เยว่ซินไม่ได้ตื่นขึ้นมาบนเตียงอันอบอุ่น ไม่มีหมอหรือสาวใช้มาคอยดูแล์ไม่ได้เมตตานางถึงเพียงนั้น นางลืมตาขึ้นมาบนพื้นแข็งๆของห้องเก็บฟืนเก่าที่อับชื้นและเย็นเฉียบซึ่งเป็สถานที่คุ้นเคยที่นางมักจะถูกโยนเข้ามาพักฟื้นหลังจาก"รับเคราะห์" เสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง
ความเ็ประบมไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกทุบตีมาตลอดคืนพิษไข้จากความหนาวเย็นเริ่มเล่นงานนางอย่างหนัก ทำให้ศีรษะหนักอึ้งและปวดร้าวลมหายใจของนางร้อนผ่าวตัดกับอากาศเย็นรอบตัวอย่างชัดเจน
ความรู้สึกแรกที่นางรับรู้ได้อย่างเต็มที่กลับไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางกายหากแต่เป็น้ำหนักอันแปลกประหลาดที่ห่มคลุมร่างของนางอยู่
นางก้มลงมองหัวใจก็ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสื้อคลุมสีดำสนิทตัวนั้น นี่มันไม่ใช่ความฝัน เสื้อคลุมขนหมาป่าขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยยังคงอยู่กับนางเนื้อผ้าชั้นนอกเรียบลื่นและเย็นเยียบแต่ขนสัตว์อ่อนนุ่มด้านในยังคงกักเก็บไออุ่นจางๆและกลิ่นไม้จันทน์อันเป็เอกลักษณ์ของเขาเอาไว้ได้มันคือหลักฐานว่าเหตุการณ์เมื่อคืนได้เกิดขึ้นจริง
เยว่ซินยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ความรู้สึกที่ท่วมท้นในใจนางตอนนี้ไม่ใช่ความซาบซึ้งแต่เป็ความหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจเสื้อคลุมตัวนี้ไม่ใช่ของขวัญมันคือคำสาปคือตราประทับที่มองไม่เห็นซึ่งจะนำพาหายนะมาให้นางอย่างแน่นอน ในจวนแห่งนี้การได้รับความสนใจใดๆก็ตาม ถือเป็เื่อันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจจากบุรุษที่แม้แต่บุตรีของท่านแม่ทัพมิเคยได้รับ
ปัง!
ประตูไม้เก่าๆถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูกระทบกับผนังเสียงดังสนั่นร่างที่ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูทำให้เยว่ซินตัวแข็งทื่อ
ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพท่านหญิงสวี่พร้อมด้วยคุณหนูใหญ่สวี่ลี่จูและแม่นมจางทั้งสามมีใบหน้าที่บูดบึ้งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับนางไปสังหารบิดาของพวกนางมา
"ตื่นแล้วหรือนังตัวหายนะ!"น้ำเสียงของฮูหยินใหญ่เ็าและแฝงไว้ด้วยความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบังนางไม่ได้ถามไถ่อาการของเยว่ซินแม้แต่คำเดียวสายตาของนางจับจ้องไปยังเสื้อคลุมสีดำราวกับอสรพิษร้าย
คนที่น่ากลัวกว่ากลับเป็สวี่ลี่จูบุตรีแห่งจวนแม่ทัพผู้ซึ่งปกติจะทำราวกับเยว่ซินเป็เพียงอากาศธาตุบัดนี้กลับจ้องมองนางด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟริษยาอย่างเปิดเผย
"ถอดมันออกมาเดี๋ยวนี้!" นางตวาดเสียงแหลม
"ของสูงค่าเช่นนั้นไม่คู่ควรกับร่างกายโสโครกของเ้า!" นี่เป็ครั้งแรกที่สวี่ลี่จูพูดกับนางโดยตรงด้วยอารมณ์รุนแรงถึงเพียงนี้และมันเกิดจากความริษยาที่กัดกินในใจ
แม่นมจางก้าวฉับๆ เข้ามาหาเยว่ซินหมายจะกระชากเสื้อคลุมออกไปจากร่างของนางแต่ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เยว่ซินกลับรวบชายเสื้อคลุมไว้แน่นมือที่สั่นเทาของนางกำผ้าเนื้อดีไว้จนข้อนิ้วซีดขาวนางไม่ได้้าจะมันแต่นางรู้ดีว่าทันทีที่เกราะป้องกันชิ้นสุดท้ายนี้หลุดออกจากตัวไปสิ่งที่รอนางอยู่ย่อมเลวร้ายกว่าที่เป็อยู่แน่นอน
"นังทาสชั้นต่ำ! ยังจะกล้าหวงอีกรึ!"สวี่ลี่จูกรีดร้องอย่างสิ้นสติเมื่อเห็นท่าทีของเยว่ซิน ความอดทนของนางขาดสะบั้นลงด้วยความโกรธจนหน้ามืดตามัวนางเหลือบไปเห็นถังไม้ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องภายในมีน้ำเย็นจัดที่สาวใช้เตรียมไว้สำหรับขัดพื้นนางจึงปรี่เข้าไปคว้าถังไม้นั้นขึ้นมาโดยไม่ลังเล
"ลี่จู อย่า!" ฮูหยินใหญ่ร้องห้ามแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ซ่า!
