ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกตากว้าง ก่อนเอานิ้วแคะหูอย่างไม่แยแส “คนจากจวนองค์หญิงใหญ่มาหาเ้าสาม? เ้าฟังผิดไปกระมัง”
“นายท่านเป็ผู้สั่งให้มาแจ้งไม่มีทางผิดเ้าค่ะ” หญิงรับใช้เหลือบมองฉู่จวินหลันหลายครั้งด้วยความประหลาดใจและไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
สีหน้าผู้คนเต็มไปด้วยความตกตะลึงปนริษยา
องค์หญิงใหญ่เป็พระญาติของฮ่องเต้เชียวนะ!ฉู่จวินหลันนี่ช่างโชคชะตาฟ้าลิขิตแท้ๆ หรือว่านางไปประจบใครเข้า?
ฉู่เมิ่งอิ๋งบิดผ้าเช็ดหน้าจนแทบขาด
ไม่นับคนอื่นเพียงแค่นางได้เป็สหายสนิทกับคุณหนูสี่บุตรสาวอนุของจวนเหวินชางปั๋วก็ทำให้ได้รับการยกย่องมากขึ้นแล้ว ทั้งๆที่จวนเหวินชางปั๋วตกต่ำที่สุดในยุคนี้ด้วยซ้ำ
หากฉู่จวินหลันได้รับความโปรดปรานจากเซียนเฒ่าพระอาจารย์ฮุ่ยฉือ รวมถึงจะได้รับความชื่นชมจากองค์หญิงใหญ่ในจวนแห่งนี้ยังจะมีที่ยืนแก่นางอีกหรือสุดท้ายคงกลายเป็โลกของฉู่จวินหลันแต่เพียงผู้เดียว!
ฉู่เมิ่งอิ๋งริษยายิ่งนักทว่าด้วยวัยวุฒิจึงยังพอมีสติระงับอารมณ์ไว้ได้
แต่ฉู่เพ่ยซานที่อายุเพียงสิบเอ็ดปีกลับเม้มปากเอ่ยอย่างไม่พอใจ“พี่หญิงสามไปทำอันใดมา เหตุใดฟื้นขึ้นมาก็โชคดีไม่หยุด พระอาจารย์ฮุ่ยฉือมาหาไม่พอคนของจวนองค์หญิงใหญ่ก็ยังมาหาอีก ไม่ใช่ว่าท่านเป็นางปีศาจแปลงกายใช้เล่ห์กลล่อลวงผู้คนหรือ”
อนุซูถึงกับหน้าเสียรีบคว้ามือฉู่เพ่ยซานไว้
ฉู่จวินหลันปรายตามองอนุซูพลางรอยยิ้มแฝงความหมายก่อนจะหยอกเย้าว่า “หากข้าเป็ปีศาจจริงสิ่งแรกที่ข้าจะทำคือสะกดจิตน้องสาวเจ็ดให้รักข้าเช่นนั้นก็จะไม่มีใครกล้าสงสัยข้าอีก เ้าคิดว่าควรเป็เช่นนั้นหรือไม่”
ฉู่เพ่ยซานเชิดหน้าใส่ฉู่จวินหลันพลางกลอกตาใส่
อนุซุนเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วในใจก็กังวลยิ่งนักบุตรชายของนางยังถูกลงโทษแต่ฉู่จวินหลันที่เป็ผู้ลงมือกลับยิ่งรุ่งโรจน์ขึ้นทุกที จึงเอ่ยอย่างกังวล“ไม่รู้ว่าคราวนี้จะเป็เื่ดีหรือร้ายแต่ั้แ่คุณหนูสามกลับจากวัดต้าฉือยังไม่ได้เล่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟังเลยว่าเหตุใดเซียนเฒ่าถึงเรียกคุณหนูสามไป”
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มบาง“ไปวัดต้าฉือจะไปทำอันใดได้นอกจากไหว้พระ อนุซุนไม่เคยไปจุดธูปสวดภาวนาหรือ”
อนุซุนถึงกับพูดไม่ออกสีหน้าฝืดเคืองยิ้มอย่างขัดเขิน
“เอาละจะมัวพูดอะไรให้เสียเวลา” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น“ในเมื่อเป็แขกจากจวนองค์หญิงใหญ่ จะให้รอนานได้อย่างไรและคงไม่เหมาะที่จะให้เ้าสามไปต้อนรับผู้เดียว พวกเราควรไปต้อนรับด้วยจึงจะสมควร”
“ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถูกต้องยิ่งนัก”คำพูดนี้ตรงใจทุกคนไม่น้อย เพราะต่างอยากเห็นกับตาอีกทั้งยังอยากอวดโฉมต่อหน้าผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงนำขบวนพากันไปยังเรือนหน้า
ฉู่จวินหลันก้าวไปเดินเคียงข้างอนุซุนจากนั้นคว้าข้อมือนางแล้วกดลงตรงจุดชีพจร ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อยๆ รั้งอยู่ท้ายแถว
“อนุซุนคิดว่าพอจื่อหลันตายแล้วเื่ที่มีคนลอบวางเพลิงก็ไม่มีหลักฐานใช่หรือไม่” ฉู่จวินหลันกล่าวเสียงแ่เบา
อนุซุนใจสะท้านวาบแต่สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง “คุณหนูสามพูดอะไร ผู้น้อยไม่เข้าใจ”
“หากคราวหน้าอนุซุนจะใช้งานใครควรหาคนที่ฉลาดกว่านี้หน่อย จื่อหลันภักดีจริง แต่โง่เกินไป ลงมือเผาเรือนทั้งทีกลิ่นน้ำมันยังติดเต็มตัว ไม่เพียงฆ่าข้าไม่สำเร็จ ยังเผาตัวเองตายเสีย”
“นี่...”ฝ่ามืออนุซุนเย็นเฉียบ
วันนั้นนางเองก็คิดว่าการตายของจื่อหลันผิดแปลกนักหรือแท้จริงแล้วเป็ฝีมือของฉู่จวินหลัน...
“อย่าใไปเลยข้าเองก็กลัวเหงาเช่นกัน อนุซุนทั้งฉลาดทั้งน่าสนใจ ข้ายังอยากเล่นต่ออีกหน่อย”น้ำเสียงฉู่จวินหลันราวกับแมวกำลังหยอกล้อเหยื่อ “อนุซุนรู้หรือไม่เวลาคนถูกเผาตายทั้งเป็นั้นทรมานเพียงใด ไฟลุกท่วมตัวต่อให้ดิ้นรนอย่างไรก็ดับไม่ได้ จื่อหลันคงโกรธแค้นอนุซุนไม่น้อยส่วนข้าโชคดีที่ได้ยินเสียงมารดาปลุก มิฉะนั้นหากเพลิงลุกท่วมในสภาพนอนหลับใหลไม่ได้สติข้าคงทำได้เพียงนอนนิ่งๆ ให้ไฟเผาร่างจนสิ้นใจ จื่อหลันยังได้ดิ้นรน แต่ข้าเล่าข้าคงตายอย่างทรมานยิ่งกว่านางเสียอีก”
อนุซุนเบิกตากว้างมองฉู่จวินหลันราวกับเห็นผี
“จริงสิท่านพ่อสั่งให้น้องชายหกคัดคัมภีร์ความกตัญญูหนึ่งร้อยรอบตอนนี้คัดไปได้กี่รอบแล้วเล่า”
อนุซุนใจสะท้านวาบอ้าปากแต่กลับพูดไม่ออก
“อนุซุนลองเดาดูสิหากพวกเ้าแม่ลูกยังไม่รู้จักสงบเสงี่ยม ท่านพ่อจะลงโทษน้องชายหกอย่างไรอีก”
“นี่…”อนุซุนแทบกดเสียงไม่อยู่ นางพูดลอดไรฟัน “ห้ามทำร้ายอวิ๋นเกอร์เด็ดขาด!”
“ห้ามหรือเ้ากำลังสั่งข้าหรือ”
“เ้า!”
“เ้าควรรู้จักวางตัวอย่ามาท้าทายความอดทนของข้า ตอนนี้ข้ายังเห็นว่าพวกเ้ามีค่าพอให้เก็บไว้ดูเล่นแต่หากเ้าก่อเื่หรือหาเื่ใส่ตัวมากเกินไปเมื่อไหร่เมื่อนั้นเราคงต้องมานั่งสะสางบัญชีที่ติดค้างกันให้สิ้น เ้าว่าหากแมวเล่นกับหนูแต่หนูไม่น่าสนใจและน่ารำคาญ เช่นนั้นแมวยังจะเก็บหนูตัวนั้นไว้ทำไมเล่า”
นี่นางเปรียบพวกตนเป็หนูโสโครก!
