เสียงเคาะประตูห้องดังโครมครามไม่หยุดพร้อมกับเสียงะโเรียกคนในห้องอย่างเป็อารมณ์ บอกให้รู้ว่าเ้าของเสียงนั้นโมโหมากแค่ไหน
“เ้าสาม ถ้าแกยังไม่ตื่นไปช่วยงานในไร่อีกอย่าหาว่าฉันใจร้ายกับแกนะ แล้วก็เลิกหาข้ออ้างว่าตัวเองป่วยหรือาเ็ซักที พี่น้องคนอื่นทำไมเขาไม่เป็แบบแกเลยซักคน แกมันี้เีได้ใครเนี่ย” จางเทาะโต่อว่าลูกชาย
จางเทาชายวัยห้าสิบมีภรรยาชื่อซ่งหนิง ทั้งสองมีลูกชายสามคนคือ จางเกิน จางหนาน จางเป่าจิน และมีลูกสาวคนสุดท้องคือจางซินที่เพิ่งแต่งงานไปกับชายหนุ่มที่อยู่หมู่บ้านติดกันเมื่อเดือนที่แล้ว
ลูกชายคนโตและลูกชายคนรองของผู้เฒ่าจางล้วนเป็คนขยัน จะมีก็แต่จางเป่าจินที่เกียจคร้านยิ่งกว่าใคร สาเหตุที่วันนี้เขาไม่ออกไปทำงานก็เพราะความี้เีจนต้องหาข้ออ้างว่าไม่สบายทำให้เขาออกไปทำงานในไร่ไม่ไหว ต้องบอกว่าในเวลาหนึ่งสัปดาห์ จางเป่าจินป่วยไปแล้วสามวัน าเ็อีกสองวัน และในหนึ่งสัปดาห์จะต้องมีวันหยุดให้เขาหนึ่งวัน ทั้งแต้มการทำงานของเขาในแต่ละวันก็ช่างน้อยนิด เทียบไม่ได้กับเด็กแปดขวบเลยด้วยซ้ำ ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เอือมระอาและไม่มีใครอยากยุ่งกับเขา ทำให้จางเป่าจินที่ปีนี้มีอายุสิบแปดปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะได้แต่งงานเหมือนอย่างพี่ชายทั้งสองคนเลย ก็จะมีพ่อแม่คนไหนที่อยากส่งลูกสาวของตัวเองมาแต่งงานกับผู้ชายไม่เอาไหนประจำหมู่บ้านกันล่ะ
ถึงแม้ผู้เฒ่าจางและแม่เฒ่าจางจะบ่นลูกชายคนเล็กอยู่ทุกวัน แต่เขาก็ยังแบ่งส่วนอาหารเผื่อลูกชายไม่ให้ลูกชายต้องอดอยากอยู่ดี จะบอกว่าเขาลำเอียงรักลูกชายคนเล็กมากกว่าใครเขาก็ไม่ปฏิเสธ
แต่วันนี้สถานการณ์ในบ้านเริ่มไม่ค่อยดี เพราะถึงแม้พี่ชายทั้งสองของจางเป่าจินจะไม่เคยขัดคำสั่งบิดามารดาและไม่ถือสาที่น้องชายจะแอบอู้งาน แต่ภรรยาของพวกเขาทั้งสองคนกลับไม่คิดอย่างนั้น วันนี้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองต่อต้านพ่อแม่สามีอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ด้วยการอดข้าวประท้วงที่จางเป่าจินไม่ออกไปช่วยงานสามีของพวกเธอในไร่
หากเป็ยามปกติตาเฒ่าจางและยายเฒ่าจางคงจะเกลี้ยกล่อมสะใภ้ให้หายโมโหได้ แต่ตอนนี้สะใภ้ทั้งสองเกิดท้องขึ้นมาพร้อมกัน และในท้องของพวกหล่อนก็เป็หลานคนแรกและหลานคนที่สองที่พวกเขาเพิ่งจะมี แม้จะรักลูกชายคนเล็กมากแค่ไหน แต่ตาเฒ่าจางและยายเฒ่าจางก็ไม่ถึงขั้นที่จะยอมให้ลูกชายคนเล็กจอมเกียจคร้านมาทำร้ายหลานๆ ตัวน้อยในท้องของลูกสะใภ้ได้