น้ำเย็นเยียบในถังถูกสาดเข้าใส่ร่างของเยว่ซินอย่างจัง!
ความหนาวเย็นที่เสียดแทงไปจนถึงกระดูกทำให้เยว่ซินสะดุ้งเฮือก ร่างกายที่กำลังร้อนรุ่มด้วยพิษไข้เมื่อเจอกับน้ำเย็นจัดหดเกร็งจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว นางไอออกมาอย่างรุนแรงเสื้อคลุมขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยบัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสกปรก
"พวกเ้ากำลังทำอะไรกัน!!!"
เสียงคำรามกึกก้องที่เต็มไปด้วยโทสะดังขึ้นจากหน้าประตูท่านแม่ทัพใหญ่สวี่คุนยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ที่นั่นเขาเพิ่งกลับมาจากการไปส่งแขกคนอื่นๆและต้องประชุมกับรองแม่ทัพั้แ่เช้ามืดเพื่อหารือเื่การมาเยือนขององค์ชายแต่เมื่อกลับเข้ามาในเรือนก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงรีบตามมาดู
ภาพที่เขาเห็นทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นบุตรสาวและภรรยาของเขากำลังรุมทึ้งเด็กรับเคราะห์ที่ป่วยเจียนตายซึ่งกำลังสวมเสื้อคลุมขององค์ชายที่เปียกปอน!
"หยุดเดี๋ยวนี้!" เขากระโจนเข้ามาในห้องผลักแม่นมจางจนกระเด็นออกไปก่อนจะหันไปตวาดใส่ภรรยาและบุตรสาวด้วยสายตาที่น่ากลัวที่สุด
"พวกเ้าเสียสติไปแล้วรึ!นั่นมันเสื้อคลุมขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยนะ!"
ฮูหยินใหญ่หน้าซีดเผือด "ท่านพี่ ก็มัน....."
"มันอะไร!" ท่านแม่ทัพตะคอกสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
"พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าเสื้อคลุมตัวนี้มีความหมายว่าอย่างไร!นี่คือเสื้อคลุมที่องค์ชายสวมใส่ในสนามรบที่ชายแดนทางเหนือมันคือสิ่งที่พระองค์ประทานให้!หากมันเกิดเสียหายไปแม้แต่ปลายเส้นด้ายหรือหากองค์ชายทรงทราบว่าพวกเราปฏิบัติต่อของที่พระองค์มอบให้เยี่ยงนี้พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!ตระกูลสวี่ของข้าอาจจะต้องโทษปะาทั้งโคตร!"
