ยามเย็นหน้าถ้ำต้องห้าม แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันทอดตัวเฉียงลงมา แสงสีทองส้มกระทบกับละอองหมอกที่ลอยคลุ้งอยู่เหนือยอดไม้สูง เสียงใบไม้ไหวแ่เบาดังประหนึ่งเสียงกระซิบแห่งป่า...จนกระทั่งกลิ่นหอมบางเบาแต่วาบลึกของ ดอกไอริสสีม่วงค่อยๆ แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งป่าลี้ลับแห่งนี้
ยามได้ัักลิ่นนั้นหัวใจของมันตราก็พลันสั่นไหว “การฝึกบำเพ็ญในเขตแดนมนุษย์นี้ มีสิ่งหนึ่งที่เ้าควรรู้… พลังปราณของเ้าจะก่อกำเนิดขึ้นพร้อมๆกับพลังเวทย์ และพลังปราณหลักในพิภพนี้มีอยู่หกธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และิญญา” เสียงหวานละมุนของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
แสงอาทิตย์เรื่อเรืองสะท้อนเงาร่างของเทพีชิงอี้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางละอองม่านหมอก นี่เป็การปรากฏกายครั้งแรกเบื้องหน้ามันตรา ทำให้เขาถึงกับตาค้างตะลึงในความงดงามเจิดจรัสดุจดังเทพธิดาในตำนาน แม้ใบหน้าขาวนวลเนียนของนางจะแฝงไว้ด้วยความเ็าน้อยๆ แต่ดวงตากลับลึกซึ้งเหมือนมีเื่ราวมากมายถูกเก็บซ่อนเอาไว้จนเล่าขานได้ไม่รู้จบ
มันตรายิ้มบางๆ พลางคิดในใจ “แล้วท่านล่ะมีพลังแบบใดกัน?”
ทันใดนั้น กลิ่นไอริสก็ทวีความเข้มข้นขึ้น...หอมลึกล้ำราวกับจะทะลุเข้าไปในแก่นแห่งจิติญญา จากนั้นเทพีชิงอี้จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบเย็น “ข้ามีพลังพิเศษคือพลังปฐมิญญา และพลังเหมันต์ ซึ่งในพิภพนี้มีเพียงสามพลังที่นับเป็พลังพิเศษ”
มันตราขมวดคิ้วเล็กน้อย “พลังปฐมิญญาคือสิ่งใดกัน?”
“คือการหลอมรวมพลังธาตุทั้งหกเป็หนึ่งเดียว เป็พลังที่สมดุลและบริสุทธิ์ที่สุด หากผู้ใดพลังนี้ได้โดยไม่ถูกมันกลืนกิน… ผู้นั้นก็จะกลายเป็หนึ่งในผู้กำหนดดุลยภาพแห่งพิภพแห่งนี้” ชิงอี้กล่าวพลางเดินเข้าไปหามันตราอย่างสง่างาม
“แล้วพลังพิเศษคือสิ่งใดกัน” มันตราถามด้วยความสงสัย
“ก็คือพลังที่สามารถข่มพลังต่างๆ และสังหารเผ่ามารและเผ่าปีศาจได้โดยง่าย จึงนับเป็พลังพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงสามพลังคือ พลังอัสนี พลังเหมันต์ และพลังปฐมิญญา” เทพีชิงอี้กล่าวตอบขณะหยุดยืนเบื้องหน้าใกล้ๆเขา
แสงอาทิตย์สุดท้ายเลือนลับจากขอบฟ้า เงาสะท้อนของทั้งสองทอดยาวเคียงกันบนพื้นหญ้า ลมเย็นโชยมาวูบหนึ่ง กลีบดอกไม้ปลิววนขึ้นราวกำลังฟังการสนทนา
เทพีชิงอี้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แต่แฝงความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
“การจะเป็จอมยุทธในยุทธภพนี้ต้องประกอบด้วย 5 สิ่งคือ
1.คุณธรรม คือ ความดีงาม
2.ความรู้ คือ ความรอบรู้ในสรรพสิ่ง
3.พลัง คือ ปราณ หรือ เวทย์
4.อาวุธ คือเครื่องมือที่ใช้ในการต่อสู้
5.เพลงยุทธ คือกระบวนท่าที่เข้ากับอาวุธที่เ้าใช้
เ้ายังขาดอาวุธ และเพลงยุทธ หากอาวุธคือกระบี่ก็ต้องมีเพลงกระบี่ หากอาวุธคือยันต์ ก็ต้องมีการวาดยันต์” เทพีชิงอี้กล่าวอย่างตั้งใจ
มันตราเอ่ยเสียงเบา ทว่าแววตากลับมั่นคง “หากข้ามีท่านอยู่เคียงข้าง...ข้าย่อมไม่รู้สึกว่าขาดสิ่งใดอีกเลย”
นางชะงัก กลิ่นไอริสรอบกายราวจางหายไปชั่วขณะ สายตานางวูบไหว ริมฝีปากเม้มแน่น “เหลวไหล...ใครบังอาจสั่งสอนให้เ้ากล้าล่วงเกินข้าซึ่งอาจารย์ของเ้า!”
