หลังจากต่อรองราคาอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ขายเตาใบนี้ได้ในราคาสามร้อยหยวน
เสิ่นจืออินถือมันไว้ในมือ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี “คุณนี่ต่อราคาเก่งจัง ครั้งหน้าฉันจะชวนคุณไปซื้อของด้วย”
ฉินเจิน “…”
นี่เธอเห็นเขาเป็ตัวอะไรกัน?
“แต่ว่าเตาใบนี้เป็ของแท้นะ ไม่ใช่ของปลอม”
“เหอะ...ตัวเล็กแค่นี้ เธอยังรู้เื่ของแท้ของปลอมอีกเหรอ? เตาใบนี้ยังดูใหม่เอี่ยม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็งานฝีมือสมัยใหม่”
“ไม่ใช่นะ”
เพียงแต่เตาใบนี้ทำจากวัสดุพิเศษ ภายในมีการสลักอักขระทำความสะอาดเอาไว้ มันถึงไม่ติดฝุ่นผง และดูใหม่เอี่ยมอยู่แบบนี้ต่างหาก
ของที่อยากได้ก็ซื้อแล้ว แต่เสิ่นจืออินยังไม่ยอมกลับคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เธอกลับเกาะติดฉินเจินไปที่บ้านของเขาแทน
“มาที่นี่ทำไม? คอนโดเล็ก ๆ แบบนี้ ไม่หรูหราเท่าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นหรอกนะ”
ถึงแม้ว่าคอนโดจะไม่อาจเทียบขนาดและความหรูหราของวิลล่าได้ แต่คอนโดที่ฉินเจินซื้อเองหลังนี้ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่คนร่ำรวยเท่านั้นถึงจะซื้อได้
เสิ่นจืออินมองไปรอบ ๆ
“แน่นอนว่าฉันมาช่วยคุณจับผีไง คุณมีกลิ่นอายผีติดอยู่นะ”
ฉินเจินได้แต่นวดกลุ่มผมที่รวบเป็มวยเล็ก ๆ บนหัวของเ้าตัวน้อยด้วยสีหน้าเอือมระอา
“นี่เธอไปเรียนอะไรแบบนี้มาจากไหน รู้ไหมว่าอยู่ต่อหน้าสายตรวจแบบนี้จะพูดมั่ว ๆ ไม่ได้นะ”
เสิ่นจืออินส่ายหัวไปมาพลางพูดว่า “ไม่เชื่อก็ตามฉันมาสิ”
เธอหาตำแหน่งคร่าว ๆ ของผีตนนั้นเจอแล้ว จึงจับสองนิ้วของฉินเจินและวิ่งเตาะแตะไปทางลานจอดรถใต้ดิน
ฉินเจินเดินตามหลังเธอไปอย่างเชื่องช้า
เขาก้มมองดูเวลาแล้วคิดในใจว่า รอให้เสิ่นซิวหนานกลับมาเมื่อไร เขาจะต้องเรียกดอกเบี้ยจากเสิ่นซิวหนานให้ได้ ทั้งที่ตัวเองงานยุ่งขนาดนี้ ยังต้องมาช่วยตระกูลเสิ่นเลี้ยงเด็กอีก
เมื่อทั้งสองคนลงมาถึงชั้นใต้ดิน เสิ่นจืออินอาศัยร่องรอยของกลิ่นอายผี จนในที่สุดก็พบเป้าหมายที่้าตรงมุมกำแพงในลานจอดรถ
ที่มุมกำแพง เสิ่นจืออินและฉินเจินพบกับผีเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอสวมชุดลายดอกไม้สีเหลืองขาดวิ่นดูน่าสงสาร ผิวซีดขาวราวกับไร้เื ดวงตาสีดำสนิท เธอนั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินเสียง เธอจึงเงยหน้าขึ้นจ้องมองเสิ่นจืออินและฉินเจินอย่างว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน
หากเป็คนอื่นที่ถูกผีเด็กหญิงตนนี้จ้องมองแบบนี้ คงหวาดกลัวจนสิ้นสติไปแล้ว แต่เสิ่นจืออินกลับไม่สะทกสะท้าน เธอเดินเข้าไปใกล้
‘ความไม่พอใจของเด็กคนนี้ช่างรุนแรง คงใกล้กลายเป็ผีร้ายเต็มทีแล้ว’ เสิ่นจืออินคิดในใจ
“สวัสดี เธออยู่ที่นี่นานหรือยัง?” เสิ่นจืออินเอ่ยถาม
ผีเด็กหญิงเหลียวหลังไปมอง แต่ไม่พบใคร แสดงว่าเสิ่นจืออินกำลังพูดกับเธออยู่?