คำว่า "โทษปะาทั้งโคตร"ทำให้ทั้งฮูหยินใหญ่และสวี่ลี่จูตัวแข็งทื่อไปในทันทีความโกรธแค้นและความริษยาเมื่อครู่สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวอันเย็นเยียบที่แล่นจับขั้วหัวใจ
บัดนี้เสื้อคลุมตัวนั้นไม่ได้เป็เพียงของสูงค่าอีกต่อไปแล้วแต่มันได้กลายเป็ะเิเวลาที่พร้อมจะทำลายล้างทุกคนในจวนแห่งนี้และเยว่ซินคือผู้ที่กำลังกอดะเิลูกนั้นไว้กับตัว
คำว่า "โทษปะาทั้งโคตร" ของท่านแม่ทัพสวี่คุนยังคงดังก้องอยู่ในห้องเก็บฟืนที่หนาวเหน็บมันมีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าน้ำเย็นที่สาดใส่ร่างของเยว่ซินเสียอีก คือความจริงอันโหดร้ายที่ฉุดกระชากทุกคนให้ตื่นและเผชิญหน้ากับความเป็จริงที่น่าสะพรึงกลัว
ท่านแม่ทัพสวี่คุนไม่ได้เสียเวลาดุด่าอีกต่อไปใบหน้าของเขาเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเขาเดินวนไปวนมาในห้องแคบๆ นั้นราวกับเสือติดจั่นสายตาเหลือบมองร่างที่สั่นเทาของเยว่ซินสลับกับเสื้อคลุมที่เปียกปอนบนตัวนางด้วยแววตาที่ซับซ้อนซึ่งมิใช่แววตาที่มองด้วยความเวทนาสงสารแต่เป็ความหวาดระแวง เด็กสาวคนนี้กับเสื้อคลุมตัวนี้ได้กลายเป็ปัญหาใหญ่ที่สุดของเขาในรอบสิบปี
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
"แม่นมจาง!" เขาตวาดเสียงกร้าว"ทิ้งทุกอย่างที่เ้าทำอยู่! ไปที่หอโอสถที่ดีที่สุดในเมืองหลวงเชิญท่านหมอหลวงเฝิงที่เกษียณไปแล้วกลับมาให้ได้! บอกเขาไปว่าจวนแม่ทัพ้าตัว!ไม่ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ข้าไม่เกี่ยง! ไป!"
แม่นมจางมีท่าทีลังเล "แต่.....ท่านแม่ทัพ นางเป็แค่......"
"แค่?!" สวี่คุนหันขวับมาจ้องเขม็งจนแม่นมชราต้องผงะถอยหลัง
"ตอนนี้ชีวิตของนางผูกติดอยู่กับชะตากรรมของพวกเราทั้งหมด!ข้าสั่งให้เ้ารักษาชีวิตนางไว้ นางห้ามตายเด็ดขาด! เ้าเข้าใจหรือไม่!หากนางตายไปในขณะที่เสื้อคลุมขององค์ชายยังอยู่ในความดูแลของนางเื่มันจะกลายเป็ว่าตระกูลสวี่ของข้าสังหารคนที่องค์ชายมอบของให้!ถึงตอนนั้นต่อให้มีร้อยลิ้นก็แก้ตัวไม่ขึ้น! ไปเดี๋ยวนี้!"
เมื่อสิ้นเสียงตวาด แม่นมจางก็รีบเผ่นออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
สวี่คุนหันมาทางภรรยาและบุตรสาวที่ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่
"ส่วนพวกเ้า! ไปเตรียมอ่างน้ำอุ่นผสมดอกไม้หอมเจ็ดชนิดมา!เตรียมเตาไฟถ่านไม้จันทน์! เราต้องทำความสะอาดเสื้อคลุมนี่อย่างประณีตที่สุดห้ามให้มีรอยขีดข่วนหรือกลิ่นอับชื้นเด็ดขาด!" เขาหันกลับมาทางเยว่ซินที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นสายตาของเขาเ็าแต่แฝงไว้ด้วยความเร่งรีบ
"ส่วนเ้าถอดเสื้อคลุมนั่นออกมาช้าๆ อย่างระมัดระวังที่สุดหากมันเกิดฉีกขาดขึ้นมาแม้แต่ปลายเล็บข้าจะฝังเ้าทั้งเป็!"เยว่ซินสะดุ้งสุดตัว นางพยักหน้ารับอย่างลนลานมือที่สั่นเทาและไร้เรี่ยวแรงค่อยๆ ประคองผ้าเนื้อหนักที่เปียกชุ่มออกจากร่างมันให้ความรู้สึกราวกับกำลังถอดิัของตัวเองออกอย่างไรอย่างนั้น
