หมอกสีขาวปกคลุมทั่วทั้งสายตา ก่อเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างอันเวิ้งว้างนี้ หลี่เหลียนฮวา ที่กำลังมึนงงอยู่ยิ่งสับสนมากขึ้นอีก เมื่ออยู่ๆ คล้ายมีภาพเหตุการณ์ ชีวิตของคนผู้หนึ่ง วิ่งผ่านเข้ามาในหัว มันช่างแปลกประหลาด ยิ่งภาพปะติดปะต่อ ของชะตาชีวิตของหญิงสาวนางนี้ ที่มีชื่อเดียวกันกับเธอ แต่มันไม่ใช่เธอ นี้มันเื่บ้าอะไรกัน ร่างบางเริ่มขมวดคิ้ว และเริ่มรับรู้สึกถึงเจ็บแปลบตรงหน้าผาก ไหนจะเสียงเจื้อยแจ้วที่สะท้อนในแก้วหู ค่อยๆ เริ่มดึงสติให้เธอกลับมาเริ่มรับรู้ ถึงบรรยากาศ อันแปลกประหลาดรอบๆ ตัว ได้มากยิ่งขึ้น เสียงเจื้อยแจ้วในตอนแรก ที่เริ่มเหมือนว่าจะดังขึ้น จนเธอสามารถจับประเด็นรางๆ ว่านั่นคือเสียงของเด็กน้อยที่กำลังนั่งคุยกัน และเมื่อเธอลองจับเนื้อหาในคำพูด ของเสียงเล็กๆ ทั้งสองนั่น ขนอ่อนทั่วทั้งร่างกาย ก็ลุกชันยิ่งกว่า ตอนรู้ตัวว่าตนเองได้ตายเป็ผีเสียอีก เธอก็เริ่มมั่นใจแล้วว่า ไอ้เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และร่างกายคนผู้นี้ นั้นไม่ใช่ร่างของทหารเดนตาย ที่ได้ตายไปในนักรบเช่นชาติก่อนของเธอแน่ แต่นี้เป็ร่างของคนผู้อื่น
“เราจะฝังนางหรือเอาไปโยนทิ้งไว้ข้างๆ ป่าดี” เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้ชายคล้ายจะถามความคิดเห็นดังขึ้น
“ถ้าฝังเราก็จะเสียเวลา และเปลืองแรงมากเลยนะ พี่ว่าแค่เรานำ ร่างคนผู้นี้ไปทิ้งข้างๆ ชายป่าใกล้ๆ ก็คงพอแล้ว” เสียงหวานแหลมเล็กๆ อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมา
“ใช่แล้วๆ ทำไมข้าคิดไม่ได้กันนะ อย่างน้อยให้ร่างของนาง ได้เป็ประโยชน์แก่อย่างอื่นบ้างเถอะ ให้อย่างน้อย ได้กลายเป็อาหารให้สัตว์ป่า นับว่าเป็การทำบุญกุศล อันสูงสุดของนางแล้วในชีวิตนี้”
“หรืออย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่มีสัตว์ตัวไหนโชคร้ายหลงผิดมากินร่างนาง ร่างนางยังคงใช้เป็ปุ๋ยให้กับต้นหญ้าต้นไม้ต้นสมุนไพรแถวๆ นั้นได้ด้วย” เสียงของเด็กผู้ชายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"เช่นนั้นเราจะเอาร่างนางออกไปอย่างไรเล่า ตั้งตามพี่ขอทานมาช่วยหรือเปล่า"