ตาเฒ่ากับยายเฒ่าจางจึงมาะโเรียกลูกชายคนเล็กให้ออกไปช่วยงานที่ไร่ แต่คนในห้องกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ
“เ้าสาม! แกได้ยินฉันไหม อย่าให้ฉันต้องพังประตูห้องของแกเข้าไปเชียวนะ” ตาเฒ่าจางยังะโเรียกลูกชายไม่หยุด
“หรือว่าคราวนี้เ้าสามจะป่วยจริงๆ น่ะตาเฒ่า” ยายเฒ่าจางพูดกับสามีอย่างกังวล “ั้แ่เช้าเ้าสามยังไม่ออกมาจากห้องเลยนะ นี่ก็ปาเข้าไปจะครึ่งวันแล้ว เรา...เราพังประตูเข้าไปดูลูกเลยดีไหม”
“ก็เพราะคุณนั่นล่ะที่เลี้ยงเ้าสามมาอย่างตามใจ โตขึ้นมาเขาถึงได้กลายเป็คนี้เีอย่างนี้”
“แหม...คุณจะมาโทษฉันคนเดียวได้ยังไง คุณก็ตามใจเ้าสามมากเหมือนกันนั่นล่ะ” ยายเฒ่าจางตอบกลับสามี
“อย่ามาพูดมากอยู่เลย คุณไปเอาขวานมาให้ผมที ถ้าวันนี้เราพาเ้าสามออกไปทำงานในไร่ไม่ได้ สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองต้องไม่ยอมกินข้าว แล้วหลานตัวน้อยของเราจะทำยังไง”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ! พวกหล่อนเพิ่งท้องได้ไม่กี่เดือนเอง ถ้าพวกหล่อนอดข้าวขึ้นมาจริงๆ หลานชายของฉันก็ไม่แข็งแรงกันพอดี ไม่ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะไปเอาขวานมาให้คุณเดี๋ยวนี้เลย” ยายเฒ่าจางวิ่งไปหลังบ้านเพื่อเอาขวานมาให้สามีอย่างเร็ว
จางเป่าจินที่ตื่นลืมตามองเพดานห้องมาสักครู่แล้วก็เริ่มที่จะเข้าใจ ก่อนหน้านี้ภาพในหัวของเขาปรากฏเื่ราวของเ้าของร่างเดิมให้เขารับรู้ ในชีวิตที่แล้วแม้จางเป่าจินเป็เด็กกำพร้าที่รับจ้างทำงานในตลาดสดเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เพื่อนฝูงรอบตัวก็ไม่ได้เป็คนขยันเสียทั้งหมด คนที่ี้เีที่สุดในกลุ่มก็มี แต่เขาก็ไม่เคยเห็นใครที่ี้เีมากถึงขนาดกับยอมนอนอดข้าวตายอยู่ในห้องเพียงเพราะไม่มีใครเอาข้าวมาส่งให้ตนเองที่หน้าประตู ต้องี้เีขนาดไหนถึงมีความคิดอย่างนี้ได้ แล้วเขาจะต้องมาใช้ชีวิตในร่างของคนแบบนี้จริงหรือเนี่ย
ทีแรกจางเป่าจินก็พยายามหลับตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่ ทำอย่างนี้อยู่หลายรอบเพียงหวังว่าเขาจะไม่ต้องมาใช้ชีวิตในร่างของเ้าจอมี้เีคนนี้ แต่พอเขาลืมตาขึ้นมากี่ครั้ง สภาพแวดล้อมที่เห็นก็ยังไม่เปลี่ยนไป
โครม!