ทันทีที่เสื้อคลุมหลุดออกจากร่างความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ก็หายไปจนหมดสิ้น ความหนาวเย็นที่แท้จริงของห้องเก็บฟืนโถมเข้าใส่ร่างที่เปียกโชกของนางอีกครั้งจนนางแทบจะสิ้นสติ
ฮูหยินใหญ่และสวี่ลี่จูจำต้องทำตามคำสั่งอย่างเสียไม่ได้พวกนางสั่งให้สาวใช้ยกอ่างน้ำอุ่นและเครื่องหอมเข้ามาในห้องอันซอมซ่อแห่งนี้ฮูหยินใหญ่ผู้ซึ่งในชีวิตไม่เคยต้องหยิบจับของสกปรกบัดนี้กลับต้องมายืนคุมการซักล้างเสื้อคลุมตัวหนึ่งด้วยความหวาดวิตกนางสั่งให้สาวใช้ที่มือเบาที่สุดค่อยๆ บรรจงซับและทำความสะอาดอย่างแ่เบาทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความประหม่าและหวาดระแวง ส่วนสวี่ลี่จูได้แต่ยืนมองอยู่ข้างๆใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอัปยศอดสูและความโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้
ไม่นานนักท่านหมอหลวงเฝิงก็ถูกเชิญตัวมาถึงจวนด้วยท่าทีงุนงงเขาถูกนำทางมายังห้องเก็บฟืนที่อยู่ลึกเข้ามาในเขตของเหล่าบ่าวรับใช้ด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องเรียกหาเขาอย่างเร่งด่วนเพื่อมารักษาทาสรับใช้คนหนึ่ง
ท่านหมอเฝิงเข้าตรวจอาการของเยว่ซิน จับชีพจรและตรวจดูสีหน้าของนาง ยิ่งตรวจสีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมลงเรื่อยๆ
"เรียนท่านแม่ทัพ"เขากล่าวหลังจากตรวจเสร็จสิ้น
"นางถูกไอเย็นเข้าแทรกซึมสู่แก่นหัวใจ เกิดพิษไข้รุนแรงร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุด หากไม่ได้รับการรักษาด้วยโอสถชั้นเลิศและให้พักผ่อนในสถานที่อบอุ่นเกรงว่า....เกรงว่านางจะทนอยู่ได้ไม่พ้นสามวันนี้พ่ะย่ะค่ะ" สามวันนี้ คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่เหี่ยวเฉาของเยว่ซินพลันเกิดประกายความหวังอันริบหรี่ขึ้นมาวูบหนึ่งเป็ไปได้หรือไม่ว่าเพื่อรักษาชีวิตนางไว้พวกเขาจะยอมปฏิบัติต่อนางเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่งบ้าง?
แต่คำพูดถัดมาของท่านแม่ทัพก็ทำลายความหวังนั้นลงอย่างยับเยิน
"ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะใช้วิธีใด!"สวี่คุนกล่าวเสียงต่ำลอดไรฟัน
"จะใช้โสมพันปี หรือฝังเข็มทองคำ ข้าไม่เกี่ยง! หน้าที่ของเ้าคือยืดชีวิตนางออกไป!ไม่ใช่แค่สามวัน! แต่ต้องอย่างน้อยหนึ่งเดือนหรือจนกว่าเื่วุ่นวายนี้จะซาลง!!" หัวใจของเยว่ซินเย็นวาบนางไม่ได้กำลังจะได้รับการรักษานางแค่กำลังจะถูกยืดเวลาตายออกไปเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเท่านั้น
"ย้ายนางไปที่เรือนพักท้ายสวน"ท่านแม่ทัพออกคำสั่งต่อ
"หาห้องที่แห้งที่สุดให้ แต่ห้ามให้ปะปนกับผู้อื่นเด็ดขาด!ส่วนยาต้มให้นางกินทุกมื้อ ไม่ว่านางจะอยากกินหรือไม่ก็ตาม!" เยว่ซินถูกหิ้วปีกโดยสาวใช้สองคนออกจากห้องเก็บฟืนร่างของนางไร้เรี่ยวแรงที่จะขัดขืนโดยสิ้นเชิงก่อนที่ประตูจะปิดลงนางหันกลับไปมองเป็ครั้งสุดท้าย
ภาพที่เห็นคือครอบครัวสกุลสวี่กำลังก้มหน้าก้มตาปรนนิบัติเสื้อคลุมสีดำตัวนั้นราวกับมันเป็เทพเ้าส่วนนางเป็เพียงภาชนะบรรจุิญญาที่รอวันแตกสลายเท่านั้น
.................................................................................................