"นั้นนะสิเื่นี้นับว่าเื่ใหญ่ ลำพังแค่เด็กน่ารักๆ อย่างเราสองคน คงไม่สามารถเอาร่างผู้ใหญ่คนเดียวไปทิ้งได้แน่ ทำยังไงดีนะ"
หน้าของทั้งสองเด็กสองที่ดูเคร่งเครียดเพราะไม่รู้จะลากร่างของ ผู้ที่ได้ชื่อว่าแม่ ไปทิ้งได้เช่นไร ภาพของเ้าก้อนแป้งทั้งสอง ทั้งคำพูดทั้งหมดนั้นทำเอาผู้ที่ตั้งใจฟังอยู่ ถึงกับตากระตุกไปครึ่งร่าง
หลี่เหลียนฮวา เมื่อแน่ในแล้วว่าภาพตรงหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน สายตาที่ดูอิดโรยเมื่อครู่ จึงลืมโพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อาจทนฟังในสิ่งที่มนุษย์ตัวจิ๋วทั้งสองคนได้พูดคุย ใช่แล้ว ตอนนี้เธอมาอยู่ในร่างเ้าของเดิมที่มีชื่อ เหมือนกันกับเธอราวกับจับวาง หญิงสาวในยุคจีนโบราณ ที่สังเกตได้จากการแต่งตัว หลี่เหลียนฮวา ร่างเก่าคนนี้ ที่หาส่วนดีในตอนนี้แทบไม่เจอ หญิงสาวผู้รวมเอาความชั่วร้ายมาไว้ในตัวเอง ส่วนเ้าสองก้อนแป้งที่เห็นนั้น ก็นับว่าเป็ความผิดพลาดในชีวิตของนางเอง เป็สิ่งที่ทำให้นางต้องตกอยู่สภาพเช่นนี้ ดังนั้นอย่าได้หวังความสนใจ ใส่ใจจากนางเลย มีเพียงแต่การละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ซ้ำยังรีดไถ ที่จะมอบให้ จนเมื่อผ่านพ้นเวลามานาน จนกว่าที่คิดได้อีกครั้งก็เป็วันสุดท้ายของชีวิตแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไข สิ่งใดๆ ได้ทันแล้ว ภาพสุดท้ายที่จำได้คือดวงตาสองคู่ที่มองมายังนางอย่างใ เมื่อได้ยินเสียงของศีรษะของนางกระทบเข้ากับขอบเตียง ดังตุ๊บจนเืไหลเป็ทางยาว ก่อนที่นางจะสิ้นสติและจากไปตลอดกาล แล้วทำไม ทำไมเธอตั้งมารับรู้เื่ราวความรู้สึกผิดของร่างเดิมด้วย หลี่เหลียนฮวา คิดในใจ์ช่างไม่ยุติธรรมกับเธอสักนิด
ตามความทรงจำเดิม เดิมทีเ้าของร่างไม่ใช่คนเมืองนี้ แต่เป็ถึงคุณหนูในคนเมืองหลวง แต่เพราะเกิดตั้งครรภ์โดยไม่มีพ่อ บ้านเดิมด้วยกลัวชื่อเสียงของวงตระกูล และก่อนครรภ์นางจะแสดงออกมาประจานให้ฉาวโฉ่ เป็เื่ให้ขบขันไปทั่วเมือง ผู้เป็บิดา ที่เดิมทีก็ไม่ได้รักเอ็นดูนางมากอยู่แล้ว เมื่อเกิดเื่ขึ้น จึงสั่งตัดขาดจากบ้านเดิม