“ท่านจะเป็อาจารย์ข้าได้อย่างไรกัน” มันตราถามอย่างงงๆ
“ข้าเป็ผู้ก่อตั้งสำนักปฐมิญญาและเป็เ้าสำนักคนแรก ทีนี้เ้ารู้หรือยังว่าข้าเป็อาจารย์เ้าได้อย่างไร” นางตะคอกเสียงใส่แต่ยังไงก็ดูช่างน่ารักสำหรับเขา
“เ้าไม่เพียงขาดอาวุธ และเพลงยุทธ แต่ยังขาดคุณธรรมอีกด้วย!” เสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็เย็นะเื มันตรารู้สึกเหมือนหัวใจโดนคมมีดบางกรีด แต่ยังไม่ทันตอบอะไร เสียงแหวกอากาศก็พุ่งมาอย่างเฉียบพลัน
ฟึ่บ!
มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้สะท้อนแสงวาบเข้าตาเทพีชิงอี้ นางจึงสะบัดปลายนิ้ว บังเกิดสายลมพัดวูบกระทบมีดสั้นทำให้มันหมุนเปลี่ยนทิศไปปักต้นไม้เื้ัอย่างเฉียดฉิว
ฉึก!
ชายฉกรรจ์สี่คนกระโจนออกมา พร้อมกับกระบี่เปล่งประกายแวววาวในมือ เสียงหนึ่งะโลั่น
“ฆ่า!! ต้องไม่ให้ใครรอด!”
เทพีชิงอี้ยืนนิ่งพลางยกมือชูขึ้นอย่างสง่างาม เกิดเสียงน้ำแข็งแตกร้าวดังขึ้น ร่างทั้งสี่กลายเป็รูปปั้นน้ำแข็งในท่ากระโจน และถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์
“จงสลายไปซะ...” นางเอ่ยเบาๆ ก่อนดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
เพล้ง!
น้ำแข็งพลันแตกสลาย ร่างทั้งสี่สลายกลายเป็ผงน้ำแข็งล่องลอยไปกับสายลมเย็น
มันตราคิดไตร่ตรอง “ในเมื่อชาติที่แล้วข้าเสียคนรักไปอย่างง่ายดาย ชาตินี้ข้าควรแสดงให้สตรีที่ข้ารักได้รับรู้ถึงความรู้สึกของข้า” เขาสวมกอดนางอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นระรัวด้วยไม่สามารถทานทนกับความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ได้อีกต่อไป
“ท่านเทพีชิงอี้...ข้า…ชอบท่านเหลือเกิน…”
เทพีชิงอี้สะดุ้ง ดวงตาเบิกกว้างอย่างใ แม้จะได้ยินคำพูดจากใจจริงของเขา แต่นางก็ยังไม่ทันได้ตั้งสติ
หัวใจของเทพีชิงอี้เต้นถี่จนรู้สึกเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่ง...กลิ่นไอริสในตัวนางปะทุขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
นางขยับกายออกจากวงแขนของเขาอย่างร้อนรน ใบหน้าแดงจัด “เ้า! เ้านับวันยิ่งลามปาม! ข้าเป็อาจารย์เ้า! เ้าควรเรียกข้าว่า อาจารย์ชิงอี้! ไม่ใช่เกี้ยวพาข้าเช่นนี้!”