เรือนพักท้ายสวนเป็สถานที่ที่เยว่ซินเคยเห็นเพียงจากระยะไกลมันตั้งอยู่ห่างจากเรือนหลักและเรือนของเหล่าอนุภรรยาถูกใช้สำหรับรับรองแขกที่ไม่สู้จะมีความสำคัญนักหรือใช้เป็ที่พักฟื้นของคนในตระกูลสวี่ในยามป่วยไข้ที่้าความสงบแม้จะเทียบไม่ได้กับความโอ่อ่าของเรือนใหญ่แต่เมื่อเทียบกับห้องเก็บฟืนที่นางจากมา ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับตำหนักบน์
เพียงแต่สำหรับเยว่ซินในยามนี้ เรือนพักนี้ไม่ต่างจากคุกที่สวยงามกว่าเดิมเท่านั้น
นางถูกจัดให้อยู่ในห้องเล็กๆ ที่สุดปลายทางเดินภายในห้องสะอาดสะอ้าน มีเตียงไม้เนื้อแข็งปูด้วยฟูกนุ่มพอประมาณ มีโต๊ะเล็กๆและหน้าต่างบานหนึ่งที่มองออกไปเห็นเพียงกำแพงจวนอันสูงใหญ่บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
หลังจากถูกจับเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดผ้าฝ้ายที่แห้งและสะอาดยาถ้วยใหญ่สีดำสนิทที่มีกลิ่นขมขื่นจนแสบจมูกก็ถูกนำมาจ่อที่ปากของนางโดยสาวใช้ร่างท้วมคนหนึ่งที่มองนางด้วยสายตาไร้ความรู้สึก
"คุณหนูดื่มยาเถอะเ้าค่ะ"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำว่า "คุณหนู" ที่ออกมาจากปากนั้นช่างฟังดูประดักประเดิดและไร้ซึ่งความเคารพโดยสิ้นเชิง
เยว่ซินส่ายหน้าอย่างอ่อนแรงปากของนางขมจนไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไป แต่สาวใช้คนนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้บีบกรามของนางอย่างแรงจนต้องอ้าปากออก ก่อนจะกรอกยาขมๆทั้งหมดลงไปในคอของนางจนสำลัก
เยว่ซินไอโขลกๆ จนน้ำตาเล็ดแต่มือที่บีบคางนางไว้ก็ยังไม่ยอมปล่อยจนกว่านางจะกลืนยาหยดสุดท้ายลงไป
"นี่เป็คำสั่งของท่านแม่ทัพเ้าค่ะ"สาวใช้ร่างท้วมกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปปล่อยให้นางนอนซมอยู่กับรสขมที่ติดอยู่ในลำคอและความเ็ปที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง
วันเวลาหลังจากนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมาน ทุกวันจะมีคนนำอาหารและยามาให้ตรงเวลาอาหารเป็เพียงข้าวต้มจืดชืดกับเครื่องเคียงเล็กน้อย ส่วนยาที่ได้รับมายังคงขมสากลิ้นและถูกบังคับให้ดื่มจนหมดทุกครั้งเหมือนเดิมไม่มีใครพูดคุยกับนาง ไม่มีใครถามไถ่อาการ นางเป็เพียงสิ่งมีชีวิตที่ต้องถูกดูแลให้มีลมหายใจต่อไปตามคำสั่งเท่านั้น
ข่าวคราวที่รับรู้ได้มาจากภายนอกผ่านเสียงพูดคุยของสาวใช้ที่ดังแว่วมาจากนอกหน้าต่างเท่านั้น