เท่านั้นไม่พอเมื่อเื่นี้ ไปถึงหูของฮูหยินใหญ่ผู้เป็แม่เลี้ยง ด้วยเพราะว่ากลัวว่าสุดท้ายแล้วจะมีข่าวแพร่ออกไปอยู่ดี จึงเลือกที่จะส่งเหล่านักฆ่า มาไล่ล่าเธอเพียงเพราะ กลัวลูกสาวของตนเอง จะต้องโดนผลกระทบ ในเื่อื้อฉาวนี้ไปด้วย จนไม่สามารถแต่งงานออกเรือน ไปเป็ฮูหยินเอกได้ โชคดีท่าสุดท้ายนางก็สามารถรอดจากความตายของเหล่าฆ่าเ่าั้ แต่สภาพนั้นก็รับว่าร่อแร่กลับมายังเมืองเกิดของมารดา ที่ได้เสียชีวิตเมื่อเธออายุได้เพียงหนาว โดยสองตายายใจดี และนับจากนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อแช่ จากหวังเหลียนฮวา เป็หลี่เหลียนฮวา ในปัจจุบัน
เมื่อสำรวจตามความทรงจำเดิม หลี่เหลียนฮวา ก็พบว่าร่างนี้มีอายุเพียง 22 ปี ซ้ำยังไร้ญาติขาดมิตรหากไม่นับ เ้าสองก้อนแป้งทั้งสอง ที่กำลังหาวิธีพาร่างนางไปโยนทิ้งข้างป่านั้น แถมเ้าของร่างเดิม ยังเป็คนที่ปล่อยปละละเลยตัวเอง ดื่มเหล้าย้อมใจ จนอยู่ในสภาพที่ขอทานยังน่ามองมากกว่า เห็นจะมีชุดเท่านั้นที่เหมือนจะพอดูได้ที่ นอกนั้นทั้งผมเพล้า ที่กระเซอะกระเซิงม้วนติดกันเป็แพรได้ขนาดนี้ ซ้ำเนื้อตัวที่อาบไปด้วยกลิ่นเหล้า สภาพที่ขนาดนางเองเป็นักรบเดนตาย ผ่านการรบมาตั้งมากมายหลายสมรภูมิในชาติก่อน ยังไม่สามารถทนกลิ่นเหล่านี้ได้เลย เมื่อมองไปรอบๆ บ้าน บ้านที่อย่าได้ถามหาความเป็ระเบียบ แค่หาที่ว่างจากข้าวของ ที่ทิ้งระเกะระกะไปทั่วก็แทบไม่มีแล้ว สิ่งของที่เหมือนกับว่าทั้งชีวิตมันนี้ไม่เคยถูกเก็บ และจุดที่เด่นที่สุดที่ หลี่เหลียนฮวา มองเห็นได้ในตอนนี้คงจะเป็สิ่งมีชีวิตสองก้อนนั้น ที่กำลังนั้งหันหลังทำหน้าคร่ำเครียด ปรึกษาเื่ที่ยิ่งใหญ่ ในการจัดการของร่างเธอยังไงดี
เมื่อเริ่มกลับมาเข้าใจในสิ่งสงสัยก่อนหน้าจนหมดสิ้นว่านี้คือความจริงแล้ว หลี่เหลียนฮวา จึงใช้แขนยันตัวเองลุกขึ้นนั้ง พร้อมกันกับที่สายตาสองคู่ หันมองมายังร่างที่มีการขยับเคลื่อนไหวทันที ดวงตาที่เบิกโพลงจากเด็กน้อยทั้งสอง พร้อมการขยับปากเล็กๆ ประสานเสียงที่เอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
“ท่านแม่ ท่านพื้นขึ้นมาทำไม!”
“ท่านแม่ ท่านพื้นขึ้นมาทำไม!”
