสองลมหายใจจ้าวเฟยหลงจึงได้สติประสานมือทักทาย “ผู้าุโฉี”
“อย่าได้เรียกข้าว่าผู้าุโเลยมันทำให้ข้าอึดอัด”
ฉีหนิงเฟิ่งไม่อยากให้ใครเรียกนางว่าผู้าุโเลยแม้แต่น้อยเพราะมันทำให้นางดูแก่สำหรับหญิงสาวแล้วนี่คือเื่คอขาดบาดตาย
“ถ้าอย่างนั้นหลงผู้นี้ของเรียกท่านว่าแม่นางฉีได้หรือไม่” ฉีหนิงเฟิ่ง พยักหน้ารับอย่างพอใจ
“เื่ที่เกิดขึ้นท่านคงรู้แล้วดังนั้นข้าขอถามคำถามสุดท้ายราคาซื้อขายสัตว์อสูรระดับสามเป็เช่นใด”
“หากเป็สัตว์อสูรระดับสามราคาอยู่ที่หนึ่งแสนหินปราณระดับต้นหรือ หนึ่งร้อยหินปราณระดับกลาง หรือหนึ่งหินปราณระดับสูง”
ฉีหนิงเฟิ่งตอบด้วยเสียงหวานน่าฟังนางอยากรู้ว่าจ้าวเฟยหลงจะมาไม้ไหน
ทันใดนั้นร่างของวานรกำปั้นศิลาจระเข้กระเหล็ก หมาป่าดำ หมีขนเหล็ก งูเกล็ดอำพันและเหยี่ยวมงกุฏทองก็ปรากฏเต็มห้อง ทำให้ห้องรับแขกอัดแน่นไปด้วยร่างของสัตว์อสูร
“นี่มัน...”
ฉีหนิงเฟิ่งใจนพูดไม่ออก นางเคยเห็นการค้าสัตว์อสูรมามากแต่ไม่นึกว่า ท่านหลงคนนี้จะมีร่างของสัตว์อสูรระดับสองมากมายขนาดนี้ทำให้ตอนนี้นางเริ่มมองเขาด้วยความคิดใหม่แล้ว
“ขอถามท่านหลงสัตว์อสูรเหล่านี้เป็ท่านทั้งหมดหรือ” จ้าวเฟยหลงยิ้มแล้วตอบ
“เมื่อไรกันที่หอการค้าสนใจเื่ของลูกค้าด้วย”
ฉีหนิงเฟิ่งรู้ตัวว่าถามมากไป
“แน่นอนว่าไม่แต่ถ้าหากสินค้าของท่านนำปัญหามาให้ข้า ท่านจะต้องประสบภัยที่น่าสะพรึงกลัวโปรดจำไว้ด้วย”
นางแสดงอำนาจข่มขู่จ้าวเฟยหลงคืนทันที
“เื่นั้นเอาไว้ทีหลัง...ตอนนี้ท่านจะซื้อสินค้าของข้าหรือไม่” จ้าวเฟยหลงเริ่มจะหมดความอดทนเช่นกัน
“แน่นอนว่าย่อมต้องซื้อเราจะทำให้ลูกค้าผิดหวังได้อย่างไร” ฉีหนิงเฟิ่ง เริ่มคิดราคาสินค้าทันที
“ทั้งหมดหนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นหินปราณระดับต้น”
จ้าวเฟยหลงได้ยินราคาก็อึ้งไปต่อให้เขาเป็ลูกหลานตระกูลจ้าวแต่เขาเคยใช้แค่เหรียญทองแดงอย่างมากก็แค่เหรียญเงินเท่านั้นแต่ตอนนี้เขากำลังจะมีหินปราณเป็ล้าน จะไม่ให้เขาใได้อย่างไรกัน
“ข้าตกลง”จ้าวเฟยหลงพูดออกมาหลังจากอึ้งไปพักใหญ่
ฉีหนิงเฟิ่งก็รู้สึกโล่งอกเช่นกันเพราะเห็นจ้าวเฟยหลงนิ่งเงียบไปพักใหญ่แต่อยู่ดีๆก็บอกตกซะอย่างนั้นเมื่อตกลงได้แล้วฉีหนิงเฟิ่งจึงโบกมือร่างของสัตว์อสูรทั้งหลายจึงหายไปอยู่ในแหวนมิติของนาง
ไม่นานเสี่ยวหลินเดินเข้ามาในห้องในมือถือถาดใบหนึ่งในนั้นมีแหวนมิติหนึ่งวงนำมามอบให้จ้าวเฟยหลงสายตาของนางหยาดเยิ้มชวนฝัน ต่างจากตอนพาเขาเข้ามาในตอนแรกที่ดูประหม่าหวาดกลัว
“ในนั้นมีหินปราณขั้นต่ำหนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นก้อนท่านหลง้าอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
ฉีหนิงเฟิ่ง เอ่ยขึ้นจ้าวเฟยหลงมองไปที่นางแล้วแตะไปที่แหวนของเขาร่างของกระทิงเขาเหล็กทั้งเจ็ดตัวก็ปรากฏขึ้น
“นี่คือ...กระทิงเขาเหล็กสัตว์อสูรขั้นสาม”
ฉีหนิงเฟิ่งเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น แม้จะอยู่ในหอการค้าการโอกาสที่จะพบเจออสูรขั้นสามก็นับว่ายากยิ่งตอนนี้นางเพิ่มความสงสัยในตัวของ ท่านหลง ผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ
“ใช่แล้ว...ทั้งหมดนี้ข้าจะขายให้กับท่านและข้า้าซื้อสิ่งเหล่านี้ด้วย”
จ้าวเฟยหลงส่งกระดาษที่เขียนรายชื่อสิ่งที่จ้าวเฟยหลง้า