ประตูห้องของเขาพังลงมาในที่สุด จางเป่าจินค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งก็มองเห็นชายหญิงอายุมากคู่หนึ่งกำลังเดินเข้ามา จากความทรงจำก็รู้ได้ว่าทั้งสองคนคือบิดามารดาของเ้าของร่างเดิมนั่นเอง
“เ้าสาม! ลูกเป็อะไร ลูกไม่สบายจริงๆ หรือ” ยายเฒ่าจางเห็นลูกชายหน้าซีดก็บ่นเขาไม่ลง นางเดินเข้าไปใช้มืออังหน้าผากก็เห็นว่าลูกชายตัวร้อนจริงๆ “ลูกไม่สบายทำไมถึงไม่บอกแม่ล่ะ”
ตาเฒ่าจางมองหน้าลูกชายอย่างสังเกตเช่นกัน และเขาก็เห็นว่าหน้าของลูกชายออกจะซีดเซียวกว่าทุกวันไม่เหมือนกับคนแกล้งป่วย “นี่แกไม่ได้แกล้งป่วยใช่ไหม”
“พ..” จางเป่าจินตั้งใจจะอธิบาย แต่เขาเป็เด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีพ่อมีแม่ ทำให้เขาเรียกผู้าุโทั้งสองไม่ออกในคราวแรก เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “พ่อกับแม่มาตามให้ผมไปทำงานในไร่หรือครับ”
ตาเฒ่าจางกับยายเฒ่าจางหันมามองหน้ากันอย่างใ นอกจากลูกชายจะไม่เอะอะโวยวายเหมือนทุกครั้งแล้ว เขายังพูดจาได้ไพเราะและมีหางเสียงอีกต่างหาก
“เ้าสาม...ลูก...ลูกไม่สบายมากจนเพี้ยนไปเลยหรือ” ยายเฒ่าจางถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“ผมเพี้ยนยังไงหรือครับแม่” จางเป่าจินถามอย่างไม่เข้าใจ “แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงมองผมแปลกๆ อย่างนั้นล่ะครับ”
“ยายเฒ่า ผมว่ามันไม่ใช่เื่เล็กๆ แล้วนะ เราพาเ้าสามไปให้คุณหมอเฉินดูอาการให้ก่อนเถอะ”
“ไม่ดีมั้งตาเฒ่า ฉันว่าเราพาเ้าสามไปหายายหวัง คนที่เป็ร่างทรงที่หมู่บ้านข้างๆ ดีกว่า เ้าสามเปลี่ยนไปเป็คนละคนขนาดนี้มันไม่น่าจะเป็อาการป่วยปกตินะ มันคล้ายผีเข้ามากกว่า คุณหมอเฉินรักษาอาการผีเข้าไม่ได้หรอก”
จางเป่าจินมองพ่อกับแม่ของตัวเองแล้วก็นึกขำ มันก็ไม่แปลกที่บุพการีหมาดๆ ของเขาจะใ เพราะจางเป่าจินคนเดิมเป็พวกกระโชกโฮกฮากพูดจามะนาวไม่มีน้ำ พอเขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้กลับพูดจาไพเราะขึ้นกว่าเดิม แล้วพ่อกับแม่ของเขาจะไม่แปลกใจได้ยังไง
จางเป่าจินหัวเราะขึ้นมาเสียงเบา “เมื่อก่อนผมมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือครับพ่อ”
“คำว่าแย่ยังดีไปสำหรับแกเลยนะ” ตาเฒ่าจางพูดขึ้นอย่างไม่ต้องคิด
‘พ่อตอบได้ตรงมาก เอาล่ะ...ไหนๆ เราก็ต้องมาใช้ชีวิตในร่างนี้ จะให้ทำตัวไร้สาระเหมือนร่างเดิมก็คงไม่ได้ เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เริ่มจาก...ขอโอกาสกลับตัวก่อนก็แล้วกัน’