“ตายแล้วก็ควรรีบตายไปเลยสิ” เด็กผู้ชายพูดเสริมทันทีที่เห็นผู้เป็แม่ลุกขึ้นนั่ง
“จริงๆ ด้วย ท่านแม่ตัวภาระของพวกเรายังไม่ตาย” เสียงหวานของเด็กผู้หญิงอีกคนรีบเอ่ยขึ้นมาเพื่อเสริมกัน
"นี้ท่านยังเป็ภาระของพวกข้ายังไม่หนำใจ หรือไงกัน ทำไมไม่ตายๆ ไปให้มันจบๆ ไปเล่า"
ใช่แล้ว ก้อนกลมที่ดู มอมแมมสองก้อน นี้จะเป็ใครไปได้ละ นอกจากลูกที่ในไส้ของนาง ที่ช่างทำตัวน่ารักน่าชัง สมกับใช้ชีวิตรวมกันมา เนิ่นนานเสียจริง
“ถ้าเกิดตายง่ายๆ จะเป็แม่ของพวกเ้าได้อย่างไรละ”
หลี่เหลียนฮวา เอ่ยตอบลูกรักทั้งสองของนาง พร้อมส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจ ที่ทำให้ผู้รับทั้งสองนั้นขนหัวลุกเกรียวกราวไปทั่วร่าง ยิ่งสีหน้าของเ้าก้อนแป้ง ที่ดูใมากยังกับว่านางเป็ผี หาใช่เป็แม่ตัวเองเสียอย่างนั้น
หลี่ย่าเสียน หลี่หย่ายเชียน คือนามของบุตรชายหญิงฝาแฝด ที่นางอดทนแบกท้อง ทรมานตอนคลอดตามกันออกมา เวลานี้ก็ผ่านมาเนิ่นนานวันจนก้อนแป้งทั้งสองอายุครบห้าหนาว ถึงแม้จะดูเป็ก้อนแป้งที่ตกลงพื้นที่เต็มไปด้วยผงถ่าน สภาพไม่ได้แตกต่างจากนางมากนักในเวลานี้ก็ตาม แต่เ้าก้อนแป้งทั้งสองก็ยังตัวกลมเต่งตึง ไม่ได้มีสภาพผอมแห้ง ดั่งเช่นเด็กที่ขาดสารอาหารที่นางเคยพบ จึงทำได้เพียงคิดแล้วก็รู้สึกแปลกใจ ว่าเ้าก่อนแป้งทั้งสองนั้นมีชีวิตผ่านพ้น ความตายเข้าสู่อายุห้าหนาวได้อย่างไร เพราะถ้าเป็คนปกติ มีหวังต้องตายไปนานแล้ว ช่างอดทนสมกับที่จะมาเป็ลูกๆ ของนาง เพราะถ้าเป็เด็กคนอื่นคงได้อดตายไปนานแล้ว เ้าก้อนแป้งทั้งสองดูอ้วนถ้วนสมบูรณ์ เกินเกณฑ์ปกติไปอีกด้วย อย่างนี้สิค่อยจะเหมาะสมกับเป็ลูกนางเสียหน่อย
“ปีศาจ ปีศาจชัดๆ รอยยิ้มแสยะบนหน้าเช่นนี้” หลี่หย่ายเชียน รีบหันมากระซิบพี่สาวบอกกับพี่สาวฝาแฝดของตน เมื่อเห็นผู้เป็แม่ยิ้มให้
"ใช่แล้ว นี้เ้าปีศาจ ข้าจะบอกเ้าให้นะ เ้าออกไปจากร่างสตรีนางนั้นเถอะ นางนะทั้งขี้เมา ี้เีตัวเป็ขน น่ารังเกียจ ไม่ชอบอาบน้ำ เ้าอยู่ไปก็มีแต่ทำชีวิตตนเองมัวหมองนะ เข้าเตือนเ้าแล้วนะ พี่สาวท่านพูดอะไรบ้างสิ" ผู้เป็น้องชายที่หันไปยังร่างผู้เป็แม่ และยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ เมื่อผู้เป็พี่สาวที่ยังตกตะลึงเอาแต่นิ่งอึ้ง จนไม่พูดสิ่งใดออกมา
"อืม ท่านปีศาจเดียวพวกเราจะนำร่างของนาง ไปทิ้งที่ชายป่าแล้ว ท่านช่วยออกไปรอสักครู่ เมื่อพวกเราทิ้งเสร็จท่านค่อยมาสิงร่างนี้เอาเช่นนั้นดีกว่า" ผู้เป็พี่ พูดเสียงเบากับร่างของผู้เป็แม่ ตามคำบอกกล่าวของฝาแฝดผู้น้อง