อนุซุนกดความโกรธและความหวาดกลัวไว้และรีบเดินทิ้งห่างฉู่จวินหลัน แค่ยืนใกล้อีกฝ่าย นางก็เหมือนตกลงไปในเหวน้ำแข็งหนาวเย็นจับขั้วหัวใจยิ่งนัก
อนุหวังเหลือบมองทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันพลันสงสัยว่ากำลังนินทาตนเอง จึงฝืนยิ้มเอ่ย “โอ้คุณหนูสามกับน้องซุนคุยอะไรกันอยู่หรือ เล่าให้พวกเราฟังบ้างสิ”
คำพูดนั้นของอนุหวังทำให้ทุกคนหันมามอง
ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเบาก่อนจะกล่าว“ก็แค่เล่าเื่สนุกๆ ที่เห็นในสวนเล็กเท่านั้น อนุหวังก็สนใจหรือ”
อนุซุนที่ถูกขู่จนขนลุกซู่หัวใจเต้นระส่ำไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าฉู่จวินหลันพูดอะไรออกมา
ทว่าอนุหวังกลับหน้าถอดสีแต่ก็ยังคงฝืนยิ้มตอบ “ข้าไม่อยากรู้ ในสวนเล็กจะมีอะไรน่าสนใจได้อย่างไร เอาละเรารีบไปกันเถิด อย่าให้แขกรอนาน”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วมองอนุทั้งสองคนอย่างเพลิดเพลินเห็นชัดว่าอนุหวังหวาดระแวงอนุซุนไม่น้อยส่วนอนุซุนก็ดูเหมือนถูกกดดันจนเข่าแทบทรุด
ชักจะน่าสนใจเข้าไปทุกทีแล้วสิ
ฉู่จวินหลันยกยิ้มที่แฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง
เมื่อมาถึงเรือนหน้าฉู่ไฉเหลียงเห็นทุกคนมากันพร้อมหน้าก็ไม่แปลกใจ
ทุกคนทำความเคารพตามลำดับฐานะแล้วนั่งลงตามสมควร ส่วนฉู่หวาถิงยืนข้างฉู่จวินหลันด้วยสีหน้าเป็ห่วง
ผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่จำฉู่จวินหลันได้จึงรีบประสานมือทำความเคารพ “คุณหนูสามสบายดีหรือไม่ เมื่อวานสถานการณ์คับขันองค์หญิงใหญ่เป็ห่วงคุณชายเย่จนควบคุมสติไม่ได้ไปชั่วขณะจึงไม่ทันได้ดูแลคุณหนูสาม ต้องขออภัยด้วยขอรับ”
ฉู่จวินหลันคารวะตอบ“องค์หญิงใหญ่เกรงใจเกินไปแล้ว”
ทุกคนฟังแล้วไม่เข้าใจว่าเกิดเื่ใดแต่เมื่อเห็นว่าผู้ดูแลจวนผู้นั้นเคารพฉู่จวินหลันมากก็สงสัยยิ่งนัก
“คุณหนูสามมีวิชาแพทย์สูงส่งท่านช่วยชีวิตคุณชายของเราที่ไร้หนทางรักษาไว้ได้ องค์หญิงใหญ่สำนึกในบุญคุณจึงให้ผู้น้อยนำของกำนัลมามอบให้ขอรับ”
กล่าวจบก็หันไปส่งสัญญาณ
องครักษ์ของจวนองค์หญิงใหญ่ก็ยกหีบไม้จันทน์แดงแกะสลักลายงดงามเข้ามา
ผู้ดูแลจวนยิ้มพลางรับหีบมาเปิดต่อหน้าทุกคน
ภายในเป็หลุมสองช่องที่ปูด้วยผ้าแพรสีแดงสดแต่ละช่องวางไข่มุกราตรีนั้นขนาดเท่ากำปั้น แม้ยามกลางวันยังเปล่งประกายงดงามจับตา
ทุกคนยังไม่ทันหายตกตะลึงที่ฉู่จวินหลันมีวิชาแพทย์ก็ถูกแสงระยิบระยับจากไข่มุกราตรีทำให้ตาพร่า ต่างพากันยืดคอมองเข้าไปในหีบ
