ตึก! ตึก! ตึก!
กลางศตวรรษที่ 19 ความสงบสุขแห่งสหราชอาณาจักรถูกทำลายด้วยคดีฆาตกรรมซ่อนเงื่อนที่มากเกินกว่าเหล่าสกอตแลนด์ยาร์ดตำรวจแห่งกรุงอังกฤษจะรับมือไหว
ท่ามกลางกระแสอาชญากรรมที่บ้าคลั่งเ่าั้คือจุดกำเนิดของเื่ราวซึ่งเป็ดั่งตำนานของชายผู้หนึ่ง
ตึก! ตึก! ตึก!
คืนที่แสงจันทร์ถูกกลืนกินด้วยเมฆดำชายผู้หนึ่งออกวิ่งเต็มฝีเท้า ผ่านทุ่งหญ้าที่เพิ่งนองไปด้วยน้ำฝน
เสียงจ๋อมดังเป็จังหวะพร้อมๆกับดินโคลนที่สาดกระเซ็นเปื้อนขากางเกง จนเมื่อเรี่ยวแรงมาถึงขีดจำกัดเขาจึงผ่อนฝีเท้าแล้วหยุดวิ่ง อ้าปากหอบหายใจหนักๆพร้อมกับยกมือขึ้นใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อออกจากใบหน้าด้วยความเหนื่อยล้า
เขาหันกลับไปยังทิศทางที่ตนวิ่งจากมาคฤหาสน์ร้างเก่าแก่ที่เขาเปลี่ยนให้เป็ปราสาทพ่อมดตั้งตระหง่าน เมื่อมองย้อนไปก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ต้องจากลาชีวิตสุขสบายในปราสาทมา
คิดดังนั้นเขาเดาะลิ้นอย่างขัดเคืองถ้าไม่เป็เพราะ ‘เ้าหมอนั่น’ มาที่นี่เขาก็คงยังได้เป็พ่อมดแห่งม่านหมอก ซุกตัวในปราสาทนี้ต่อไป
เขาถ่มน้ำลายลงพื้น
“หึ!คิดจะจับฉัน ฝันเอายังง่ายกว่าเลย”
เขาเอ่ยอย่างอวดดีเพราะในความเสียใจก็ยังมีความดีใจอันล้นพ้นที่อย่างน้อยๆปราสาทของเขาก็ได้กลายเป็หลุมฝังศพของยอดนักสืบผู้เก่งกาจแห่งยุค
อีกไม่ช้าเมื่อข่าวการตายของหมอนั่นแพร่ออกไปผู้คนก็จะยิ่งหวาดกลัวในเวทมนตร์ของเขา
ใช่แล้ว...เขาเผยยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
หลุมศพของ ‘เชอร์ล็อกโฮล์ม’ อยู่ที่นั่น ภายใต้คฤหาสน์หลังนั้น
“หึๆนักสืบที่เก่งที่สุดอะไรกัน ก็แค่เ้าหน้าละอ่อนคนหนึ่งเท่านั้นล่ะ”
เขาหัวเราะแล้วละสายตาจากคฤหาสน์ตั้งใจจะออกวิ่งไปให้ถึงกระท่อมชายป่าที่เขาเตรียมม้าเป็พาหนะสำหรับหนีไปเมืองอื่นแต่แล้วทั้งร่างกายและความคิดก็ต้องหยุดชะงัก ดวงตาสะใจในชัยชนะพลันเบิกกว้างแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนกราวกับเห็นปีศาจร้าย
“กะแก แก...!”
เขาอ้าปากค้างชี้นิ้วสั่นเทาไปยังชายหนุ่มสองคนที่คิดว่าตายไปแล้วชายหนุ่มนักสืบคนที่ตัวเล็กกว่าใช้นิ้วดึงปลายหมวกลงราวกับจะซ่อนใบหน้าขาวเช่นเดียวกับพระจันทร์ที่ซ่อนตัวหลังเมฆดำ
“ทะทำไมแกถึงยังไม่ตาย...เชอร์ล็อก โฮล์ม!??”
ก่อนที่คำถามจะได้รับคำตอบชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็คู่หูของนักสืบ ‘โฮล์ม’ เ้าของผมสีเงินก็หายไปจากสายตาแล้วมาปรากฏตัวตรงหน้าเขาทันทีพร้อมกับที่เกิดความเ็ปราวกับจะผลักให้เขาเข้าสู่นิทราโดยไม่จำยอมขาสองข้างของเขาอ่อนยวบคล้ายกับศีรษะกำลังหนักขึ้นจนแทบล้มทั้งยืนโดยไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง
ตึง!!!