“พ่อครับ แม่ครับ ผมรู้ว่าที่ผ่านมาผมทำตัวไม่ได้เื่จริงๆ แต่วันนี้ผมไม่สบายมากทำให้ผมฝันแปลกๆ ขึ้นมา เหมือนคนในฝันจะบอกว่าถ้าผมไม่ปรับปรุงตัวเองให้ดี เขาจะมาพาผมไปอยู่ในที่ที่ลำบากกว่านี้ จากนั้นผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมานี่ล่ะครับ” จางเป่าจินเริ่มแต่งเื่ “ถ้าผมได้ไปอยู่ที่อย่างนั้นจริงผมต้องไม่มีชีวิตรอดแล้วแน่ๆ เพราะฉะนั้นั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ พ่อกับแม่ให้โอกาสผมได้ไหมครับ”
ตาเฒ่าจางกับยายเฒ่าจางต่างก็พยักหน้าให้ลูกชายอย่างงงๆ และพอหันมามองหน้ากันเองก็ยิ่งไม่ได้คำตอบเข้าไปใหญ่ หรือว่าลูกชายของเขาจะี้เีจนเพี้ยนไปแล้ว
“พ่อกับแม่ยังสงสัยอะไรอีกหรือเปล่าครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมจะออกไปช่วยงานพี่ใหญ่กับพี่รองตอนนี้เลย” จางเป่าจินลุกจากเตียงก็เตรียมใส่รองเท้าเพื่อออกไปทำไร่ช่วยพี่ชาย
“หา! แก...แกจะออกไปทำงานในไร่ช่วยเ้าใหญ่กับเ้ารองจริงๆ หรือ” ตาเฒ่าจางถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ก็พ่อกับแม่มาตามผมให้ออกไปช่วยงานในไร่ไม่ใช่หรือครับ” จางเป่าจินย้อนถาม
“แกจะไม่โวยวายหน่อยหรือ”
“ตกลงพ่ออยากให้ผมไปหรือว่าไม่อยากให้ไปกันแน่”
“ไม่อยาก...เฮ้ย...อยากๆ ฉันอยากให้แกออกไปทำงานในไร่ ถ้างั้นแกก็รีบไปตอนนี้เลย แล้วก็ห้ามกลับมาจนกว่าพวกพี่ชายของแกจะกลับมา เข้าใจไหม?” ตาเฒ่าจางรีบบอกเพราะกลัวว่าลูกชายจะเปลี่ยนใจ “อ้อ...แกอย่าแอบอู้งานอีกล่ะ ถ้าฉันรู้ว่าแกเอาเปรียบเ้าใหญ่กับเ้ารองอีกล่ะก็ ฉันจะฟาดแกไม่นับเลย แล้วก็บอกให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองกลับมาพักผ่อนด้วยนะ”
“ตกลงครับพ่อ” จางเป่าจินเดินยิ้มออกจากบ้านไป
ยายเฒ่าจางเห็นลูกชายคนเล็กเดินออกไปก็รีบสะกิดแขนสามี “ตาเฒ่า คุณว่าเ้าสามถูกผีเข้าเหมือนที่ฉันคิดหรือเปล่า"
“เรารอดูไปก่อนดีกว่า เกิดเราพาเ้าสามไปหาร่างทรงแล้วคนอื่นคิดว่าเ้าสามถูกผีเข้าขึ้นมาจริงๆ คราวนี้ไม่ใช่แค่เ้าสาม แต่เป็พวกเราทั้งบ้านที่จะอยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ได้อีกแน่ คุณต้องคิดเผื่อหลานๆ ที่กำลังจะเกิดมาของเราด้วยสิ”
“แล้วคุณไม่ห่วงเ้าสามหรือไง เ้าสามก็ลูกชายของคุณเหมือนกันนะ”
“ผมจะไม่ห่วงมันได้ยังไงเล่า ก็เพราะห่วงมันนี่ล่ะถึงไม่อยากให้ใครรู้ว่าเ้าสามผิดปกติ ถ้ามีคนถาม คุณก็บอกไปว่าเ้าสามคิดได้แล้วก็พอ”
ยายเฒ่าจางทำท่าคิดก็เริ่มเห็นด้วยกับสามี “งั้นเรารอดูเ้าสามไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆ ต่อไปเราก็จะได้ไม่ต้องเป็ห่วงเขาแล้ว”