“หยุดพูดเพ้อเจ้อได้แล้วทั้งสองคน” หลี่เหลียนฮวา มองไปยังเ้าก้อนแป้งทั้งสองพร้อม เอ่ยปากบอกกับก้อนแป้ง ที่ตอนนี้ตีโพยตีพายไปเสียเกินจริงได้ขนาดนี้ได้
“ลุกขึ้นแล้วตาม และรีบตามแม่มาทั้งสองคน”
สองพี่น้องหันมองหน้ากันอย่างงุนงง ที่อยู่แม่น่าตายก็บอกให้พวกเขาลุกขึ้น หลังจากที่มองหน้ากันสักพัก เ้าฝาแฝดแล้วค่อยๆ พยักหน้าให้กัน เดินตามร่างของผู้เป็แม่ออกไป เพราะถึงนางจะชั่วร้ายอย่างไรนางก็คงไม่เคยทำร้ายร่างกาย ของทั้งสองคน ทำแค่เพียงรีดไถของกินและอาหาร ด่าทอบ้างเพียงแค่นั้น
เมื่อหลี่เหลียนฮวา เห็นว่าเ้าก้อนแป้งทั้งสอง ลุกขึ้นและเดินตามเธอมาแล้ว ร่างบางที่ตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ที่สภาพจะพังอยู่รอมร่อ และได้เปิดค้นหาเสื้อผ้าตัวใหม่ ที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่ตัว ้รวมถึงเสื้อผ้าของเ้าก้อนทั้งสอง ติดมือมาด้วย ซึ่งตลอดทางเดินในบ้านนั้น นางต้องค่อยๆ ให้เท้าเขี่ย สิ่งของที่วางเกะกะ เพื่อจะได้มีทางเดินออกไปได้ เมื่อได้สิ่งที่้าแล้วจึงเดินไปยังแม่น้ำ ซึ่งจำได้จากความทรงจำเดิม ว่าอยู่ทางด้านหลังบ้านนางเอง สองพี่น้องเดินตามและจ้องมองผู้เป็แม่มาห่างๆ อย่างระมัดระวัง
“พี่สาวอยู่ใกล้ๆ ข้าไว้นะเผื่อนางจะวางแผนร้าย จับเราไปขายจะได้วิ่งหนีทัน” แฝดผู้น้องบอกกับผู้เป็พี่สาวที่ต่างเดินจับมือกันมา
“อืมไม่ต้องห่วง หาเตรียมยาสำหรับทำให้คันไปทั่วขณะไว้แล้ว ถ้ามีใครคิดจะจับเรา ทำไม่ได้แน่” พี่สาวบอกกับน้องชาย
“ว่าแต่เมื่อครู่ ข้าจับดูชีพจรของท่านแม่แล้ว ข้าแน่ใจว่ามันหยุดเต้นไปแล้วนะ” แฝดผู้พี่ยังคงไม่เข้าใจ เหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งที่นางทำตามคำสอน เื่การจับชีพจรจากท่านผู้เฒ่าโจวแล้วแท้ๆ
“แล้วทำไมนางถึง”
“นั้นนะสิ ทำไม่นางถึงยังไม่ตาย” ผู้เป็พี่สาวเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
หลี่เหลียนฮวา เหลียวมองพี่น้องสองคนที่เดินพร้อมทั้งกระซิบกระซาบกัน เว้นระยะห่างกับนางไว้พอสมควร ซึ่งนางเองก็เข้าใจถึงความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจและแววตาจับผิด ที่เ้าก้อนแป้งชาโคล ทั้งสองลักลอบมองนางอยู่ในขณะนี้ดี
พอถึงแม่น้ำ นางก็นำเสื้อเตรียมมาผ้าวางไว้ที่ก้อนริมแม่น้ำ จากนั้นเดินตรงลงไปยังแม่น้ำ ทำความสะอาดร่างกายตนเอง ที่ยังคงส่งกลิ่นชวนอ้วก แม้ว่าจะไม่สะอาดทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดมันจะไม่มีกลิ่นเ่าั้ติดตัวนางอีก เริ่มการสะสางร่างกายเริ่มต้นขึ้น ต่อให้ไม่มีสบู่แค่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับหน่วยรถพิเศษ ในชาติก่อนอย่างเธอ ขอเพียงน้ำแค่นี้นับว่าเพียงพอแล้ว