นางได้ยินว่าเสื้อคลุมขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยถูกปรนนิบัติอย่างดีที่สุดมันถูกนำไปอบด้วยเครื่องหอมชั้นเลิศทุกวันถูกเก็บรักษาไว้ในหีบไม้จันทน์หอมที่สั่งทำขึ้นเป็พิเศษและมีคนคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลาประหนึ่งมันเป็สมบัติล้ำค่าที่สุดของจวน
นางได้ยินว่าท่านแม่ทัพสวี่คุนยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาเขาเรียกประชุมนายทหารคนสนิททุกวันเพื่อหารือถึงนัยของการกระทำขององค์ชายบ้างก็ว่าองค์ชายอาจจะทรงโปรดปรานในความแปลกประหลาดของเด็กรับเคราะห์บ้างก็ว่าอาจเป็เพียงการตบหน้าตระกูลสวี่ที่ดูแลคนในจวนได้ไม่ดีพอหรือเลวร้ายที่สุดอาจเป็เพียงการกลั่นแกล้งตามอำเภอใจของพยัคฆ์ร้ายที่คาดเดาไม่ได้
และนางก็ได้ยินเื่ของสวี่ลี่จู
คุณหนูใหญ่ผู้เลอโฉมและเป็ที่รักยิ่งของทุกคนบัดนี้กลับกลายเป็คนเกรี้ยวกราดทั้งยังหงุดหงิดง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนว่ากันว่านางอาละวาดทุบทำลายข้าวของในห้องไปหลายครั้งและมักจะหาเื่ลงโทษบ่าวไพร่ด้วยเื่เล็กๆน้อยๆ ทุกคนรู้ดีว่าต้นเหตุมาจากอะไร นางผู้ที่ถูกท่านองค์ชายเฟิงเจวี๋ยปฏิเสธต่อหน้าธารกำนัลความอัปยศครั้งนี้ได้บดขยี้ความภาคภูมิใจของนางจนแหลกละเอียด
ข่าวลือที่น่ากลัวที่สุด คือเื่ที่สวี่ลี่จูแอบไปพบกับนักพรตลัทธินอกรีตคนหนึ่งเพื่อทำพิธีสาปแช่งให้"มารร้าย" ที่มาแย่งชิงความสนใจไปจากนางต้องพบกับความวิบัติ
เยว่ซินรู้ดีว่ามารร้ายที่ว่านั้นคือตัวนางเอง
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจของนางอีกครั้งนางไม่ได้กลัวความตายแต่นางกลัวความทรมานก่อนตายในสถานที่แห่งนี้ความตายอาจถือเป็ความเมตตาสูงสุดแล้ว
ในคืนที่ห้าของการถูกจองจำอาการไข้ของนางเริ่มทุเลาลงเล็กน้อยพอที่จะมีแรงลุกขึ้นเดินได้นางค่อยๆ พยุงตัวเองไปที่หน้าต่างบานเล็กจ้องมองออกไปภายนอก คืนนี้เป็คืนเดือนแรมท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงดาวมีเพียงเงาของกิ่งไม้ที่ไหวเอนไปตามแรงลมดูน่ากลัวราวกับกรงเล็บของปีศาจ
นางคิดถึงองค์ชายเฟิงเจวี๋ย
ในความมืดมิดและความสิ้นหวังนี้ใบหน้าอันเ็าและดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นกลับชัดเจนขึ้นมาในความคิดของนางอย่างประหลาดเขาคือต้นเหตุของเื่วุ่นวายทั้งหมดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็คนเดียวที่มองเห็นนางในคืนนั้น การกระทำของเขาโหดร้ายและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันมันคือสิ่งที่นางไม่สามารถเข้าใจได้เลย
เขาทำไปเพื่ออะไร? เขารู้สึกอย่างไร? หรือเขาเป็เพียงเทพเ้าที่อยู่สูงเกินไปจนมองไม่เห็นความทุกข์ของมดปลวกเช่นนางและทำทุกอย่างไปตามอำเภอใจเท่านั้น?