ผีเด็กหญิงเบิกตากว้าง
“เธอ...กำลังคุยกับฉันเหรอ?” ผีเด็กหญิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ราวกับมาจากขุมนรก และยังมีเสียงสะท้อนอยู่ด้วย
เสิ่นจืออินพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มซักถามข้อมูลของผีเด็กหญิง
ฉินเจินที่ยืนอยู่ด้านหลัง เห็นเด็กน้อยพูดกับกำแพง พยายามจะไม่เชื่อเื่แบบนี้ แต่ตอนนี้ขนลุกไปหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกเย็นะเื
ให้ตายเถอะ อยากออกไปจากที่นี่แล้ว คุณย่าของเสิ่นซิวหนานนี่ดูน่ากลัวอยู่หน่อย ๆ
“เธอกำลังทำอะไรอยู่”
เสิ่นจืออินหันกลับมา “ฉันบอกคุณแล้วไง ว่าคุณต้องเจอผีแน่ ๆ คือเธอนั่นแหละ”
ฉินเจินขนลุกซู่ “เด็กน้อยพูดอะไรไร้สาระ ตรงนั้นไม่มีอะไรสักหน่อย”
“อ๊ะ ฉันลืมไปว่าคุณมองไม่เห็น”
เสิ่นจืออินค้นหาในกระเป๋าของเธออยู่นาน ก่อนจะหยิบยันต์ออกมา
“เอาอันนี้ไปติดตัวไว้”
ฉินเจินรู้สึกหงุดหงิด “พอได้แล้ว ฉันไม่มีเวลาเล่นกับเธอหรอก”
เสิ่นจืออินยืนกอดอก ส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะพูดว่า “ติดยันต์แค่นี้เปลืองแรงรึไง ตาทึ่ม ระวังจะหาเมียไม่ได้นะ!”
“นี่เ้าเด็กน้อย เธอ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ยันต์ก็ลอยขึ้นมาติดที่หัวของเขา
แต่เพียงเสี้ยววินาที ยันต์ก็หายวับไป
ฉินเจินตกตะลึง เขามองไปที่เสิ่นจืออินด้วยความตื่นตระหนก จนเกือบจะสิ้นสติ
“อึก...อะไรกันเนี่ย!”
ข้าง ๆ เสิ่นจืออิน ปรากฏร่างของเด็กคนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดา ผิวพรรณและดวงตาของเธอน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก แม้แต่ฉินเจิน ผู้ผ่านชีวิตการเป็สายตรวจมานานปีก็ยังรู้สึกหวาดผวาจนต้องถอยหลังกรูด
ในตอนนี้ ผีเด็กตนนั้นกำลังจ้องมองมาที่ฉินเจินด้วยแววตาอันดำมืด
ฉินเจินเอื้อมมือไปที่เอวอย่างลืมตัวเพื่อจะชักปืน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบ
“เธอชื่อไป๋เค่อเค่อ”
เทียบกับฉินเจินที่เป็ผู้ชายตัวโตแล้ว เสิ่นจืออินกลับไม่กลัวแม้แต่น้อย แถมยังแนะนำให้ฉินเจินรู้จักด้วยความกระตือรือร้น
“อาฉินไม่ต้องกังวลไปหรอก เธอไม่เคยทำร้ายใคร”
ถ้าผีตนนี้ฆ่าคนมาจริง ๆ เสิ่นจืออินคงต้องลงมือต่อสู้กับเธอก่อนแล้วค่อยพูด
ฉินเจินกุมศีรษะ แล้วนั่งยอง ๆ เหงื่อเย็นไหลออกมาด้วยความกลัว
“ปล่อยให้ฉันตั้งสติก่อน”
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เริ่มฟังเสิ่นจืออินพูดต่อจนจบ
ผีเด็กชื่อไป๋เค่อเค่อ เมื่อคนเราตายกลายเป็ผี ความทรงจำจะเลือนหายไป
แต่ถ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า หรือตายไปพร้อมความแค้น พวกเขาก็จะวนเวียนอยู่ในโลกนี้
ความทรงจำของไป๋เค่อเค่อก็เลือนหายไปเช่นกัน แต่เธอยังจำชื่อของตัวเองได้ เธอยังจำได้ว่าเธออยากกลับบ้าน
และเธอยังมีแรงอาฆาตแค้นมากเกินไป ดูก็รู้ว่าตายแบบผิดธรรมชาติ
เสิ่นจืออินเองก็รู้ข้อมูลไม่มาก
“ิญญาเธอวนเวียนอยู่ที่นี่ ไม่ออกไปไหน คาดว่าร่างน่าจะอยู่ที่นี่แหละ”
สีหน้าของฉินเจินเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ถ้าเป็เื่จริง นี่มันคดีฆาตกรรมชัด ๆ
แต่ทว่า…การที่เขารู้เื่นี้ด้วยวิธีนี้ เขาไม่รู้เลยว่าควรจะใหรือเป็ห่วงดี
เด็กน้อยคนนี้เห็นผีได้จริง ๆ ด้วย!