อาชญากรร้ายหงายหลังล้มกระแทกพื้นอย่างแรงราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าการหลับไปครั้งนี้เขาจะตื่นขึ้นมาโดยไร้อิสรภาพ
ทว่าสติเฮือกสุดท้ายของเขาก็ยังดึงดันอยากรู้
“ทะ...ทำไม..?”เพราะเหตุใดเชอร์ล็อกโฮล์มและคู่หูที่น่าจะตายอยู่ในปราสาทเพราะกับดักของเขาไปแล้วถึงยังมีชีวิตอยู่ได้
“จะฆ่าฉันงั้นเหรอ?”เชอร์ล็อก โฮล์มเลิกคิ้วแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดูอันตรายและทำให้รู้สึกยอมแพ้แบบไร้ทางต่อต้าน “ขอโทษที ด้วยกำลังน่ะไม่มีทางหรอก” เขายิ้มพราวแล้วเอ่ยต่อราวกับรู้ว่าคนฟังกำลังรอคอย
“ปริศนาซึ่งพาฉันไปสู่ทางตันเท่านั้นที่จะฆ่าคนอย่างฉันได้”
.......................................................................
ปีคริสต์ศักราช 2004
ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบเว้นจังหวะหายใจหลังจากพูดมาเป็ระยะเวลานานเขาทอดสายตาอ่อนโยนมองลูกชายที่นั่งหลังตรง วางมือเรียบร้อยบนตักฟังเื่ที่เขาเล่าอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าจริงจังกับลูกสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนกอดหมอนเอนตัว พึงที่พักแขนอยู่ข้างๆ กัน
พอเห็นภาพนั้นชายวัยกลางคนก็คลี่ยิ้มแ่บาง แล้วเอ่ยปิดท้าย
“ถ้าจะทำให้โฮล์มแพ้ก็มีแต่ต้องใช้ปริศนาเท่านั้น เล่ห์กลหรือการใช้ความรุนแรงน่ะทำอะไรโฮล์มไม่ได้หรอก”
“จบแล้วใช่ไหมคะ”เฌอลัญจ์ โฮล์ม อนุมานสกุลเด็กสาววัยแปดขวบดีดตัวขึ้นนั่งถามด้วยเสียงคาดหวัง
“จบแล้วๆมีคำถามอะไรจะถามพ่อไหม”
“มีครับ”เด็กชายสวมแว่นยกมือขึ้นด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“ว่ายังไงไววัลย์อยากรู้อะไรถามมาเลย”
“ผมอยากให้คุณพ่อช่วยอธิบายทริกที่คนร้ายใช้ในคดีนี้กับวิธีที่ ‘โฮล์ม’ อนุมานแบบละเอียดอีกครั้งครับ”
“พี่ไววัลย์ถามยาวอีกแล้ว”เฌอลัญจ์ทำแก้มป่องขึ้นมาทันที “นานๆพ่อจะกลับบ้าน แต่เอาแต่เล่าเื่ ‘โฮล์ม’ อยู่ได้ ไม่เห็นสนุกเหมือนเื่เ้าหญิงเงือกเลย น่าเบื่อจะตาย”
เด็กสาวลากเสียงยานคางแสดงความเบื่อหน่ายออกมาในน้ำเสียงอย่างเต็มที่
“ไม่เห็นจะน่าเบื่อเลย”ไววัลย์พูดน้ำเสียงเหมือนตำหนิน้องสาวเล็กๆ แล้วหันไปมองหน้าพ่อสีหน้าบอกชัดว่าอยากให้ตอบคำถามในสิ่งที่ตนถามไป
“เข้าใจแล้ว”ชายวัยกลางคนยิ้มให้ลูกชายกับลูกสาว
“เอาอย่างนี้นะเฌอลัญจ์ไปที่หน้าทีวีนะลูก พ่อซื้อซีดีการ์ตูนมาฝากลูกเพียบเลยเอาเป็ว่าลูกดูการ์ตูนรอไปก่อนเดี๋ยวพอพ่ออธิบายให้พี่ไววัลย์ฟังเสร็จแล้วจะตามไปดูการ์ตูนด้วย แบบนี้ดีไหม”
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเฌอลัญจ์ทันทีเด็กหญิงตัวน้อยะโลงจากเบาะเข้าไปกอดบิดาอย่างดีใจสุดขีด
“เย้!พ่อใจดีที่สุดในโลกเลย ตกลงค่ะ งั้นพี่ไววัลย์ต้องมาดูด้วยกันนะ”
พอไววัลย์พยักหน้าเฌอลัญจ์ก็รีบวิ่งเสียงดังตึกตักออกไปจากห้องสมุดของบ้านในทันที
ไววัลย์มองตามหลังน้องสาวพลางคิดว่าที่เฌอลัญจ์เปลี่ยนเป็ดีใจได้เร็วขนาดนี้เพราะว่าคุณพ่อของเขาใช้การอนุมานจากคำพูดของเฌอลัญจ์เมื่อครู่นี้ว่าเธออยากทำอะไรจึงพูดสิ่งที่จะทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นออกมาได้อย่างแม่นยำ และได้ผล
เด็กชายหันมองบิดาที่ยังคงยิ้ม
“ไววัลย์จำไว้นะลูก อนุมานศาสตร์น่ะนอกจากจะเป็ศาสตร์ที่ช่วยลบล้างความเ็ปของผู้คนได้แล้วยังจะต้องสร้างรอยยิ้มให้กับคนอื่นได้ด้วย เข้าใจไหมลูก”