คำถามเ่าั้วนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หยุดก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันไม่ใช่ความรักไม่ใช่ความภักดี แต่มันคือความสงสัยใคร่รู้ คือความปรารถนาที่จะเข้าใจคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการมองหาความหมายในโชคชะตาอันโหดร้ายของตนเอง
หนึ่งสัปดาห์เต็มผ่านไปนับั้แ่คืนแห่งพายุหิมะนั้นสำหรับเยว่ซินมันคือหนึ่งสัปดาห์แห่งการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าในห้องขังอันเงียบงันพิษไข้เริ่มลดลงแต่ร่างกายยังคงอ่อนแออยู่ ทุกวันนางต้องดื่มยาขมที่ฝาดราวกับจะบาดลำคอและกินข้าวต้มจืดชืดที่ไร้รสชาติแต่นางก็อดทนเพราะนางรู้ว่าการมีชีวิตรอดคือสิ่งที่ดีสุดที่นางสามารถทำได้ในตอนนี้
สำหรับตระกูลสวี่นี่คือหนึ่งสัปดาห์ในสถานการ์แห่งความตึงเครียดที่แทบจะะเิล้นออกมาเสื้อคลุมขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยถูกปรนนิบัติราวกับเป็บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในขณะที่ทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่บนคมมีดรอคอยอย่างหวาดผวาว่าเมื่อใดจะมีราชโองการหรือทหารจากตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬมาเยือน
และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง
เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนและตื่นตระหนกดังขึ้นที่โถงกลางของเรือนใหญ่พ่อบ้านชราผู้ซึ่งปกติจะสงบนิ่งอยู่เสมอวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามากลางวงประชุมของท่านแม่ทัพกับเหล่าที่ปรึกษาคนสนิท
"ท่า-.... ท่านแม่ทัพ!"เขาหอบหายใจจนตัวโยน "คน....คนจากตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬ มาขอเข้าพบขอรับ!"ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้อง ทุกคนนิ่งแข็งค้างไปในทันทีใบหน้าของท่านแม่ทัพสวี่คุนซีดเผือดราวกับกระดาษในที่สุดวันแห่งการพิพากษาก็มาถึงแล้ว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีก่อนจะเอ่ยปาก "เชิ-.....เชิญเขาเข้ามา"
ผู้ที่ก้าวเข้ามาในโถงไม่ใช่ทหารเลวหรือขันทีส่งสารแต่เป็บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์ส่วนตัวคนๆเดียวกับที่โยนเสื้อคลุมให้เยว่ซินในคืนนั้นบรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบและกดดันจนทุกคนในห้องรู้สึกหายใจติดขัดเขาไม่ได้ถืออาวุธแต่ตัวตนของเขาน่ากลัวกว่าดาบเล่มใดๆ ในมือของเขาถือกล่องไม้สีดำสนิทยาวประมาณสองศอกใบหนึ่ง
องครักษ์ผู้นั้นไม่กล่าวคำทักทายตามธรรมเนียมเขาเพียงแค่กวาดตามองทุกคนในห้องด้วยสายตาที่ว่างเปล่าก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก
"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยมีรับสั่ง"
ทุกคนในห้องกลั้นหายใจรอฟัง
"ประการแรก" องครักษ์กล่าวต่อ"องค์ชายทรงประทับใจในความงดงามของจวนแม่ทัพเป็อย่างยิ่งและปรารถนาจะขอยืมทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดในจวนของท่านไปประดับตำหนักของพระองค์เป็การชั่วคราว"
คำว่า "ทิวทัศน์" ที่เขาใช้ช่างกำกวมและน่าขนลุกท่านแม่ทัพถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจระคนหวาดกลัว "ทะ....ทิวทัศน์หรือ? ไม่ทราบว่าองค์ชายทรงหมายถึงทิวทัศน์อันใดสวนหินหรือสระบัวของกระหม่อมหรือ?" สายตาขององครักษ์หันมาจับจ้องที่ท่านแม่ทัพโดยตรงมันเ็าเสียจนสวี่คุนรู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง
"เด็กสาวที่คุกเข่าในลานหิมะเมื่อคืนนั้น"
"!!!!"