สายตาสองคู่ จับจ้องภาพของแม่ที่กำลัง สะสางผมตัวเองกลางแม่น้ำ ที่ฤดูที่ใกล้เข้าหน้าหนาวเช่นนี้ ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว น้ำเย็นขนาดนั้นต้องเป็คนบ้าเท่านั้น ที่ทำเช่นนี้นั้นเป็วิธีอาจฆ่าหรือทรมานพวกเขาเป็แน่ สองพี่น้องหันมองหน้ากันทันที เพียงสบตาก็ราวกับรู้ในความคิดกันและกัน
“หลี่ย่าเสียน หลี่หย่ายเชียน พวกเ้าเลิกคิดบ้าๆ ในหัวเล็กๆ นั้น แล้วรีบลงมาอาบน้ำกับแม่ได้แล้ว” หลีเหลียนฮวาร้องบอกเ้าแฝดที่กำลังตั้งท่าเตรียมวิ่งหนีไปจากที่ตรงนี้
เท้าทั้งสองที่กำลังจะขยับต้องหยุดชะงักทันที และต่างคนต่างคิดในใจเหตุใดแม่เขา ถึงได้อ่านความคิดพวกเขาได้ ราวกับเปิดอ่านเช่นนี้ และไหนจะเรียกแทนว่าตัวเองว่าแม่นั้นอีก ประหลาดเกินไปแล้ว หรือภัยพิบัติ กาลกีนีจะบังเกิดขึ้นกันแน่
“รีบๆๆ ลงมาเร็วเข้าหรือจะให้แม่ต้องขึ้นไปลากตัวพวกเ้าที่ละคน บอกไว้ก่อนเลยพวกเ้าหนีแม่ไม่พ้นหรอก” หลี่เหลียนฮวา รีบพูดเร่งเ้าก้อนแป้ง ทั้งสองอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเท้าน้อยๆ ของทั้งคู่ยังอยู่ที่เดิม เพราะต่อให้เ้าก้อนแป้งนี้วิ่งหนีอย่างไร มีหรือจะพ้นน้ำมือหน่วยรบพิเศษเช่นนางไปได้
ภาพแปลกประหลาดเกิดขึ้นที่ริมแม่น้ำสายน้อย เมื่อสามคนแม่ลูกนั้งอาบน้ำถูคราบไคล สิ่งโสโครกให้กันและกัน ถ้าหากมีบุคคลอื่นมาพบเห็น คงมีข่าวลือว่าพระอาทิตย์ขึ้น ทางทิศตะวันตกเช่นนั้นเป็แน่
เมื่อจับเ้าก้อนแป้งทั้งสอง ขัดคราบไคลและสางผมเพล้าจนดูสะอาดเรียบร้อย หลี่เหลียนฮวา จึงนำลูกทั้งสองไป เปลี่ยนชุดตัวใหม่ ที่ขนาดได้ชื่อว่าตัวใหม่ ยังมีสภาพเก่าเก็บมากอยู่ดี และมันก็เริ่มคับตัวเ้าก้อนแป้งทั้งสองด้วย กว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อยก็เล่นเอาเสียเวลาไปมากโข
"โครก" เสียงท้องร้องที่เกิดจากท้องเล็กของผู้เป็ลูกสาว ที่กำลังนั้งบิดตัวม้วย เพราะเขินอายที่ท้องกลมๆ ของตัวเองส่งเสียงไม่ทันได้ตั้งตัว หลี่เหลียนฮวา เมื่อได้ยินที่ร้องประท้วงจากพุงเล็กๆ ของลูกสาว ก็รู้ว่าคงถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว จึงมองไปยังห้องครัวของบ้านที่บัดนี้ มันว่างเปล่า ว่างเปล่าสุดๆ คือไม่มีแม้กระทั่งหม้อไห่ จนเกิดคำถามอีกสามพันล้านรอบขึ้นมาในหัว ว่าเ้าก้อนแป้งทั้งสองนี้โตมาเช่นไรกัน