มันตราคุกเข่าลง พลางกุมมือนางไว้แน่น เงยหน้าขึ้น แม้หัวใจถูกบีบรัด แต่ก็ไม่คิดที่จะโต้เถียง
“อาจารย์ชิงอี้… ต่อจากนี้ไปข้าจะเรียกท่านเช่นนั้น...”
เทพีชิงอี้นิ่งงัน นางหลับตา...เสียงหัวใจของนางกำลังเต้นถี่ไม่แพ้เขา นางรีบดึงมือออกจากการเกาะกุม “หรือว่า…ข้าก็รู้สึกเช่นกัน...” นางคิดในใจ ลมหายใจเริ่มขาด่ แต่ยังคงสงวนท่าที นางยื่นมือไปแตะไหล่เขาเบาๆ น้ำเสียงเย็นสงบนุ่มนวล
“หากเ้าชอบข้าจริงๆ… นับแต่นี้ไป ขอให้เ้ารักษาเกียรติของข้าให้ดีด้วย” นางกล่าวเขินๆไม่กล้ามองหน้าเขา “เมื่อใดที่ข้ารู้แน่ชัด...ว่าข้ามีใจต่อเ้า เมื่อนั้นเ้าค่อยแสดงออก นี่ถือเป็คำขอจากข้า...เ้าจะทำได้หรือไม่?”
มันตราเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกาย “ข้ายินดี...ไม่ว่าเมื่อใด ข้าจะรอคอยวันนั้น วันที่ท่านยอมรับข้าด้วยใจของท่านเอง”
เทพีชิงอี้มองเขาครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างของนางจะค่อยๆ ละลายหายไปกับสายลม… ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอริสที่ยังคงหอมซ่านหัวใจของเขาติดแน่นฝังใจอย่างไม่เลือนลาง
นางปรากฏกายบนหน้าผาสูงเหนือหุบเขา สายลมแรงพัดตัดกับแสงสุดท้ายของวัน เส้นผมนางพลิ้วไหว ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ในแววตากลับปั่นป่วนดั่งอ่างน้ำใสที่ถูกหยดหมึกดำลงไป
“ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ เขาไม่น่าแสดงความรู้สึกเช่นนั้นกับข้าเลย”
นางพึมพำกับตนเอง สิ่งที่เอ่อล้นในอกไม่ใช่แค่ความเขินอาย แต่คือ ความหวาดกลัว
“หากข้าปล่อยใจให้พ่าย...หากข้ากลายเป็ภรรยาของเขาเมื่อใด ข้าจะสิ้นสภาพจากการเป็เทพในทันที...”
ชิงอี้ถอนหายใจอย่างแ่เบา นางรู้ดีว่าความรักนั้นจะทำลายทั้งพลัง หน้าที่ และภารกิจใหญ่หลวงในการฟื้นฟูเผ่ามนุษย์ตามบัญชาของเทพีน้ำค้างเหมันต์
สายลมวูบหนึ่งพัดกลีบดอกไม้ปลิวผ่านไป แต่เทพีชิงอี้ยื่นมือจับไว้ได้ทัน กลีบบางนั้นสั่นไหวบนฝ่ามือ
“มันตรา...เ้าช่างไม่รู้เลยว่าข้านี้ต้องแบกภาระอะไรไว้บ้าง...”
เสียงสะท้อนอันเ็ปภายในใจของชิงอี้ ดังรอดผ่านคำกล่าว
“ความรักของข้า… คือพิษ… เป็สิ่งที่อาจทำลายทุกความหวังของเผ่ามนุษย์ลงได้… ”
นางกำมือแน่นจนกลีบดอกไม้แหลกในอุ้งมือ เสียงลมหวิวพัดพาความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่
“ข้าจะรักเขาได้...ก็ต่อเมื่อข้ากำลังจะตาย หรือเขาแข็งแกร่งพอจะปกป้องข้าและเผ่ามนุษย์ได้เท่านั้น…”
แววตานางกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง แม้เป็เทพแต่ก็ไม่อาจลบเลือน หรือแม้แต่คลายจากความรู้สึกนี้ ได้เพียงแต่เก็บซ่อนมันไว้ในส่วนที่ลึกสุดของหัวใจไปนานแสนนาน…