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งห้อง!พวกเขาคิดว่าองค์ชายอาจจะมาทวงเสื้อคลุมคืนหรือมาลงโทษแต่ไม่เคยมีใครคาดคิดเลยว่าพระองค์จะมาทวงคน!สวี่คุนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก สมองของเขาขาวโพลนไปหมด
องครักษ์ทำราวกับไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ เขากล่าวต่อเป็ประการที่สองพร้อมกับวางกล่องไม้สีดำในมือลงบนโต๊ะเบื้องหน้าท่านแม่ทัพอย่างแ่เบา
"และนี่คือของที่องค์ชายทรงประทานให้เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนกับเสื้อคลุมของพระองค์"
แลกเปลี่ยน? ไม่ใช่ทวงคืน?ท่านแม่ทัพสวี่ตัวสั่นเทาเอื้อมมือที่ไร้เรี่ยวแรงไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ
สิ่งที่อยู่ภายในทำให้ทุกคนต้องเบิกตาโพลงยิ่งกว่าเดิม ภายในกล่องบุด้วยกำมะหยี่สีดำสนิทมีวัตถุสิ่งหนึ่งวางอยู่มันคือดอกบัวสีขาวราวกับหิมะที่ยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งถูกเด็ดออกมาจากก้านรอบตัวมันมีไอเย็นจางๆ ลอยอวลอยู่
"บัวหิมะพันปี!" ที่ปรึกษาคนหนึ่งอุทานออกมาเสียงสั่น
มันคือสมุนไพรในตำนาน ของวิเศษที่กล่าวกันว่าสามารถรักษาได้ทุกโรคต่อชีวิตคนที่ใกล้ตายได้และมีมูลค่ามหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้ ของล้ำค่าเช่นนี้ มีค่ามากกว่าเสื้อคลุมขนหมาป่าตัวนั้นนับร้อยนับพันเท่า!
ความหมายขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยนั้นชัดเจนและน่ากลัวอย่างที่สุด
หนึ่ง เขา้าตัวเยว่ซิน และนี่ไม่ใช่คำขอร้องแต่เป็คำบัญชา
สอง เขาไม่ได้้าเสื้อคลุมคืน เขา "แลกเปลี่ยน" มัน ซึ่งเท่ากับว่าเสื้อคลุมตัวนั้นบัดนี้เป็ของจวนสวี่โดยสมบูรณ์แต่ราคาของมันคือชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง
สาม การมอบบัวหิมะพันปีมาให้คือการตบหน้าอย่างเืเย็นที่สุดมันคือการประกาศอย่างเงียบๆ ว่า
"ข้ารู้ว่าพวกเ้าเชื่อเื่โชคลางและเคราะห์กรรม เอ้านี่!นำโอสถทิพย์นี่ไปรักษา 'โรคภัย'ของพวกเ้าเสีย แล้วส่งตัวคนที่ข้า้ามา"มันทำให้การกระทำทั้งหมดของพวกเขาที่มีต่อเยว่ซินกลายเป็เื่โง่เขลาและไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
"ท่านมีเวลาหนึ่งชั่วยามในการเตรียมตัวนางให้พร้อม"องครักษ์กล่าวทิ้งท้าย
"รถม้าพระที่นั่งจะมารอรับที่หน้าประตู"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันทีทิ้งให้ทุกคนในโถงจมอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงจ้องมองบัวหิมะในตำนานสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของกันและกัน พยัคฆ์ทมิฬได้ทวงของของเขาแล้วและของสิ่งนั้นคือตัวรับเคราะห์ที่ไร้ค่าที่สุดในสายตาของพวกเขา
ในขณะเดียวกันที่เรือนพักท้ายสวนอันเงียบสงบเยว่ซินที่กำลังจิบยาถ้วยใหม่ได้ยินเสียงเอะอะและความโกลาหลที่ดังมาจากทางเรือนใหญ่นางหารู้ไม่ว่าชะตากรรมของนางได้ถูกตัดสินไปแล้วและกรงขังของนางกำลังจะเปลี่ยนไปสู่สถานที่ที่งดงามกว่าแต่ก็อันตรายยิ่งกว่าหลายเท่านัก