ไม่ใช่แค่เห็นเอง แต่ยังทำให้เขาเห็นด้วย
ตอนนี้ ความเชื่อของฉินเจินพังทลายลงและกำลังสร้างใหม่อย่างยากลำบาก
“ฉันจะรีบแจ้งให้คนมาตรวจสอบ แน่ใจนะว่าอยู่ที่นี่?”
“ที่นี่”
ผีเด็กพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน น้ำเสียงเย็นเยียบ แค่สองพยางค์ก็ทำให้ฉินเจินขนลุกแล้ว
“โอเค รู้แล้ว”
หลังจากพยายามพูดประโยคนี้ออกมาจนจบ เขาก็อุ้มเสิ่นจืออินและวิ่งออกจากลานจอดรถใต้ดินอย่างรวดเร็วราวกับจรวด
เมื่อออกมาัักับแสงแดดภายนอก เขาก็รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่
เขาทรุดตัวลงนั่งบนขอบแปลงดอกไม้อย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ ควักบุหรี่ออกมาหวังจะสูบสักมวน แต่พอมองไปเห็นเด็กน้อยข้าง ๆ เขาก็เลยต้องวางลง
“บนตัวฉัน...มีกลิ่นอายผีอยู่จริง ๆ เหรอ?”
การถูกตบหน้าครั้งนี้มันเร็วเกินไปหน่อย ก่อนหน้านี้ยังไม่เชื่อเลยว่าจะได้เจอผีจริง ๆ
“ไม่อย่างนั้นฉันจะมาเล่นที่บ้านคุณทำไมล่ะ”
เสิ่นจืออินเบะปากใส่เขา
ฉินเจิน “...”
เด็กน้อยอายุสามขวบ พูดจาโอหังขนาดนี้เลยเหรอ?
“คุณมีกลิ่นอายผีติดตัวไม่มาก ไม่เป็ไรหรอก คนอื่นสิ น่าเป็ห่วง”
ฉินเจินเป็ถึงสายตรวจ มีพลังแห่งความชอบธรรมแผ่ซ่านทั่วร่าง กลิ่นอายผีจึงทำอะไรเขาไม่ได้ แค่โดนแสงอาทิตย์สักพักก็สลายหายไปหมดสิ้น
แต่คนอื่นไม่เหมือนกัน
ต่อให้ผีเด็กไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่หากใครเผลอไปัักลิ่นอายผีเข้า ก็อาจจะเจ็บป่วยหรือโชคร้ายได้
“ยิ่งความแค้นพุ่งสูง ผีเด็กตนนั้นก็ยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อไรที่เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็จะเริ่มทำร้ายคน”
ตอนนี้ผีเด็กยังควบคุมตัวเองได้ แต่เมื่อความแค้นก่อกองสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะรับประกันได้ว่า เธอจะไม่ทำร้ายใคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเธอได้เห็นคนที่ทำร้ายเธอ ปรากฏตัวที่ลานจอดรถใต้ดินล่ะก็ ความแค้นของผีเด็กจะพลุ่งพล่านขึ้นมาในพริบตา เปลี่ยนเธอเป็ผีร้ายในทันที
เสิ่นจืออินอธิบายเื่ราวทั้งหมดอย่างช้า ๆ พยายามใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายที่สุดให้ฉินเจินฟัง จากนั้นก็ยกขวดนมขึ้นดื่มจนหมด
การอธิบายเื่ยาก ๆ แบบนี้ แน่นอนว่าเป็เื่ลำบากสำหรับเด็กสามขวบอย่างเธอ