ในดวงตาของอนุหวังเต็มไปด้วยความละโมบฉู๋เมิ่งอิ๋ง ฉู่อวิ๋นเจียว และฉู่เพ่ยซานก็มองตาไม่กะพริบความอยากเผยชัดบนใบหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่ากลืนน้ำลายก่อนหันไปสบตากับฉู่ไฉจวิ้นบุตรชายรองส่วนฉู่ไฉเหลียงกลับสงบนิ่ง ลูบเคราสั้นด้วยท่าทีภูมิใจ
ผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่ทำเป็ไม่เห็นท่าทีของคนตระกูลฉู่เอ่ยต่อ “องค์หญิงใหญ่กล่าวว่าคุณหนูสามคือฮัวถัวกลับชาติมาเกิดเปี้ยนเชวี่ยคืนชีพ ผู้มีวิชาแพทย์สูงส่งย่อมไม่แลเหลียวเงินทองต่ำต้อยองค์หญิงใหญ่เกรงว่าสิ่งเ่าั้จะเป็การลบหลู่ จึงเลือกมอบไข่มุกราตรีคู่นี้ให้ท่าน”
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มไม่กล่าวสิ่งใด
ฉู่หวาถิงที่กังวลมาตลอดก็คลายใจลงบ้างการที่อีกฝ่ายตั้งใจมาขอบคุณถึงเพียงนี้ แสดงว่าคุณชายเย่อาการดีขึ้นแล้วขอเพียงน้องสาวไม่ก่อเื่เพิ่มก็พอ
แต่คนตระกูลฉู่คนอื่นกลับแอบคร่ำครวญในใจ
เงินทองต่ำต้อยอย่างนั้นหรือพวกเขาไม่ได้รังเกียจเลยสักนิด!
“องค์หญิงใหญ่ได้รับไข่มุกราตรีคู่นี้มาจากวังหลวงทางใต้เมื่อครั้งติดตามอดีตฮ่องเต้ออกรบอดีตฮ่องเต้โปรดปรานนางไม่น้อย จึงพระราชทานไข่มุกราตรีคู่นี้ให้บัดนี้ได้นำมามอบแก่คุณหนูสามขอรับ”
ผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่เอ่ยพลางทรุดกายลงคุกเข่าจากนั้นโขกหน้าผากกับพื้นสามครั้ง “คุณหนูสามมีมือวิเศษชุบชีวิตช่วยคุณชายเย่ก็เท่ากับช่วยชีวิตองค์หญิงใหญ่ ผู้น้อยขอขอบคุณท่านแทนองค์หญิงใหญ่ขอรับ”
เสียงหน้าผากกระแทกพื้นทั้งสามครั้งดังชัดเจน
ฉู่จวินหลันรีบเข้าไปประคองเขาขึ้นมา“ไม่ต้องทำเช่นนี้ข้าช่วยคุณชายเย่ก็เพราะเห็นแก่ความรักขององค์หญิงใหญ่ หาใช่เพื่อหวังสิ่งตอบแทนไข่มุกราตรีนี้ล้ำค่าไม่น้อย ที่มาไม่ธรรมดา ทั้งยังมีความหมายต่อองค์หญิงใหญ่นักท่านนำกลับไปเถิด ส่วนโรคของคุณชายเย่ ข้าย่อมทุ่มเทเต็มที่”
ฮูหยินผู้เฒ่าแทบหัวใจวาย!นางปฏิเสธของล้ำค่าเช่นนี้อย่างง่ายดายได้อย่างไร เพียงขอบคุณรับไว้ก็พอแล้วเหตุใดต้องทำตัวสูงส่ง!
ฉู่เมิ่งอิ๋งบิดผ้าเช็ดหน้าแทบขาด!ส่วนฉู่หวาจางก็หันไปมองอนุหวังผู้เป็มารดาด้วยสีหน้าร้อนรน
อนุหวังขบริมฝีปากนางแอบดึงแขนเสื้อฉู่ไฉเหลียงเบาๆ พลางกระซิบ “ท่านพี่...ไข่มุกราตรีนั่น…”
ฉู่อวิ๋นเจียวบีบมืออนุซุนแล้วกระซิบ“ท่านแม่ข้าอยากได้! ข้าอยากได้ไข่มุกราตรีนั่น! มีตั้งสองเม็ดเราเอามาแบ่งกันคนละเม็ดเถิดเ้าค่ะ!”